บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 14

ยอดหญิงปันซู 14

29 เม.ย. 2560

ปันซูเข้าใจผิดที่เว่ยอิงมอบปิ่นปักผมให้ โดยคิดว่าเป็นการแสดงความรักต่อนาง

ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26

Ban Shu Legend Ep.14

    ปันซูไปเอาน้ำมาให้เว่ยอิง แล้วนำเกวียนที่เจอมารับเว่ยอิงขึ้น เพื่อจะได้เข็นไป เว่ยอิงจะไม่ยอมขึ้น เพราะไม่ต้องการให้ปันซูออกแรงเหนื่อยอีก แต่ปันซูยังแบกเขามาถึงนี่ เว่ยอิงยอมขึ้น แล้วคอยถามปันซูว่าเหนื่อยมั้ย ปันซูให้เล่าเรื่องระหว่างเขากับฮั่วเหิง
    ปันซูเข็นขึ้นมาถึงที่ราบก็พัก จะมานั่งบนรถแต่รถเอียงจนล้มลงมาทั้งคู่ เว่ยอิงที่ล้มมาทับปันซูค่อยๆ ดันตัวมานอนข้างๆ ปันซู
    ปันซูว่า “อื้ม ตกลงมาหนักไปหน่อย เรานอนอยู่อย่างนี้สักครู่เถอะ ดีมั้ย”
    “ดี ไม่ว่าข้าอยู่ที่ไหนก็ต้องนอนอยู่แล้ว”
    “เอ๊ะ พี่เขย ดูนั่นสิ ดาวบนท้องฟ้าสว่างมากเลยเมื่อก่อนตอนอยู่ที่ทุ่งหญ้า ข้าทำอย่างนี้บ่อยๆ นอนอยู่บนพื้นหญ้าดูดวงดาว”
    “ลูกผู้ชายไปตามที่พบจะเป็นสุข”
    “ข้าเป็นผู้หญิง มีแต่คนถ่อยกับผู้หญิงที่เลี้ยงยาก ข้าคือผู้หญิงที่เลี้ยงยากคนนั้น” ปันซูหัวเราะ
    “กลัวข้าจะสั่งสอนเจ้าอีกใช่มั้ย ถึงเอาตัวเองเหยียบไว้ก่อน”
    ปันซูหัวเราะ “ดูข้าออกอีกจนได้ เอ๊ะ อย่าขยับ เอ๋ ไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่แตะถูกตัวหรอก แต่ว่า พี่เขย วันหลังลองเข้าใกล้คนสักหน่อยจะได้มั้ย เมื่อก่อนข้ามีเพื่อนคนนึง ชื่ออาหมิง ตอนเด็กเขาเคยถูกผึ้งต่อย จากนั้นก็กลัวจนไม่กล้ากินน้ำผึ้ง แม้แต่คนเอ่ยคำว่าผึ้ง เขาก็รู้สึกคันไปทั้งตัว ต่อมา เพื่อรักษาเขา ข้าก็ขังเขาอยู่ในห้องพรม แถมยังปล่อยผึ้งเข้าไปหลายตัว เดาซิเป็นยังไงจากนั้นสองชั่วยาม เขาก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้วแต่ว่า ต่อมา อาหมิงแค้นข้าแทบเป็นแทบตาย ไม่พูดกับข้าเป็นเวลานานมาก” ปันซูหัวเราะ
    “เจ้านี่เป็นสาวป่าเถื่อนจริงๆ”

ยอดหญิงปันซู 14
    “เฮอ พี่เขย ข้าเล่าเรื่องข้าให้ฟังแล้ว เล่าเรื่องตัวเองให้บ้างสิ เล่าเรื่องเติ้งจื้อ ทำไมถึงแค้นพี่เขยขนาดนั้น เขาชอบพูดว่า ทำให้ผู้หญิงที่เขารักต้องตาย”
    “เรื่องนี้อย่าเอ่ยถึงจะดีกว่า”
