บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 15

ยอดหญิงปันซู 15

30 เม.ย. 2560

ไทเฮาเดินทางไปค่ายทหารเพื่อดูการฝึกซ้อม บังเอิญมีนักฆ่าบุกเข้าวัง ฮั่วเหิงช่วยไว้ได้ทัน ไทเฮาเกิดพึงพอใจในตัวฮั่วเหิง

ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26

Ban Shu Legend Ep.15

    เหยาเจวียนเล่าต่อ “ศิษย์พี่เว่ยเกลี้ยกล่อมให้ส่งทหาร แต่ก็ไร้ความหวัง จึงสร้างสุสานให้ศิษย์พี่ ต่อมาก็ป่วยหนักอีก”
    “ที่แท้เป็นอย่างนี้ มิน่าเขาพูดกับข้าว่านับตั้งแต่ศิษย์พี่เซวียนตาย เขาได้ตัดสินใจอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวจนแก่เฒ่า มีผู้หญิงที่ดีงามมาก่อน เขาจะมาชอบผู้หญิงโง่ที่มีสายเลือดนอกเผ่าอย่างข้าได้ยังไงกัน”
    ปันซูไปที่สุสานอาเซวียน
    “พี่เซวียน ข้าเป็นศิษย์น้องของเจ้า และเป็นน้องบุญธรรมของเจ้าอาซู ข้ามาดูเจ้าแล้วเฮอ เห๋อ”
    คนเฝ้าเข้ามาทักว่ามาไหว้องค์หญิงฝูหย่วนใช่มั้ย ตอนนี้ฝนกำลังจะตกหนัก ให้ไปหลบในกระท่อมก่อน ปันซูดูแล้วเหมือนมีคนอยู่ คนเฝ้าว่าทุกวันที่ 1 กับ 15 เว่ยอิงจะต้องมาเฝ้าที่สุสาน กระท่อมหลังนี้ เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือ ปันซูแปลกใจว่าเขาสร้างเองเหรอ
    “ใช่แล้วใต้เท้าเว่ยกับองค์หญิงฝูหย่วนเป็นคู่ที่น่าสงสารจริงๆ เจ้าไม่รู้ ข้าเห็นมากับตา ใต้เท้าเว่ยใส่เสื้อไว้ทุกข์ ใช้พิธีฝังศพองค์หญิงเยี่ยงภรรยา แม้ตอนนั้นเขาไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว แต่มือที่ขุดดิน แต่ละก้อน มีเลือดทั้งนั้น แรงที่ใช้นั้น แม้แต่คนแก่อย่างข้า ยังทนดูไม่ได้”
    ปันซูถอนหายใจ “เจ้าไปทำธุระเถอะ เดี๋ยวฝนซาแล้ว ข้ากลับไปเอง”

ยอดหญิงปันซู 15
    หลังจากฝนซาแล้ว ปันซูได้ยินเสียงก็ตื่นแล้วออกไปดู เห็นเว่ยอิงใช้ไม้ค้ำไปนั่งที่สุสาน เหมือนคุยกับอาเซวียน
    “อาเซวียน วันนี้ลมค่อนข้างแรง แต่เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าอยู่นี้เป็นเพื่อนเจ้าแล้ว” ปันซูยืนมอง
    “หลายวันนี้ข้าไม่ได้มาดูเจ้า เป็นเพราะเกิดเรื่องมากมาย ก่อนอื่นพูดที่ตัวเองไม่เจียมตัว อยากไปขี่ม้า สุดท้ายไม่ระวังล้มลง ตอนนี้ แม้แต่จะเดิน เฮ่อ ก็ต้องใช้ไม้เท้าอันนี้ เจ้าว่าข้าโง่มากใช่มั้ย น่าหัวเราะมากเลยใช่มั้ย” เว่ยอิงหัวเราะ “ตอนนั้นถ้าเจ้าอยู่ด้วย แม้กระดูกของข้าจะแตก หรือร้าวข้าก็จะขี่เป็นเพื่อนเจ้า ขี่กันจนชั่วฟ้าดินสลาย อ้อ ใช่แล้ว อาเซวียน วันนี้ข้าได้พบ น้องสาวของเจ้าอาซูแล้ว นางนิสัยไม่เลว นิสัยก็ร่าเริงมาก เห็นนางแล้ว ก็นึกถึงเจ้า ไม่เสแสร้งเป็นกุลสตรี” เว่ยอิงยิ้ม “ทุกครั้งที่ข้าเห็นนาง ก็คิดถึงตอนที่เจ้าเด็กๆ วันนี้ข้าบ่นให้นางฟังเยอะแยะ เจ้าไม่โกรธใช่มั้ย ขอโทษ เจ้าหึงใช่หรือเปล่า ฮั่วเหิงพูดถูก ข้าหวั่นไหวต่อนางนิดหน่อย แต่ว่าเจ้าวางใจ เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง ข้าควบคุมตัวเองไว้ได้เร็วมาก อาเซวียน เจ้าต้องเข้าใจ ในใจข้ามีเพียงเจ้าคนเดียวตลอดชั่วนิรันดร์ ฮืม เด็กโง่ อาเซวียน ถ้าเจ้าไม่ดีใจหรือไม่พอใจข้า ก็มาบอกข้าในฝัน บอกข้าว่าเจ้าไม่พอใจแล้ว ข้ารู้ว่านานขนาดนี้แล้ว เจ้าไม่ปรากฏตัวอยู่ในฝันของข้า สาเหตุเป็นเพราะ เจ้าอยู่ข้างนอกนานเกินไป ลืมทางกลับมาใช่มั้ย”
