บันเทิง

คมเคียวคมปากกา-เพลงครูไพบูลย์

คมเคียวคมปากกา-เพลงครูไพบูลย์

07 ก.ย. 2552

29 สิงหาคม ที่ผ่านมา รำลึกวันตายครูไพบูลย์ บุตรขัน 37 ปี ผมได้ไปร่วมรายการเพลงของ คุณจักรพันธ์ ยมจินดา ที่สถานีวิทยุลูกทุ่งเอฟเอ็ม 94.5 เวลา 08.00-10.00 น. ทุกวันเสาร์

 ปรากฏว่าสองชั่วโมงผ่านไปแทบไม่รู้ตัว ประสาคนเคยชินกับการเขียนหนังสือ พอไปพูดวิทยุหรือให้สัมภาษณ์โทรทัศน์นั้น รู้สึกเลยว่า จะเอาเนื้อหาสาระย่อมเทียบไม่ได้กับการเขียน  หรือว่าอีกทีคือ สื่อทางการเขียนนั้นลึกกว่าสื่อทางภาพและเสียงแน่นอน  และคนเสพก็เข้าถึงยากกว่าด้วยเช่นกัน

 ร่วมรายการคุณจักรพันธ์วันนั้น อะไรๆ ก็ดีอยู่ ขาดไปคือเรื่องครูไพบูลย์ บุตรขันกับการเมือง

 ที่จริงเวลาคุยหลังไมค์ ถึงแม้เพิ่งพบคุณจักรพันธ์ พูดคุยกันเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ผมรู้สึกว่าคุยกับคุณจักรพันธ์ได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยในเรื่องเพลง นึกไม่ถึงว่าจะสนใจเพลงขนาดนี้ เคยเข้าใจแต่ว่าจะรู้แต่เรื่องกีฬา ซึ่งไม่อยากคุยว่า เรื่องกีฬานั้น ผมก็พอคุยด้วยได้นะจะบอกให้ เคยเขียนคอลัมน์กีฬามาแล้ว ยิ่งถ้าเป็นเรื่องกีฬามวยไทยยุคคลาสสิกนั้น อยู่ในความจำพอสมควร รุ่น อภิเดช ศิษย์หิรัญ อดุลย์ ศรีโสธร ผมเคยเป็นแฟนหนังสือมวยยุค บ๊อกซิ่ง เดอะริง ไฟท์ติ้ง

 ที่จริงเรื่องการเมือง ผมก็คุยกับคุณจักรพันธ์ได้ลื่นไหลสบายอารมณ์  แต่ต้องเป็นคุยหลังไมค์ ส่วนหน้าไมค์งดเด็ดขาด คุณจักรพันธ์บอกว่า “ลูกน้องผมเป็นร้อย” คือเกรงการเมืองจะกระทบธุรกิจ ก็เป็นอันเข้าใจกัน เกมการเมืองยุคนี้เข้มข้นโหดเหี้ยมชนิดไล่บี้กันทุกเม็ด ทุกคน ทำให้คนจำนวนไม่น้อย ไม่มีเสรีภาพที่จะพูด คิด เขียนอย่างเสรีได้ พูดหน้าไมค์ไม่ได้ ต้องพูดหลังไมค์ หรือต้องพูดซุบซิบอยู่ในกลุ่มที่คิดแบบเดียวกัน ซึ่งที่จริงยิ่งทำให้คนเราแบ่งแยกกลุ่มแยกเหล่าเข้าไปอีก แตกแยกมากไปอีก ที่จริงถ้าคนเราสามารถพูดจาแลกเปลี่ยนความคิดความเชื่อทางการเมืองได้อย่างเสรี จะนำมาซึ่งสติปัญญา ไม่แตกแยก และจะเกิดการร่วมใจกันแก้ปัญหา ดีกว่าการปิดกั้น ปรักปรำ ทำร้ายกันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

 มันจะเลวร้ายอะไรนักหนา หากว่าคนอื่นเขาคิดไม่เหมือนเรา ควรคิดไว้เลยว่านั่นเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำ ที่เขาคิดไม่เหมือนเรา เราเองก็คิดไม่เหมือนเขา เรื่องธรรมด๊า ธรรมดา

 เสร็จจากรายการลูกทุ่งเอฟเอ็มตอนสิบโมง ต่อไปทำบุญเลี้ยงเพลที่วัดสำแล ปทุมธานี พอดีได้เจอ อู๊ด คม ชัด ลึก เสร็จทำบุญก็เลยพาอู๊ดไปดูบ้านครูไพบูลย์ ที่บ้านท้องคุ้ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ วัดสำแล

 บ้านท้องคุ้งย่อมหมายถึงหมู่บ้านที่อยู่ตรงโค้งคุ้งแม่น้ำเจ้าพระ เป็นคุ้งน้ำที่ตลิ่งจะพังลงเรื่อยๆ หากไม่ทำเขื่อนป้องกันไว้  บ้านครูไพบูลย์ก็หมิ่นเหม่กับการพังทลาย

 บรรดาญาติของครูไพบูลย์ก็เป็นรุ่นน้องรุ่นลูกหลาน ครูไพบูลย์เกิดปี 2461 ถ้ายังอยู่ก็อายุเกิน 90 ปี ท่านตายตอนอายุเพียง 54 ปี (2515) เพลงกำลังดัง ขายดี มีตังค์ มีบ้าน มีรถ มีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันไม่กี่เดือน แต่งงานเดือนมกราคม ตายเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน โอ้..ชีวิต ทุกข์ทรมาน เปลี่ยวเหงามาแทบตลอดชีวิต พอจะมีความสุขสักหน่อย ก็ต้องตาย

 งานเขียนเพลง เป็นงานของคนกล่อมโลก กล่อมโลกอันร้อนรุ่มให้อยู่เย็นเป็นสุข ครูไพบูลย์ บุตรขัน ท่านกล่อมโลก กล่อมใจคนให้มีความสุขมาตั้งแต่หลังสงครามโลก ในขณะที่ตัวเองตรมทุกข์ด้วยโรคร้าย พอจะมีความสุขสักหน่อย คือมีสุภาพสตรีมาเป็นภรรยาโดยไม่รังเกียจ มีบ้าน มีรถ ก็ต้องตายลง สุขได้เพียงไม่กี่เดือน

 ผู้ที่ได้เสพสุขจากผลงานครูไพบูลย์ ก็คือ เราๆ ท่านๆ ที่ฟังเพลง และผู้ที่ได้เสพสุขและผลประโยชน์จากผลงานครูไพบูลย์ คือผู้ได้ครอบครองลิขสิทธิ์เพลง ได้ข่าวว่า ค่ายเพลงสองค่ายใหญ่กำลังฟ้องร้องกันนัวเนียเคร่งเครียด เพราะมรดกเพลงครูไพบูลย์ บุตรขัน นั้น คิดเป็นเงินก็น่าจะนับร้อยล้าน 

 ไม่ต้องรอศาลพิพากษา “วัฒน์” ขอตัดสินได้เลยว่า ลิขสิทธิ์เพลงเหล่านี้ ผู้ที่มีสิทธิ์ครอบครองที่แท้จริง คือ ไพบูลย์ บุตรขัน ( ไม่ฮา)

วัฒน์ วรรลยางกูร