    “เล่านะๆ ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนอื่น ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด ว่าเจ้าตั้งใจทำร้ายนาง ยังมีอีก เยวี่ยจิ่นคนนั้น เป็นนักสืบที่ถูกส่งมาหรือเปล่า”
    “เป็นไปได้ยังไง”
    ทั้งสองนั่งพิงเกวียน ปันซูฟังเว่ยอิงเล่าเรื่องเติ้งกับเยวี่ยจิ่น
    ปันซูแปลกใจ “อะไรนะ นางไม่ชอบเติ้งจื้อสักนิดเลยเหรอ”
    “ถูกต้อง แม่นางเยวี่ยจิ่นคนนั้น อยู่ที่บ้านนอกมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว มาเป็นนางรำที่ลั่วหยาง ก็เพียงแค่ ติดตามลุงที่ทำการค้าขาย มาเปิดหูเปิดหา”
    “เพราะฉะนั้น นางไม่ได้คิดเลยสักนิด จะแต่งงานกับเติ้งจื้อ หรือว่า หรือว่าเจ้าใช้ แผนสับเปลี่ยนตัว”
    เว่ยอิงหัวเราะ “แม้แต่เจ้ายังคิดเร็วขนาดนี้ เติ้งจื้อจอมโง่คนนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังเห็นข้าเป็นศัตรู แม่นางคนนั้น หลังจากเข้าไปอยู่ในจวนแล้ว คนในบ้านของนาง ก็หาคนให้ช่วยไปทั่ว ที่จริงขอร้องไปยังพ่อของเจ้า แต่ไม่รู้เพราะอะไร ขอร้องมาถึงข้า ข้าเห็นว่าพวกเขาน่าสงสาร และรู้ว่าไทเฮา ไม่อยากให้เติ้งจื้อแต่งกับแม่นาง ก็เลยคิดถึงวิธีนี้ ข้าคิดว่า ตอนนี้แม่นางเยวี่ยจิ่น กำลังอยู่กับคนรักของนางอยู่เคียงคู่กัน”
    “ใช่ เติ้งจื้อก็น่าสงสารไม่น้อย เขามีความจริงใจต่อแม่นางเยวี่ยจิ่น”
    “เขาจริงใจต่อคนอื่น คนอื่นต้องยอมรับด้วยเหรอ ในโลกนี้ไม่มีเหตุผลอันนี้ เขาอวดที่มีตัวเองเป็นพระเชษฐา แต่ไม่สนใจอะไร ฉุดคนอื่นเข้าในบ้าน คนที่บ้านนางจะคิดยังไง เจ้าโง่ที่ไม่มีสมองคนนั้น คิดว่าคนนอกเผ่าคนนึงจะยอมอยู่ในฐานะฮูหยินแม่ทัพใหญ่ได้ ถ้าข้าไม่ยอมช่วยเรื่องนี้ เกรงว่าผ่านไปไม่กี่วัน แม่นางเยวี่ยจิ่นคนนั้นก็จะตายอย่างไม่รู้สาเหตุ”
    เว่ยอิงนึกได้ตกใจ “ขอโทษ ข้าไม่มีความหมาย ดูถูกคนนอกเผ่า เพียงแต่ว่า”
    “ข้าเข้าใจ เรื่องไม่เกี่ยวว่าคนจะมาจากที่ไหน เพียงแต่จับคู่เข้ากันไม่ได้ แต่ว่าตลอดเวลาข้ารู้สึกแปลกมาก เวลาผ่านไปตั้งนานแล้ว ทำไมเจ้าไม่อธิบายกับเติ้งจื้อล่ะ ยังไงเขาก็เป็นแม่ทัพใหญ่ มีปัญหากับเขา จะไม่ใช่เรื่องที่ดีอะไร”
    “มีอะไรน่าอธิบาย ข้าดูเขาขัดนัยน์ตา ไม่ใช่เวลาวันสองวัน”
    “ก็ใช่ ตามนิสัยใจร้อนของเขาถ้ารู้ความจริง ต้องรีบวิ่งแจ้นไปแดนตะวันตก เอาเยวี่ยจิ่นแย่งกลับมา” เว่ยอิงยิ้ม “เฮ้อ ช่างเถอะๆ เจ้าชู้ขนาดนั้น สวรรค์ลงโทษเขาบ้าง ก็สมควรแล้ว”