    เว่ยอิงมองท้องฟ้า ปันซูมองเว่ยอิง
    “อาเซวียน เวลาไม่เช้าแล้ว ข้าจะกลับไปแล้ว ไว้วันหลัง ข้าเข้าวังได้แล้ว ข้าจะเอาหญ้าดอกอ้อสีแดงมาให้เจ้า ดีมั้ย” เว่ยอิงลุกขึ้น 
    ปันซูตรงมาที่สุสานร้องไห้ “ที่แท้ใจเขาหวั่นไหวแล้ว ที่แท้เขาชอบข้าจริงๆ ไม่ใช่ข้าคิดเข้าข้างตัวเอง” ปันซูดีใจ “เฮอ พี่เซวียน ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแย่งเขาจากพี่ แต่ว่าเขาอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดายน่าสงสาร เอาอย่างนี้ ให้ข้าดูแลเขาแทนดีมั้ย เฮอ ถ้าพี่เห็นด้วย ก็บอกข้าสักคำนึงข้านับ หนึ่ง สอง สาม” เทียนดับ ปันซูตกใจ “เฮอ พี่เซวียนพี่โกรธใช่หรือเปล่า อย่างนั้น ก็เห็นด้วยแล้ว งั้นข้าถือว่าพี่เห็นด้วยดีมั้ย” ปันซูหัวเราะ “ไม่ต้องห่วง ข้ารู้ว่าตอนนี้ข้ายังไม่ดีพอ ดังนั้นข้าจะไม่ไปรบกวนเขาโดยไม่จำเป็น รอถึงสักวันหนึ่ง ข้ากลายเป็น อาจารย์หญิงอย่างเจ้า แล้วค่อยไปพูดกับเขา ดีมั้ย พี่ไม่ตอบ ข้าถือว่าเห็นด้วยแล้วนะ” ปันซูหัวเราะ
    เหยาเจวียนจะไปหาฮั่วเหิง เจอกับหยางหวิน เพื่อนอาจารย์ด้วยกันที่ทหารไม่ยอมให้เข้า เพราะถูกไทเฮาปลดเป็นสามัญชนแล้ว หยางหวินขอร้องเหยาเจวียนขอข้าวกิน เพราะหลังแต่งงานกับชายยามคนหนึ่งได้สามปี ก็ถูกทิ้งไปหาหญิงอื่น จนตอนนี้ไม่มีอะไรจะกิน เหยาเจวียนฟังแล้วคิดถึงตัวเอง 

ยอดหญิงปันซู 15
    ฮั่วเหิงฝึกทหารอยู่หันมาเห็นเหยาเจวียน จึงเดินมาหาแต่เหยาเจวียนว่าชายหญิงห้ามใกล้ชิดกันแล้วขอตัวกลับ ฮั่วเหิงงงๆ
    เหยาเจวียนกลับไปก็คิดแต่เรื่องฮั่วเหิงจนหลอนไปหมด ปันซูรู้สึกแปลกๆ เข้าไปคุยด้วย จนรู้ว่าเหยาเจวียนอยากจะลืมฮั่วเหิงแต่ลืมไม่ได้ เหยาเจวียนเล่าเรื่องที่หยางหวินบอก ปันซูงงว่าคือใคร เหยาเจวียนว่าช่างเถอะ แล้วคิดหาวิธีลืมฮั่วเหิงแต่ก็ลืมไม่ได้ร้องไห้ออกมา
    ปันซูไปเล่าให้ฮั่วเหิงฟัง เขารีบบอกว่าไม่ได้ แล้วให้ปันซูหาวิธีช่วย ระหว่างคุยกัน หมิงซิ่วก็เข้ามาทักฮั่วเหิง บอกว่าโตมาด้วยกันแล้วฮั่วเหิงก็สัญญาว่าจะแต่งงานกับนาง ปันซูถึงกับขำ แล้วแนะให้ฮั่วเหิงบอกให้นางช่วย
    โดยฮั่วเหิงพาหมิงซิ่วไปนั่งคุยกัน ปันซูไปตามเหยาเจวียนมาดู เหยาเจวียนเห็นฮั่วเหิงโอบหมิงซิ่ว เหยาเจวียนค่อยๆ มองแล้วเห็นเป็นผู้หญิง ปันซูว่าเพราะไม่ไปหาเขา ฮั่วเหิงเลยหาคนอื่น ปันซูจับหัวใจเหยาเจวียนแล้วรู้สึกว่าเต้นเร็ว เหยาเจวียนว่าบังคับตัวเองไม่ได้ ปันซูว่ามีวิธีแล้วหยิบหินก้อนหนึ่งบอกให้ปาผู้หญิงคนนั้น เหยาเจวียนอยากปาแต่ไม่กล้า
