
ศิลป์แห่งแผ่นดิน - พลังบริสุทธิ์ หยุดน้ำเมา
โครงการของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ในเทศกาลงดเหล้าเข้าพรรษา มีกิจกรรมหลากหลายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่วางไว้เป็นกองทัพ 4 ทัพ ได้แก่ ศาสนา ดนตรี กวี และศิลปะ
ด้านศาสนา ดำเนินกิจกรรมโดย “พระโพธิสัตว์น้อย” (สังกัดมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)
ด้านดนตรี ดำเนินกิจกรรมโดยกลุ่มคนทำดนตรี ร่วมสมัยรุ่นใหม่ ในนาม วง ก.ไก่
ด้านกวี (วรรณกรรม) ดำเนินกิจกรรมโดย “ทุ่งสักอาศรม”
ด้านศิลปะ ดำเนินกิจกรรมโดย สถาบันพัฒนาเยาวชนและชุมชนเพื่ออนาคต และกลุ่มเรือใบไม้ และมีการทำคลิปวิดีโอ เผยแพร่รณรงค์โดย กลุ่มตาสับปะรด
ทุกกิจกรรมขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ในช่วงเข้าพรรษา ไปจนถึงออกพรรษา ต่อเนื่องไปจนกว่าจะสิ้นกระบวนครบถ้วนตามขั้นตอนดำเนินการ กระผมได้มีส่วนร่วมด้วย 2 กิจกรรม คือ ทั้งศิลปะ และกวี ทำหน้าที่ “วิทยากร” ให้แก่เด็กๆ และเยาวชน โดยที่ค่ายศิลปะนี้ ผมเลี่ยงที่จะพูดถึง “น้ำเมา” แต่ให้ความสำคัญที่ “ความเมา” มากกว่า
พูดคุยกับเด็ก และเยาวชนทำนองว่า ในบรรดาสิ่งมึนเมานั้น ไม่มีสิ่งใดฤทธิ์ร้ายแรงไปกว่า การหลงมัวเมาในใจเราเอง ความมัวเมา คือความลุ่มหลง ความไม่รู้ ศัตรูของเราไม่ใช่ สุราเมรัย หรือสิ่งเสพติดอื่นใด แยกแยะให้ดีระหว่างคนดื่มเหล้ากับคนเมาเหล้า เข้าใจความหมายของคำว่า “เมา” ให้จงดี
ยังมีความเมาอีกหลายรูปแบบที่ลึกเร้นซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความโลภ หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ แม้กระทั่ง “เมาความฝัน”
เยาวชนกว่า 50 คน จากโรงเรียนในสังกัด กทม. มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ซึ่งผมเองได้เปลี่ยนหัวข้อของเจ้าภาพเสียด้วยการชวนให้คิด ให้ลึก ให้กว้าง ซึ่งตรงใจกับทีมงานผู้ดำเนินกิจกรรม ที่มี “พี่เบ้” ปุณพจน์ ศรีเพ็ญจันทร์ หัวเรือใหญ่ สถาบันพัฒนาเยาวชน และชุมชนเพื่ออนาคต คอยกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนที่ร่วมกิจกรรมได้คิดเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะนำเสนอผ่านผลงานศิลปะ
สองวัน 1-2 กันยายน ผลงานจิตรกรรมสีอะคริลิกบนผ้าใบขนาด 40 x 50 เซนติเมตร กว่า 50 ชิ้น
ส่วนใหญ่แสดงเนื้อหาด้านบวก ไม่มองเหล้า หรือผู้ดื่มเหล้าเป็นศัตรู ไม่ฉายภาพธุรกิจน้ำเมาว่าเป็นซาตานร้าย
หน้าที่ของ “ศิลปิน” (แม้จะเป็นเพียงศิลปินตัวน้อยๆ) คือใช้พลังอำนาจของศิลปะปลุกหัวจิตหัวใจผู้คนให้รู้สึกสะท้านสะเทือน ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของจิตใจแต่ละดวงจะผุดจะผลิ จะบาน ซึ่งดอกบัว ซึ่งหมายถึง ความงาม ความจริง ความดีที่เป็นภูมิคุ้มกันความ “เมา” ได้ทุกชนิด ทุกรูปแบบ ไม่เฉพาะแต่ “น้ำเมา” สุรา เมรัย เท่านั้น
กิจกรรมนี้ จัดขึ้นที่ “สวนเงินมีมา” พื้นที่ของมูลนิธิเสถียรโกเศศ - นาคะประทีป เจริญนคร ซึ่งเป็นสถานที่ที่แสนดี แสนงาม สงบ ผมค้างแรมหนึ่งคืนในห้องเล็กๆ ภายในอาคารอันเป็นสำนักงานที่ให้กำเนิดต้นธารของปัญญา ได้ชมภาพเขียนตามผนังระเบียงข้างบันได และห้องต่างๆ ได้หยิบจับ รื้อค้น ดูหนังสือ “ปาจารยสาร” ที่มีอายุยืนยาวมา 25 ปี มีคุณูปการแก่วงการสติปัญญาของประเทศนี้อย่างลึกซึ้ง
ผมขับรถกลับถึงบ้าน (นครสวรรค์) อย่างปลอดภัย โดยไม่มีอุบัติเหตุอันใดแผ้วพาน ถนนสายเอเชียยามค่ำ มีรถรามากมายขับขี่ไปท่ามกลางสายฝนโปรยปรายเป็นช่วงๆ ระหว่างทางเห็นป้ายรณรงค์ ทั้งป้ายเตือน และปราม “เมาไม่ขับ” มี “คัตเอาท์” ขนาดใหญ่ เห็นตระหง่านแต่ไกล เป็นรูป “เหยื่อของความมึนเมา” นั่งอยู่บนรถเข็น มีข้อความสั้นๆ เตือนใจผู้คน แต่ผมอ่านไม่ทัน ไม่กล้ามองนาน เกรงจะเกิดอุบัติเหตุครับ
ขับรถไปใจก็คิดถึงเด็กๆ และเยาวชนที่มาเข้าค่ายศิลปะ บางคนอาจเขียนภาพไม่สวย ทักษะฝีมือไม่เลอเลิศ แต่มีความคิดที่ชวนให้ตื่นตะลึง เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากโรงเรียนอะไรผมก็จำไม่ได้ เขาเขียนรูปขวดเหล้ามีแขนมีขา มีหน้ามีตา เดินโต๋เต๋ ไปตามถนนโดยปราศจากผู้คนสนใจมอง ไม่มีใครทักทายแล้ว (ขวด) สุรานั้น ก็บ่นออกมาว่า “เหงาจัง”
"ศักดิ์สิริ มีสมสืบ"