    เว่ยอิงหัวเราะ ปันซูมอง “เห๋อ เจ้าอย่าหัวเราะเหมือนคนเลวอย่างนั้นสิ”
    เว่ยอิงหัวเราะ ปันซูว่า “เอ่อ เมื่อก่อนข้าน่ะ เข้าใจมาตลอดว่า เจ้าเป็นผู้ชายที่เรียบร้อย คิดไม่ถึงเวลาที่เจ้าจัดการคน ก็มีแผนเหมือนกัน” ปันซูหัวเราะ
    เว่ยอิงหัวเราะ “ตอนที่ข้ายังวัยรุ่น ขี่ม้าผาดโผน หนุ่มเจ้าสำราญ มีอะไรบ้างที่ไม่เคยทำ เพียงแต่เจ้าไม่รู้เท่านั้นเอง”
    “ถ้าตอนนั้นข้าก็อยู่ด้วย จะดีซะแค่ไหน”
    “เจ้าว่าไงนะ” 
    “เอ่อ ไม่มีอะไร”
    พอดีได้ยินเสียงคนร้องเรียกทั้งสอง ปันซูรีบลุกขึ้นเรียกอย่างดีใจ เว่ยอิงก็ดีใจ

ยอดหญิงปันซู 14
    เว่ยอิงถูกนำตัวกลับจวน ให้หมอมาตรวจดู ฮั่วเหิงออกมาบอกปันซูว่า
    “แผลเก่าที่ขาค่อยยังชั่ว แต่ว่าตอนตกลงมาจากหลังม้า ส้นเท้าหัก หมอเพิ่งต่อกลับเข้าไป เกรงว่าเวลาช่วงนึง ขาเดินไม่ได้”
    ปันซูร้องไห้ “กระดูกส้นเท้าหักแล้ว เมื่อกี้ทำไมเขาไม่พูดอะไรเลย คงกลัวข้าจะเป็นห่วง เลยไม่พูดอะไร กระดูกส้นเท้าหักแล้ว คงเจ็บมากแน่”
    ฮั่วเหิงว่า “ต้องโทษข้าที่คิดไม่รอบคอบ ถ้าส่งคนไปหาพวกเจ้าเร็วหน่อย ก็จะไม่เสียเวลาถึงขนาดนี้”
    ปันซูร้องไห้ “ข้าเข้าไปดูเขาหน่อยได้มั้ย”
    “เข้าไปเถอะ แต่ว่าเสียงเบาหน่อย หมอเพิ่งให้ยาระงับประสาทเขา เขาอาจจะนอนหลับไปแล้ว”
    ปันซูวิ่งเข้าไป เห็นเว่ยอิงนอนอยู่ก็สะอื้น เว่ยอิงได้ยินลืมตานิดๆ เรียก
    “ขอโทษ ข้าขอโทษ ข้าทำให้เจ้าต้องเป็นแบบนี้ ข้าโง่จริงๆ ข้าไม่มีสมอง ข้าเป็นตัวซวย”
    เว่ยอิงปลอบ “พอแล้ว อย่าร้องไห้ เรื่องนี้โทษเจ้าได้ยังไง”
    “เฮอ โทษข้า ต้องโทษข้า ข้าโง่เหมือนหมู” ปันซูตบหน้าตัวเองร้องไห้
    “อาซู อย่าทำแบบนี้ เจ้าเป็นแบบนี้อีก ข้าก็ยิ่งนอนไม่หลับ”
    ปันซูสูดพยายามหยุดสะอื้น
    “เจ้าอย่าโทษตัวเองเลย หมอบอกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าลากข้ากลับมาแต่แรก ข้าอาจยิ่งเจ็บมากกว่านี้ ดังนั้น ข้าควรขอบใจเจ้าที่ช่วยชีวิตถึงจะถูก”
    “เจ้าเจ็บขนาดนี้แล้วอย่าหาเหตุผล มาปลอบใจข้าอีกเลยงั้นเจ้าพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว”
    ปันซูวิ่งออกมาก็ร้องไห้ เจอเหยาเจวียนก็ร้องไห้กับนางอีก
    วันรุ่งขึ้น ปันซูขอให้อาหลิงนำยาทาแผลไปให้เว่ยอิงที เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี อยู่ใกล้เว่ยอิงแล้วทำให้เขาต้องเจ็บ 