    ปันซูว่าเขาจะจูบปากกันแล้ว เหยาเจวียนเริ่มทนไม่ได้ เดินตรงรี่ไปหาทั้งสอง หมิงซิ่วถามว่าเป็นใคร แต่ยังไม่ทันได้พูดกันก็ตบตีสู้กันเข้าไปในกองฟาง ฮั่วเหิงรีบเข้าไปห้าม กันไม่ให้หมิงซิ่วทำร้ายเหยาเจวียน ทำให้หมิงซิ่วโมโหต่อว่าฮั่วเหิง สะบัดหน้าหนีบอกว่าจะไม่แต่งงานกับเขาแล้ว หมิงซิ่วร้องไห้เดินหนีไป ฮั่วเหิงถามเหยาเจวียนว่าไม่เป็นไรใช่มั้ย
    เหยาเจวียนร้องไห้ “อย่ามาแตะต้องข้า เจ้าเป็นผู้ชายแล้งน้ำใจ”
    “ข้าแล้งน้ำใจตรงไหน เจ้าต่างหากไม่สนใจข้า ข้ากับอาปันซูจึงใช้แผนลองใจเจ้าน่ะ”
    เหยาเจวียนชะงัก “ลองใจเหรอ”
    ปันซูสวน “ใช่ แค่ลองใจ” 
    เหยาเจวียนร้องไห้ ฮั่วเหิงงง “ทำไมอีก”
    “ต่อไปเจ้าคงเป็นผู้ชายแล้งน้ำใจแน่เลย ข้าก็คงเหมือนอาจารย์หยาง แม้แต่ข้าวก็ไม่มีจะกิน” เหยาเจวียนร้องไห้ 
    ฮั่วเหิงกระแหนะกระแหน่ “แหมที่แบบนี้พูดปร๋อเลยนะ”
    เหยาเจวียนร้องไห้ไปโมโหไป เหยาเจวียนตี “เห๋อ เจ้า คนเลวๆ”
    ฮั่วเหิงห้ามไม่ให้ตี ปันซูมองแล้วคิดถึงตัวเอง
    “พวกเขามีความสุขมากเลย ถ้าหากมีวันนึง ข้ากับเว่ยอิง ได้มีความสุขอย่างพวกเขา จะดีสักแค่ไหนกันนะ”
    ที่สวนหน้าห้องเรียน เหยาเจวียนนั่งคลื้ม ฮั่วเหิงนำแว่นขยายเป็นล็อกเกตมาให้เหยาเจวียนมอง ตอนแรกเหยาเจวียนงงๆ พอลุกขึ้นก็เลยล้มทับกัน ฮั่วเหิงแสร้งว่าเหยาเจวียนล้มทับเจ็บให้เธอนวดให้
    “เจ้าเป็นอะไรมั้ย”
    “เออ ที่จริงก็เจ็บ แต่ว่าเจ้าช่วยข้านวด ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว” ฮั่วเหิงลุกขึ้น
    เหยาเจวียนว่า “นี่เป็นโรงเรียนฝ่ายใน เจ้ากล้าบุกรุกเข้ามา ไม่กลัวโดนตัดหัวเหรอ”
    “เพื่อพบเจ้า ให้ม้าแยกร่างข้าก็ไม่กลัว”
    “คำพูดแบบนี้ห้ามพูด ไม่กลัวเทพเจ้าลงโทษเหรอ เฮอ”
    “ข้าได้พบอาจารย์หยางแล้ว รู้เรื่องโชคร้ายของนางด้วย เหยาเจวียน เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่ให้เจ้าเป็นอย่างนางคนที่สอง แม่ทัพสร้างผลงาน สามารถขอไทเฮาพระราชทานแต่งงานได้ ตั้งแต่วันนี้ข้าจะขยันมากๆ ขยันให้มาก สร้างผลงานเยอะๆ แล้วจะไปขอเจ้าแต่งงานอย่างสมเกียรติ”
    เหยาเจวียนหัวเราะ “จริง จริง จริงเหรอ”
    “จริงสิ ข้ามีของสิ่งนึงจะมอบให้เจ้า” เหยาเจวียนกลัว ฮั่วเหิงมอบแว่นขยายให้ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องดูข้าให้ดี ดูให้ชัดๆ เห๋อ ถ้าข้าทำเรื่องที่ไม่ดี เจ้าเป็นผีก็อย่าปล่อยข้า”
    เหยาเจวียนเขิน “แต่ว่าไม่ใช้อันนี้ ข้าก็เห็นเจ้าชัด เสียงที่เจ้าพูด เจ้าเดินฝีเท้าช้าเร็ว แล้วก็ กลิ่นกายเจ้าอีก ข้าล้วนลืมไม่ลง”
    ฮั่วเหิงกอดเหยาเจวียนและจูบ สักครู่เหยาเจวียนผงะออกตกใจกลัว บอกให้ฮั่วเหิงรีบไป คนเห็นเข้าจะไม่ดี
    “คิดจะหนีเหรอ” เสียงปันซูดังมา เหยาเจวียนตกใจ “ไม่ง่ายอย่างนั้น”
    เหยาเจวียนรีบออกรับ “เป็นความผิดของข้า ไม่เกี่ยวกับเขา จะทำโทษ ก็โทษข้า”
    ฮั่วเหิงเอาตัวบังเหยาเจวียน “ไม่เกี่ยวกับนาง ข้าเป็นคนมาเอง”
    ปันซูออกมาพร้อมหัวเราะ เหยาเจวียนโล่งอก “อาซู เจ้าจะทำอะไรข้าตกใจแทบแย่”
    ปันซูถาม “หมูแดงอร่อยมั้ย”
    เหยาเจวียนเขิน “ชิ”
    “เจ้าสองคนจริงๆ เลยนะ บ่าวสาวขึ้นเตียงแล้ว แม่สื่อก็ถูกเตะทิ้ง ฮึ ไม่ลงโทษพวกเจ้าสักหน่อย ข้าว่าพวกเจ้าไม่ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ขอบอกพวกเจ้าล่ะ คืนนี้ไม่ให้ไป ฟังข้าสอน วันใดที่ข้ายังไม่เป็นอาจารย์หญิง พวกเจ้าสองคนเลิกคิดอยู่ด้วยกัน”
    เหยาเจวียนตกใจ ฮั่วเหิงถามว่าหมูแดงอะไร ปันซูไม่ตอบเอาแต่หัวเราะ

ยอดหญิงปันซู 15
    เช้าวันใหม่ ปันซูไปหาเว่ยอิง เขารีบให้เชิญเข้ามา 
    “วันนั้นข้าแอบหนีออกมาจากโรงเตี้ยม รู้ว่าไม่ควร ไตร่ตรองอยู่นาน ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะ มา พี่เขย นั่งลงระวังหน่อย เฮอ พี่เขย พวกพริก พริกไทอะไรพวกนั้น ก็อย่าคิดมากเลย ต้องโทษอาหลิงอาซิ่ว เจ้าสองคนนั้นทำเหลวไหล รังแกข้าที่ไม่รู้ประเพณีตงง้วน โทษข้าด้วยที่ไม่รอบคอบ ที่เสียบผมกับปิ่นปักผมยังแยกไม่ออก เอ่อ ทำให้พี่เขยลำบากใจ แต่ว่า พี่เขยเจ้าเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง จะต้องไม่เก็บใส่ใจแน่ ใช่มั้ยล่ะ”
    เว่ยอิงถอนหายใจ “เจ้าเป็นน้องสาวของอาเซวียน เป็นน้องของข้าเหมือนกัน ก็คือเป็นญาติกัน ข้าจะให้เรื่องเล็กแบบนี้ ทำให้เจ้าลำบากใจได้ยังไง”
    ปันซูดีใจ “ถูกต้องแล้ว พี่เขย ถือโอกาสวันนี้เป็นวันหยุด ข้ามีบางเรื่อง อยากให้เจ้าชี้แนะ เจ้ารู้ ข้าอยากเป็นอาจารย์หญิงอีกครั้งนึง ใช่มั้ยล่ะ ศิษย์พี่เหยาเคยพูดกับข้า จะเลื่อนขั้นจากผู้ช่วยสอนมาเป็นอาจารย์หญิง นอกจากต้องได้รับความเห็นชอบ จากบัณฑิตของโรงเรียนเจ็ดส่วนแล้ว ยังต้องมีการแนะนำจากอาจารย์ กับอาจารย์ในวังเจ้าก็รู้ ตั้งแต่ข้ากลับไปที่โรงเรียน ตลอดเวลาได้ตั้งใจสอนอย่างขยันขันแข็งตอนนี้ รวมทั้งบัณฑิต ยังมีฝั่งศิษย์พี่ ก็ไม่มีปัญหาแล้ว เหลือแต่พระอาจารย์ในวัง เพียงด่านนี้ด่านเดียวพี่เขย ข้าได้ยินก่อนที่เจ้าไปอยู่โรงเรียนหอวัง ก็เคยอยู่โรงเรียนหลวง ใช่มั้ยเจ้าช่วยข้าสังเกต ดูสิว่าข้า จะผ่านสายตาพวกเขาไปได้หรือเปล่า”
    เว่ยอิงคิด “อ้อ เจ้าถือว่าที่นี่เป็นโรงเรียนฝ่ายใน ข้าเป็นบัณฑิตของเจ้า เจ้าสอนข้า สักคาบนึง”
    “อยู่ที่นี่เหรอ”
    “ไม่อย่างนั้นอีกสองวัน ก็ได้ขาข้าก็จวนหายแล้ว รอข้าไปโรงเรียงหอวังทำหน้าที่แล้ว ค่อยไปโรงเรียนฝ่ายในฟังเจ้าสอน”
    “จะกลับไปสอน ทำไมต้องรีบร้อนแบบนี้”
    เว่ยอิงถอนหายใจ “หอวังไม่มีข้า เห็นจะไม่ได้ อย่างมากข้าเดินช้าหน่อยก็ได้แล้ว”
    “อ้อ ก็ได้ อืม งั้นอยู่ที่นี่จะดีกว่า ข้ากลัวว่าถ้าอยู่ที่โรงเรียน มีคนเยอะข้าก็ตื่นเต้น”
    เว่ยอิงยิ้ม “ตามใจเจ้า”
    ปันซูเริ่มอ่านกลอนจนจบคาบ ก็ถามเว่ยอิงว่าสอนเป็นยังไงบ้าง