    อาหลิงนำยาไปให้เว่ยอิง ก็เล่าให้เว่ยอิงฟังว่าปันซูเป็นห่วงเขามากขนาดไหน แถมใส่เพิ่มไปอีกว่าปันซูห่วงเขามากจนกินไม่ได้ เว่ยอิงฝากอาหลิงไปบอกปันซูว่ามีธุระจะคุยด้วย
    ปันซูมาหาเว่ยอิง พยายามนั่งห่างๆ เขา
    “พี่เขย วางใจเถอะ ตอนที่เจ้าไม่อยู่ในวัง ข้าจะช่วย ดูแลดอกอ้อพวกนั้น”
    “อ้อ ขอบใจ แต่ว่าอาปันซู เจ้า เจ้าทำตัวปกติหน่อยได้มั้ย”
    “ข้าปกติมาก วันนี้ข้ายังเข้าสอนด้วย”
    “อาซู ข้าไม่ได้ตาย และไม่ได้ป่วย เพียงแต่ขาบาดเจ็บนิดหน่อย เจ้าอย่าหมดอาลัยตายอยากอย่างนั้นสิ”
    “ข้า”
    “อาซู เจ้าไม่ต้องตำหนิตัวเอง อย่าลืมล่ะ เมื่อก่อนข้าเป็นแม่ทัพทหาร บาดเจ็บเล็กน้อยสำหรับข้าแล้ว ไม่นับเป็นอะไร อีกอย่างวันนั้นขี่ม้า เป็นเพราะข้าเองอยากจะขี่ ถึงได้ขึ้นหลังม้า ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าสักนิด ปีนั้นฮั่วเหิง ยังใช้ดาบนึง แทงทะลุที่แขนของข้า ถ้าเจ้านับว่า ข้าเป็นญาติสนิทจริงๆ ก็อย่าไปใส่ใจเรื่องนี้มากขนาดนั้น”
    ปันซูตกใจ “เขา เขาเคยแทงทะลุที่แขนของเจ้า”
    เว่ยอิงหัวเราะ “แต่ว่าเขาก็ไม่รอดไปง่ายๆ ถูกข้าเตะกระดูกซี่โครงหักไปสองซี่”
    “เจ้าหลอกข้าใช่มั้ย”
    “ข้าจะหลอกเจ้าไปทำไมกัน”
    “งั้น งั้นเจ้าคงเจ็บมาก”
    “ตอนนั้นน่ะ เจ็บกว่าตอนนี้อีก แต่ก็หายแล้วไม่ใช่เหรอ เพราะฉะนั้นอาซู เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง พูดอีกที ถ้าข้าไม่รีบกลับไป บัณฑิตซนเหมือนลิงพวกนั้น ยังไม่รู้ว่าวุ่นวายแค่ไหน”
    “โรงเรียนหลวง ก็มีบัณฑิตที่ดื้อรั้นด้วยเหรอ”
    “ฮึ มีโรงเรียนไหน ไม่มีเด็กที่ดื้นรั้นบ้าง”
    “งั้นเจ้าเคยทำโทษพวกเขามั้ย อย่างเช่น ให้ยืนอะไรแบบนั้น”
    “ข้าไม่โง่อย่างเจ้า ทำชัดเจนอย่างนั้น ทำโทษมีวิธีมากมาย อย่างเช่น คัดหนังสือ หรือให้เขาไปนั่งที่ไกลๆ คนเดียว ไว้วันหลังตอนมีเวลาว่าง ข้าจะค่อยๆ สอนเจ้า”
    “เจ้ายินดีสอนข้า ดีจังเลย ตกลงตามนี้นะ”
    “ใช่แล้ว ข้ามีของสิ่งนึงจะให้เจ้า วันนั้น ข้าพูดขอบใจเจ้าที่ช่วยชีวิตข้า ไม่ใช่พูดแบบขอไปที นี่เป็นของขวัญขอบคุณ” เว่ยอิงมอบปิ่นปักผมไ 
    ปันซูเอาออกมาดูแล้วชอบมาก “ว้าว สวยจังเลย”
    “เจ้าชอบก็ดีแล้ว นี่เป็นสิ่งนึงของคนที่สำคัญมากคนนึงเหลือไว้ ข้าดูสีสัน ลวดลาย เหมาะสมกับเจ้ามาก ดังนั้นจึงตั้งใจ เลือกมันออกมา”