    “ข้ารู้สึกยังไม่ดีพอ ถ้าข้าเป็นพระอาจารย์ในโรงเรียนหลวง อาจจะไม่แนะนำเจ้า”
    “ห๋า ยังดีไม่พออีกหรือ แต่ว่าบัณฑิตทุกคนชอบฟังข้าสอนมากเลย”
    “เลือกสิ่งที่ตัวชอบ กับการสอนอธิบายเป็นคนละเรื่องกัน เจ้าเอาคำพูดที่เข้าใจได้ง่าย จากยากไปง่ายอธิบายอะไรหรือมะละกอ นี่เป็นสิ่งที่ดี” ปันซูพยักหน้า
    “แต่ว่าเจ้าเคยคิดบ้างมั้ย พวกบัณฑิตหลังจากฟังเจ้าสอนเสร็จแล้ว นอกจากตื่นเต้น มีความรู้เพิ่มขึ้น ยังเรียนรู้อะไรได้อีก”
    “แต่ข้าก็ได้สอน การให้-รับเป็นนิสัยบุรุษ เป็นสิ่งที่ดี”
    “การอธิบายอย่างผิวเผิน ก็ยังขาดไปอีกมาก เจ้าต้องยืนอยู่ในตำแหน่งบัณฑิตต้องรู้ว่า ความรู้ที่ต้องการที่แท้จริง คืออะไร บัณฑิตในโรงเรียนฝ่ายใน ต่อไปจะเป็น ฮูหยินของขุนนางชั้นสูง ดังที่ว่า ภรรยาดีสามีไม่มีเรื่อง ความรู้ตื้นลึกของพวกนาง โดยส่วนใหญ่จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของลูกหลานต้าฮั่น พูดกว้างๆ ว่าการให้การรับพวกนางอย่างมากก็แค่เข้าใจเป็น มารยาทไปมาหาสู่ระหว่างคุณหนูฮูหยิน แต่มองไม่เห็นสิ่งที่เหลือต่อมาอีก”
    “งั้น พี่เขย ถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้าล่ะ เจ้าจะสอนยังไง”
    “ข้าอยู่โรงเรียนหอวัง ตอนที่สอนบทนี้ให้กับลูกศิษย์ จะเอาจุดสำคัญวางอยู่ที่ ในการปกครองประเทศ การให้การรับ ให้เป็นจริงได้ยังไง เจ้าหน้าที่ดีต่อราษฏรไม่รีดภาษีหนัก นี่เป็นการให้ราษฏรอยู่เย็นเป็นสุข ยกย่องเจ้าหน้าที่เป็นคนดี นี่เป็นการับการตอนแทน แม่ทัพฮั่วชวี่ปิ้ง ดีต่อเหล่าทหาร พาพ่อครัวออกศึก นี่เป็นการให้เหล่าทหารฆ่าศัตรูอย่างกล้าหาญ นี่เป็นการรับการตอบแทน”
    “อธิบายแบบนี้ได้ด้วยเหรอ”
    “แน่นอน อาซู หนังสือของตาย คนมีชีวิต เหมือนโค่วหลันจือที่สอนตามในตำราอย่างนั้น ไม่ถูกต้องแต่อย่างเจ้านี่ ใช้ความฉลาดเพิ่มสิ่งน่าสนใจเข้าไป ก็ไม่ใช่ว่าดี ข้ารู้สึกว่าความรู้ของเจ้ายังไม่พอ คิดจะผ่านการทดสอบของพระอาจารย์เหล่านั้น อาจจะยังต้องการฝึกฝนอีก”
    “อืมงั้น พี่เซวียนตอนนั้นทำได้ อย่างที่เจ้าพูดเมื่อกี้นี้หรือเปล่า”
    เว่ยอิงยิ้ม “แน่นอน นางเป็นลูกศิษย์ที่ อาเจ้ารักที่สุด”
    “อืม ข้านี่ถามมากไปแล้ว”
    “เจ้าคิดดูสิ โลกนี้ผู้หญิงเก่งมีมากแค่ไหน ทำไมถึงมีแต่เฉาต้ากูคนเดียว ได้รับความนับถือจากไทเฮา มีแต่ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบอย่างแท้จริง จึงเป็นอาจารย์ผู้ปกครองประเทศได้”
    “มีแต่ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบอย่างแท้จริง จึงเป็นอาจารย์ผู้ปกครองประเทศได้”
    ปันซูกลับไปก็คิดถึงคำพูดของเว่ยอิงไปตลอดทาง

ยอดหญิงปันซู 15
    วันต่อมา ปันซูไปบอกเหล่าบัณฑิตว่า
    “นับแต่วันนี้ไป ข้าจะไม่สอน หลุนหวี่กับดินเดนภูเขาทะเลให้พวกเจ้าอีก เรามาเรียนฮั่นซูนี่เป็นเปิ่นเปาหลอว่านเซี่ยง มีแต่หนังสือที่ดี มีเรื่องราวราชวงศ์ปัจจุบันหลังเรียนกันแล้ว ไม่เพียงแต่เปิดวิสัยทัศน์ยังเรียนแล้วนำไปใช้ได้”
    อาซิ่วสงสัย “ผู้หญิงเรียนประวัติศาสตร์ได้มั้ย”
    “เรียนได้สิ โรงเรียนเราไม่ได้กำหนด หนังสืออะไรเรียนได้ หนังสืออะไรเรียนไม่ได้”
    อาหลิงยิ้ม “ดีจังเลย ข้าอยากจะฟัง ฮั่วชวี่ปิ้งกับหลีกว่างตั้งนานแล้ว เขาสู้กับม่อเป่ยปู้ยังไง”
    “เรามาถูกที่แล้ว พ่อแม่ที่บ้าน ไม่ยอมพูดเรื่องนี้กับพวกเรา” บัณฑิตใหม่ว่า
    “จงใจเลือกหนังสือเล่มนี้ เพราะคนที่เขียนหนังสือนี้ เป็นญาติของคนบางคนน่ะสิ” หลิวเอี้ยนว่า
    ปันซูยิ้ม “ถูกต้อง หนังสือนี้เป็นลุงใหญ่ของข้าปันกู้เขียนขึ้น แต่ตอนนั้นไทเฮา ตอนที่ยังไม่เป็นไทเฮาเคยขอให้ท่านป้าข้าช่วยสอนนาง แม้แต่...ไทเฮาก็ยังไม่ถือสา องค์หญิงเป่ยเซียงกลับจะถือสาเหรอ” หลิวเอี้ยนไม่พอใจ
    ปันซูว่าต่อ “ดี ในเมื่อทุกคนไม่คัดค้านมาเริ่มเรียนบทที่หนึ่งตอนหนึ่ง บันทึกเกาตี้ จิ่นซู”
    จิ่นซูเข้ามา หลิวเอี้ยนมอง ปันซูสอน “เกาจู่ อาศัยอยู่เพ่ยฟงอี้จงหยางหลี่ แซ่หลิว”
    หยางเจิ้นหยางเข้ามา สาวใช้เชิญไปที่ห้องพักรับรอง แต่เขาว่าอยากฟังการสอน หยางเจิ้นหยางไปยืนฟังปันซูสอน
    ปันซูสอน “ตอนที่เกาจู่พบลี่เซิง ลี่เซิงพูดกับเขาว่า ข้าแค่คิดจะฆ่าฉินผู้ไร้คุณธรรม ก็จะไม่ได้พบผู้อาวุโส เกาจู่ฟังจบ รีบแต่งตัวให้เรียบร้อย เชิญลี่เซิงขึ้นนั่งเกาจู่ตอนนั้น ตอนนั้นรู้ว่าผิดก็แก้ไข จึงขอโทษผู้ด้อยกว่า ทำการใหญ่ได้สำเร็จทุกท่านเป็นผู้สูงศักดิ์ในราชวงศ์ปัจจุบัน ขอให้ทุกคนคิดสักหนอ่ยเมื่อก่อนพวกเจ้าเคยทำเรื่อง หยิ่งในฐานะของตัวเองต่อคนที่ฐานะต่ำต้อยกว่าให้ความเคารพไม่พอ”
    หลิวเอี้ยนแย้ง “ถ้าเป็นอย่างนี้ จะทำไมท่านเกาจู่มีมารยาทต่อลี่เซิง เพราะเกรงใจ หรือว่า ฐานะต่ำต้อยเหล่านั้น คู่ควรกับพวกเรา ที่มีสายเลือดสูงศักดิ์ ลุกนั่งเสมอกันเหรอ หนังสือนี้ตอนเริ่มต้นก็พูดแล้วหนิ ท่านเกาจู่เป็นโอรสมังกรสวรรค์”
    “หลิวเอี้ยนคำพูดของเจ้าก็มีเหตุผลเหมือนกัน แต่ว่าจะพูดอย่างไม่เคารพสักคำ บนสวรรค์ที่แท้มีมังกรกี่ตัว ในหนังสือซานไห่จิงก็เคยสอน คนลากรถให้ซีหวังหมู่ ก็ยังเป็นมังกรตัวนึงแม้สายเลือดท่านเกาจู่ มาจากมังกรที่เป็นมังกรแท้ งั้นคนอื่น ที่ช่วยเหลือเขาล่ะ เซียวเหอ เจิงเซินเป็นขุนนางเล็กๆ ในเมือง ฝานไคว่เป็นนักฆ่าสัตว์ เซี่ยโหวอิงเป็นคนเลี้ยงม้า หานซิ่น ยังเคยเป็นขอทาน”
    โค่วหลันจือเข้ามาหาหยางเจิ้นหยาง เขาบอกให้ฟังปันซูก่อน
    ปันซูยังสอน “กว้านอิงน่ะเดิมทีเป็นคนขายผ้า ก็เพราะทหารขายผ้าเหล่านี้ ถึงช่วยบ้านเมืองต้าฮั่นของเราได้หรือว่าสายเลือดของคนเหล่านี้ก็มาจากเทพมังกรเหรอ”
    “อาจารย์พูดมีเหตุผลบรรพบุรุษของข้าก็คือเจี้ยงโหวโจวป๋อ ตอนที่ท่านผู้เฒ่ายังไม่ได้ทำสงคราก็เคยเป็นคนเป่าแตรในงานศพให้คนอื่น ดังนั้น ท่านปู่พูดกับข้ามาตลอด สองตาอย่ามองดูฟ้าสูง เอาฐานะมาวิจารณ์คนสูงต่ำ”