    “นี่ นี่เป็นครั้งแรก ที่มีคนมอบสิ่งของให้ข้า ข้าจะใส่มันไว้ตลอดเวลา” ปันซูดีใจ 
    “อาซู เจ้าจำได้มั้ยตอนนั้น ข้าช่วยเจ้าออกจากเงื้อมมือของเติ้งจื้อ เจ้าเคยรับปากข้า จะช่วยข้าทำธุระเรื่องนึง ตอบแทนบุญคุณ ยังเป็นคำสัญญามั้ย”
    “เป็นคำสัญญาแน่นอน เจ้าจะทำอะไร ข้าจะไปทำให้เจ้าเดี๋ยวนี้”
    “งั้นเจ้าฟังให้ดีเจ้าต้องรับปากข้า ห้ามเสียใจเพราะเรื่องของข้าอีก ห้ามเอาความผิดทั้งหมด ไปไว้ที่ตัวของเจ้า ข้าต้องการให้เจ้ามีกำลังใจขึ้นมา กลับไปสอนหนังสือให้ดี เป็นอาจารย์หญิงอีกครั้งหนึ่ง ได้มั้ย”
    “ได้”
    “ในเมื่อเจ้าได้ช่วยชีวิตของข้า ข้าก็จะให้คำสัญญากับเจ้า ต่อไปถ้าเจ้ามีธุระอะไรก็ตาม แค่เอามันออกมา ข้าก็จะทำตามทันที ไม่ขอปฏิเสธ”
    “จริงเหรอ”
    “อืม จริงสิ” ปันซูดีใจ
    อาหลิงเห็นปันซูดูปิ่นปักผมก็เข้าแย่งดู แล้วว่าเว่ยอิงมอบให้คงคิดจะแต่งงาน เหมือนที่อาเฉิงมอบให้อาซิ่ว ปันซูเริ่มคิด แล้วไปถามเหยาเจวียน ซึ่งเหยาเจวียนว่าจริง แล้วหากมีใจตอบก็ต้องให้ของขวัญกลับชิ้นหนึ่ง งานปัก ภาพวาด ภู่ห้อยดาบหรืออะไรก็ได้ ปันซูว่าทำไม่เป็นสักอย่าง อาหลิงว่าอะไรก็ได้ที่ปันซูทำเอง อาหลิงแนะนำให้ส่งพริก เหมือนครั้งญาติพี่เขย

ยอดหญิงปันซู 14
    ปันซูส่งพริกไปให้เว่ยอิง ฮั่วเหิงอยู่ด้วยก็เข้าใจว่าเพราะครั้งก่อนย่างเนื้อแล้วเว่ยอิงว่ารสจืดเกินไป แต่เว่ยอิงคิดได้ก็ตกใจ ฮั่วเหิงยังงงว่าทำไม
    “ข้าคิดว่านางเข้าใจผิดแล้ว เคยบอกพวกเจ้าไปกี่ครั้งแล้ว อย่าล้อเล่นเหลวไหล”
    “เข้าใจผิด เข้าใจผิดอะไร”
    “เจ้ายังจำได้มั้ยในกลอนเหมา บทตงเหมินจือเฝินเหอเจียวเหลียว”
    ฮั่วเหิงท่องกลอน “ประตูชายเลน เปรียบกับฝั่งนั้น เฮอ ใหญ่โตไร้มิตร มองเจ้าโดดเด่น มอบพริกแก่ข้า ซึ๊ด มอบพริกแก่ข้า อ๋อ” ฮั่วเหิงหัวเราะ “พริกหมายถึงลูกหลานมากมาย เห็นชัดที่นางมอบ พริกให้เจ้ามากขนาดนี้ ก็คิดจะคลอดลูกให้เจ้าเป็นพวง สวรรค์ พวกเจ้าก้าวหน้าเร็ว ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน คงเป็นเพราะคืนนั้น แบกเจ้าเดินตลอดทาง ความรักก็เดินออกด้วยเหรอ เหล่าเว่ย เจ้านี่ทำไม่ถูกเสียจริงๆ เรื่องแบบนี้เจ้าต้องบอกข้าสิ วันนั้นถ้าไม่ใช่พวกเราหลายคน ช่วยพวกเจ้า”
    “พอแล้ว เป็นเจ้าเข้าใจข้าผิดชัดๆ ข้ารู้ว่าตลอดมาเจ้าอยากให้ข้าเดินออกมา แต่ว่าอาซู เป็นศิษย์น้องกับญาติของอาเซวียน ข้าจะมีใจกับนางได้ยังไง”