    “ดีมาก พูดถูกต้องสุภาพบุรุษกุลสตรีที่กล่าว ก็ควรมองคนที่ความรู้ แต่ไม่ใช่มองที่เงินทอง หรืออำนาจ”
    บัณฑิตเห็นด้วย “ใช่แล้ว”
    ปันซูว่าต่อ “เมิ่งจื่อได้พูดว่า เกียรติยศของสุภาพบุรุษ ห้าชาติก็จะหมด เกียรติยศร่ำรวยของวันนี้พริบตาเดียวก็จะกลายเป็นน้ำไหลเมฆลอย ดังนั้น มีเหตุผลอะไร ที่พวกเรายังไม่ไปเคารพ คนที่มีฐานะต่ำต้อยกว่าพวกเราล่ะ ใกล้ตัวเราจิ่นซูที่มาอยู่ในโรงเรียน ไกลตัวเรา พวกชาวนาที่ทำนาปลูกข้าวเหล่านั้น ถ้าไม่มีพวกเขาช่วยเหลือเราเอามือเปล่าเปลี่ยนเป็นข้าวได้หรือ เปลี่ยนเป็นหนังสือได้เหรอ”
    เหล่าบัณฑิตว่า “ถูกต้อง มีเหตุผล”
    หลิวเอี้ยนขัด “หลับหูหลับตาพูด ถ้าไม่ใช่บรรพบุรุษแซ่หลิว ทำสงคราม พวกเจ้าตอนนี้ยังจะนั่งเรียนหนังสืออยู่ได้เหรอ”
    อาซิ่งสวนว่า “พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ เสด็จแม่พูดกับข้าบ่อยๆ ฮ่องเต้กับขุนนางทั้งหลาย ปกครองประเทศร่วมกัน”
    หลิวเอี้ยนยังไม่ยอมแพ้ “นั่นก็แค่พูดเท่านั้น งั้นพูดแค่ในโรงเรียนฝ่ายในเถอะ พ่อของอาฮุ่ย ถ้าไม่มาหาเสด็จพ่อของข้าจะเป็นขุนนางได้เหรอ อาฮุ่ยจะมาเรียนอยู่ในที่นี้ได้เหรอ”
    หยางเจิ้นหยาง    นิ่งฟัง ปันซูยังคงนิ่ง อาหลิงแทรกว่า
    “หลิวเอี้ยน เจ้าพูดแบบนี้ เกินไปแล้วนะ” หลิวเอี้ยนไม่พอใจ
    อาฮุ่ยมองทุกคนแล้วก้มหน้า “ไม่ ไม่ผิด ที่องค์หญิงพูดเป็นความจริง ที่จริงบ้านข้าเป็นคนจน”

ยอดหญิงปันซู 15
    ปันซูตัดบท “พอแล้วๆ มีการวิจารณ์ ที่จริงเป็นเรื่องดีอย่างที่ข้าพูดไปแล้ว เพียงแต่ข้าคิด ว่าเหตุผลควรเป็นอย่างนั้นต่อไป เจ้ายังได้เรียนรู้เหตุผลมาก จากอาจารย์เหยา จากพ่อแม่ แม้แต่ในหนังสือ และเหตุผลนี้ มันก็ไม่แน่ว่า จะเหมือนกันหมด ก็เหมือนตาพูดตามีเหตุผล ยายพูดยายมีเหตุผล ดังนั้นก็ไม่แน่ว่า ทุกอย่างต้องถูกเสมอ เมื่อไหร่ที่ เจ้าสามารถใช้วิจารณญาณ์ของตัวเอง ใคร่ครวญเองได้ ก็ไปแยกแยะ จากนั้นก็ตัดสินใจเอง แบบนั้นถึงเรียกได้ว่า เรียนจบแล้วจริงๆ และเติบโตแล้ว”
    อาซิ่งลุกขึ้น “ข้าเข้าใจแล้วจิ่นซู เมื่อก่อนข้าชอบใช้เจ้า ทำนั่นทำนี่ขอโทษจริงๆ ต่อไป ข้าจะรู้จักเกรงใจเจ้า”
    จิ่นซูคำนับ “ขอบคุณองค์หญิง ข้าน้อยรับไม่ไหว”
    อาซิ่งเอ่ยต่อ “อาจารย์ นี่เป็นการเลือกของข้า วันหลัง ข้าจะปฏิบัติกับสาวใช้ที่ดูแลข้า มีมารยาทเหมือนกัน เมื่อก่อนเสด็จแม่เคยพูด ราษฏรษ์เป็นพื้นฐานประเทศถึงแม้ฐานะของเรา มีสูงต่ำไม่ทัดเทียม แต่ว่าต้องเคารพเขา ไม่ข่มเหงรังแกเขาเรื่องพวกนี้ข้าทำได้”
    หยางเจิ้นหยางหัวเราะเข้ามา พร้อมปรบมือชมว่าดี เหล่าบัณฑิตหันไปมอง
    “พูดได้ดี องค์หญิงเหวินสี่รู้คุณธรรม ข้าได้ยินแล้ว ดีใจเป็นอย่างยิ่ง”
    “ใต้เท้าหยาง”
    “อืมผู้ช่วยปัน จากยากไปง่ายวิเคราะห์ข้อมูล สามารถเอาเรื่องเล็กๆ ผูกถึงการปกครอง ข้านับถือจริงๆ มิน่าแม่นางเจียงเป็นเช่นนี้ ที่แท้มีอาจารย์เก่งอยู่ที่นี่”
    ปันซูยิ้ม 
    หลันจือแนะนำ “ท่านนี้คือไท่ฉางใต้เท้าหยางเจิ้นหยาง ผู้ช่วยปัน ยังไม่รีบมาคารวะอีก”
    ปันซูดีใจ “อ้อ คารวะใต้เท้าหยาง”
    หยางเจิ้นหยางหัวเราะ “ไม่เป็นไรๆ ผู้ช่วยปัน คลื่นลูกหลังมาแรง ข้านับถือจริงๆ”
    “เกรงใจเกินไปแล้ว เอ๊ะ ใต้เท้าหยางเจิ้นหยาง หรือว่า เจ้าคือ กลางดึกคืนทอง ฟ้ารู้ดินรู้รู้เขารู้เรา ใต้เท้าหยางคนนั้น”
    หยางเจิ้นหยางยิ้ม “ใช่แล้ว”
    “โอ พ่อข้า ท่านพ่อพูดในจดหมายบ่อยๆ คนที่เขานับถือที่สุด ก็คือหนึ่งในพวกท่าน สวรรค์ วันนี้ได้รับคำชมจากท่าน คืนนี้ จะต้องนอนไม่หลับแน่เลย” ปันซูหัวเราะ
    หยางเจิ้นหยางหัวเราะ “หลานสาวของข้าได้รับการสอนจากผู้ช่วยปัน ข้านับว่าโชคดียิ่งนัก”
    ปันซูหัวเราะ หลันจือฟังแล้วอดน้อยใจไม่ได้ 
    ไทเฮารับรู้เรื่องราวก็เอ่ยกับหมิงกงจ่าง
    “คิดไม่ถึง ปันซูอายุยังน้อยจะเก่งขนาดนี้ แม้แต่หยางเจิ้นความรู้ลึกซึ้งยังชมนางไม่ขาดปาก ต้าฮั่นของข้ามีคนเก่ง นับเป็นบุญของประเทศ”
    “ไม่มีอะไรน่าแปลก ไทเฮา อายุของพระองค์ก็ไม่มาก ก็ยังนั่งครองบัลลังก์ ดูแลต้าฮั่น ได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย”
    “งั้นเหรอ ข้าลืมไป ข้ายังมีความสาว บ่อยครั้งที่คิด รู้สึกว่าตัวเอง เป็นยายแก่ไปเสียแล้ว”
    “ไทเฮาตรัสอะไร หน้าของพระองค์ดุจบุปผาจันทร์เพ็ญ ในวังหามีใครเทียบเท่าได้”
    “เจ้ามีแต่ล้อข้าดีใจเอาเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว พวกเจ้าออกไปเถอะ”

ยอดหญิงปันซู 15
    เวลาต่อมา หมิงกงจ่างแนะนำให้ไทเฮาออกไปหาคนหมู่มาก หากเกิดอะไรขึ้นจะรับผิดชอบไม่ไหว ไทเฮาเสด็จไปดูการฝึกซ้อม จู่ๆ มีคนร้ายเข้ามา ดีที่ฮั่วเหิงเห็นแล้วเข้าปกป้อง ช่วยไทเฮาจากคมดาบได้ ไทเฮาประทับใจมาก
    “กระหม่อมมาช่วยช้า สมควรตายพะยะค่ะ”
    เหล่าทหาร “กระหม่อมสมควรตาย”
    ไทเฮาจ้องฮั่วเหิง “เจ้าคือ..”
    “กระหม่อมแม่ทัพฮั่วเหิง”
    หมิงกงจ่างไม่พอใจ “แม่ทัพฮั่ว นักฆ่าบุกเข้ามาในวังได้ยังไง เจ้าทำงานกันยังไง”
    ฮั่วเหิงเสียหน้า ไทเฮาว่า “อย่าได้โทษแม่ทัพฮั่ว” ไทเฮายิ้ม “เขาช่วยข้ามีความดี มีโทษได้ยังไงลุกขึ้นเถอะ”
    “ขอบพระทัยไทเฮา”
    “วิทยายุทธของเจ้าดีมากที่จริงคิดดู ข้างตัวข้า มิอาจมีคนคอยคุ้มครองตลอดเวลา แต่ว่า ข้าเกิดคิดได้วิธีนึง ไม่รู้ว่าเจ้ามีความคิดยังไง”
    “ไทเฮาเชิญรับสั่ง”
    “ตอนนี้นักฆ่าเหิมเกริม แม้คนข้างตัวมีความสามารถ ก็ไม่สู้ตัวเองเป็นวิทยายุทธข้าอยากให้เจ้าเป็นอาจารย์ เรียนวิทยายุทธ เจ้าคิดเห็นยังไงบ้าง”
    “เรื่องนี้”
    “เจ้าคิดดู เมื่อกี้ถ้ามาช้าไปก้าวนึง ข้าจะเป็นยังไง ข้ายังอยากทำงานให้ กับต้าฮั่นไปอีกหลายปี”
    “รับพระบัญชา”
    “ฮืม แม่ทัพฮั่วพรุ่งนี้พบกัน”
    วันรุ่งขึ้น ไทเฮาใส่ชุดสีชมพูมาฝึกกับฮั่วเหิง ไทเฮารู้สึกดีที่ได้ใกล้ชิดกับฮั่วเหิง ขณะที่หมิงกงจ่างเริ่มกังวล


จบตอน 15