    “ศิษย์น้องทำไมไม่ได้เป็นพี่น้องแท้ๆ ขอเพียงเจ้าชอบ ก็ไม่ใช่ปัญหา”
    “ใครว่าข้าชอบนาง”
    “ไม่มีใครเขาตาบอด ที่ดูไม่ออกว่าเจ้าชอบนาง คนนอกเห็นชัด เจ้าว่ามาซิ ตั้งแต่นางเข้าเมืองหลวง หน้าคนตายอย่างเจ้า นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เอาออกมา เมื่อก่อนเดือนนึง ไม่เห็นเจ้าหัวเราะสักครั้ง โถ เดี๋ยวนี้น่ะแค่เห็นนาง” ฮั่วเหิงหัวเราะ “ดูเจ้ายิ้มเหมือนดอกไม้บานเลยล่ะ เห๋อ ยังมีอีก ตั้งหลายปีแล้ว เจ้าเคยแตะต้องม้ามั้ย”
    “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเห็นนางเป็นน้องสาว ถึงนางจะไม่เหมือนใคร เราก็เป็นได้แค่พี่น้องกัน ไม่มีความหมายอื่น”
    “ใช่เหรอ อาเจวียนเคยพูดกับข้าว่า อาซูถึงทำอะไร เดี๋ยวใจเย็น เดี๋ยวใจร้อน แต่ว่าทางด้านอารมณ์ของนาง นางเข้าใจคนอื่นลึกซึ้ง ถ้าเจ้าไม่ได้ทำอะไร ให้คนเข้าใจผิด นางจะส่งพริกให้เยอะแยะแบบนี้เหรอ”
    “เข้าใจผิด”
    “ใช่”
    หลันจือกล่าวต้อนรับบัณฑิตใหม่ แต่ปันซูใจลอย เหยาเจวียนต้องเตือน แล้วบอกให้สอนแทน เพื่อดูพื้นฐานบัณฑิตใหม่สี่คนด้วย จะได้เตรียมการสอนได้
    ปันซูสอนเสร็จ เพ่ยหวนก็นำจดหมายของเว่ยอิงมามอบให้ เว่ยอิงนัดพบที่โรงเตี้ยม ปันซูไปพบเขาดื่มเหล้าก็บ่น แต่เว่ยอิงว่าเขารู้ดี
    “อ้อเจ้าไม่พักผ่อนดีดีอยู่ที่บ้าน ตั้งใจให้ข้ามาที่นี่ หรือว่ามีธุระอะไร จะพูดกับข้าเหรอ”
    “ไม่มีอะไร ข้าจู่ๆ ก็คิดถึงเรื่องเรื่องนึง อย่าจะพูดกับเจ้าสักหน่อย” ปันซูยิ้ม “อาซู ของที่ข้ามอบให้เจ้า ยังอยู่มั้ย”
    ปันซูยิ้ม “พกติดตัวตลอดเวลาอืม”
    “อาซู เจ้ามาตงง้วนไม่นาน เกรงว่ายังไม่รู้เรื่องเครื่องประดับ ของผู้หญิงตงง้วน อยู่ที่ตงง้วน เครื่องประดับของผู้หญิงแบ่งเป็นหลายชนิด มีปิ่น เหอหัวเซิ่ง เตี้ยน แต่พบเห็นมากที่สุด ก็คือปิ่นกับที่เสียบ รูปแบบของสองสิ่งนี้ มองผิงเผินคล้ายกันมาก แต่ว่า หนึ่งอันเป็นที่เส้น สองเส้นเป็นปิ่น ความหมายของเครื่องประดับแต่ละชนิด ก็ไม่เหมือนกันเหรอ อย่างเช่นที่เสียบผม โดยทั่วไปเป็นผู้ชาย มอบให้ผู้หญิงเป็นของหมายหมั้น แต่ปิ่นปักผม เป็นของปกติทั่วไป แต่อยู่ในพิธีการ ต้องให้ผู้ใหญ่ใส่ให้นางกับมือ ปิ่นปักผมที่ข้ามอบให้เจ้าในปีนั้น พี่เซวียนของเจ้าเคยใช้เข้าพิธี เป็นของที่แม่อาเซวียนทิ้งไว้ให้ ปีนั้นเชาต้ากูใส่ให้นางกับมือ”
    “นี่ไม่ใช่ที่เสียบผม แต่เป็นปิ่นเหรอ”
    “ตอนนั้นที่ข้ามอบให้เจ้า มีความหมายคือให้กำลังใจ หวังให้เจ้าเอาอย่างพี่เซวียนของเจ้า คิดรอบคอบ ทำอย่างฉลาด ให้เป็นลูกศิษย์ที่สมใจ ของเชาต้ากูโดยเร็วที่สุด ความหมายในนั้น ข้าก็ได้เขียนไว้ บนแผ่นผ้าที่ไว้ในถุงแพร เพียงแต่ กลัวว่าเจ้าไม่ได้เห็น”
    ปันซูฝืนหัวเราะ “เหรอ อาจเป็นเพราะข้าไม่รอบคอบ”
    “อาซู ระหว่างเราสองคน คงเข้าใจผิดกันไม่น้อยเลยเพียงแต่ว่า ที่ผ่านมานั้น ข้าเห็นเจ้าเป็นน้องสาวข้า หลังพี่เซวียนของเจ้าตาย ข้าก็ได้ตัดสินใจ จะอยู่คนเดียวชั่วชีวิต อาซู เจ้าเป็นผู้หญิงที่ดี”
    ปันซูฝืนยิ้ม “ข้ารู้ไม่อย่างนั้น ข้าคงไม่เรียกเจ้าว่าพี่เขยตลอดหรอก มาๆๆ มาดื่มกันๆ ฮา พริกพวกนั้น ได้รับรึยัง ข้าได้ให้อาม่อตง เอาเมล็ดถั่วกับยี่หร่ามา เดี๋ยวเจ้าเอากลับไปที่บ้านค่อยๆ กิน ถ้าไม่พอ มาเอากับข้าได้อีก นะ เอ่อ จริงสิ พริกนั่นหอมมั้ย”
    “หอม”
    “หอมก็ดีแล้วๆ” ปันซูสำลัก 
    “อาซู”
    ปันซูฝืนหัวเราะ “เอ่อ ไม่เป็นอะไร ข้าแค่สำลักน่ะ พี่เขย เจ้าอยู่ที่นี่ค่อยๆ ดื่มไปก่อน ข้าจะไปล้างหน้า เดี๋ยวกลับมา นะ”
    ปันซูลุกออกไปแล้วร้องไห้ เว่ยอิงได้ยินก็เสียใจ ปันซูพยายามบอกตัวเอง 
    “ห้ามร้องไห้ เฮอ ต้องยิ้ม เฮอ เรื่องนี้ที่จริงเป็นเพราะเจ้า คิดไปเองคนเดียว ยังจะมีหน้ามาร้องไห้อีก เสี่ยวเอ้อ ช่วยไปบอกคุณชายที่อยู่ข้างใน ว่าข้ามีธุระ ขอตัวกลับก่อน”
    ปันซูไปหาเหยาเจวียน ขอให้เล่าเรื่องอาเซวียน
    “ศิษย์พี่เว่ยกับศิษย์พี่เซวียนโตมาด้วยกัน ที่จริงเป็นคู่สร้างคู่สม แต่ว่า ฟ้ามิอาจคาดชะตาได้ ก็เพราะว่า นางมีฐานะของตระกูล ฮ่องเต้องค์ก่อนได้เลือกนาง ไปเชื่อมไมตรี แต่นิสัยของพี่เซวียน เหมือนกับเจ้า ไหนเลยจะยอมรับปากโดยดี เพราะฉะนั้น ราชโองการเพิ่งลงมา นางก็ขึ้นทูล ให้ฮ่องเต้ส่งศิษย์พี่เว่ยเป็นแม่ทัพคุ้มครองส่งนางไป”
    “อะไรนะ”
    “ต่อมา เพิ่งผ่านชายแดนไปได้ไม่นานคืนหนึ่งกลางดึก ศิษย์พี่ก็แอบ มายังกระโจมของศิษย์พี่เว่ย จะหนีการแต่งงานด้วยกัน” ปันซูตกใจ “แต่ศิษย์พี่เว่ยใคร่ครวญหลายครั้ง คำนึงถึงภาระหน้าที่ จึงไม่รับปากทันที”
    ทำให้อาเซวียนจะหนีไปเอง เว่ยอิงตกใจ เหยาเจวียนเล่าต่อ
    “สุดท้ายศิษย์พี่เซวียน ตอนเที่ยงคืนก็ได้แอบขโมยม้าหนีไป จนศิษย์พี่เว่ย เห็นว่าผิดปกติ นางก็หายตัวไปแล้ว ศิษย์พี่เว่ยทั้งเสียใจทั้งเป็นห่วง ไม่มีเวลาคิดมาก จึงไปตามศิษย์พี่ สุดท้าย ห่างออกไปห้าสิบลี้ ก็หานางพบ สองคนกอดกันร้องไห้ กำลังคิดจะละทิ้งทุกสิ่ง หลบไปอยู่ในป่าเขา แต่คิดไม่ถึง ว่าจะมีโจรนอกเผ่ากลุ่มนึงโผล่ออกมา พวกเขาไม่ฟังเหตุผล เห็นคนก็ฆ่า ศิษย์พี่เว่ยถึงแม้วิทยายุทธสูง แต่ยังไงก็มีแค่คนเดียวไม่นานก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ศิษย์พี่เซวียนเพื่อปกป้องชีวิตของเขา สู้สุดชีวิตดึงเขาขึ้นบนหลังม้า แต่นาง กลับตกอยู่ในมือของโจร”
    ปันซูฟังพลอยตื่นเต้น “แล้วต่อมาล่ะ”
    “ต่อมาศิษย์พี่เว่ยค้นหาตั้งหลายครั้ง สุดท้ายก็หาเจอ เขาเป็นทหารม้าทัพหน้าของต้าฮั่น และแม่ทัพที่นำทัพตอนนั้น ก็คือพี่ใหญ่ของเจ้าปันหย่ง”
    “พี่ใหญ่ของข้า ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยเหรอ”
    “อืม ตอนนั้นศิษย์พี่ มีฐานะเป็นองค์หญิงเชื่อมไมตรี พี่ใหญ่ปันได้ข่าวนางเกิดเรื่อง ก็ส่งทหารแปดร้อยคนทันที เดินทางไปช่วยนาง แต่ว่าคิดไม่ถึงโจรกลุ่มนั้น ที่แท้เป็นพวกลูกน้องของม่อเป่ยปู้ ต่อมารู้ว่าศิษย์พี่เซวียน ต้องไปเชื่อมไมตรีกับอูซุน กล้าจับศิษย์พี่เซวียน มัดไว้บนกองฟืน เรียกร้องใต้เท้าปัน ถ้าไม่ยอมให้ออกจากด่านตงหยิง ก็จะเผาศิษย์พี่ให้ตาย”
    เว่ยอิงจะช่วยก็ถูกจับกุม เขาสะบัดแล้วเอาดาบมาจ่อที่คอหวังตายตาม อาเซวียนบอกปันหยงว่ายอมตาย แล้วขอให้เขายิงธนูเพื่อที่เธอจะได้ไม่ทรมาน เว่ยอิงไม่ยอม อาเซวียนบอกเว่ยอิงว่าชาติหน้าค่อยพบกัน
    ปันซูฟังแล้วร้องไห้ “ที่แท้ ที่แท้ศิษย์พี่เซวียน ตายด้วยมือของพี่ชายข้ามิน่า พอเขาได้ยิน ว่าข้าเป็นน้องของปันหย่ง ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ข้า”
    “ต่อมาพี่ใหญ่ปัน ตีศิษย์พี่เว่ยสลบ ต่อมาศิษย์พี่เว่ย ถึงได้ไปที่กองไฟนั่น หาซากกระดูกของศิษย์พี่ แต่ว่าโดนเผาจนหมดแล้ว ไหนเลยจะหาซากกระดูกพบอีก ท่านป้าบอกว่า ตอนนั้นที่มือของเขา บนตัวเขา มีแต่ขี้เถ้าไปทั้งตัว ล้างยังไงก็ล้างไม่ออก ตั้งแต่นั้นมา ศิษย์พี่เว่ยก็เป็นโรค ไม่สามารถ สัมผัสทางผิวหนังใครได้”
    “สาเหตุก็เป็นเพราะ ศิษย์พี่เซวียนแอบหนีตอนกลางดึก ทางการถึงไม่ได้ส่งทหาร ไปช่วยนางแก้แค้น”
    “ถูกต้อง ตอนนั้นฮ่องเต้ประชวรหนัก ฮองเฮาดูแลราชสำนักคนเดียวไม่มีเวลาที่จะมายุ่งเรื่องนี้”

    จบตอน 14

ยอดหญิงปันซู 14