
ยอดหญิงปันซู 13
ฮั่วเหิงได้วางแผนให้เว่ยอิงกับปันซูได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน
Ban Shu Legend Ep.13
ปันซูบอกกับอาซิ่วว่า
“อาซิ่ว ข้าจะบอกให้ข้าให้เวลาสามวัน สามวันไปแล้ว ต้องตามข้าเข้าวัง เจ้าจะต้องเข้าไปเรียนอย่างสง่าและเปิดเผย เจ้าจำเอาไว้ผู้หญิงที่มีความสามารถ ไม่เคยกลัวใครวิจารณ์ ได้ยินมั๊ย”
อาซิ่วรับคำ “ได้ยินแล้ว”
ปันซูว่าอาหลิง “เจ้าก็อีกคน พี่เจ้ายังไม่ตาย จะเอาแต่หนีเรียนทำไม พรุ่งนี้ไปเรียกซะ น่าโมโหๆ มันน่าโมโหจริงๆ” ปันซูจะกลับและนึกได้ “เดิมทีคิดว่าจะแวะมาดูพวกเธอ คิดไม่ถึงจริงๆ เจ้าน่ะ ไม่เอาไหน เสียแรงเพื่อนๆ ฝากของดีๆ มาให้เจ้าของนี่เป็นแป้งแต่งหน้าที่อาซวงมาให้ถุงหอมที่อาเจิ้นฝากมาให้ ส้มที่เพิ่งเด็ดมาจากบ้านอาเซียะ ยังมีตัวหนังสือของเย่าหนี่ป๋อ แม้แต่อาฮุยก็ยังฝากของมาให้ เจ้าก็ดูเอาเอง คิดดูเอาเอง แค่เรื่องขายหน้า ก็จะแต่งงานไปอยู่ที่ทุรกันดาร ไม่รู้สึกผิดบ้างเหรอ”
สองพี่น้องนั่งดูของฝากเพื่อนๆ ตกใจที่ที่อาซิ่งให้ดักแด้ พร้อมเขียนจดหมายมาให้
“อาซิ่ว ข้ารู้ว่าเจ้าอับอายมาก ข้าก็อยากบอกเรื่องนี้กับเสด็จแม่ แต่ว่า...หมิงกงจ่างบอกว่า...เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรไปรบกวนเสด็จแม่ อาจารย์ปันบอกว่าให้หาของอย่างอื่นให้เจ้า ข้าคิดดูแล้ว ดักแด้ตัวนี้เอามาจากปากของไก่ชนอาจารย์ปัน มันทั้งดวงดีดวงแข็ง รับรองว่าคุ้มครองเจ้าได้แน่”
สองพี่น้องดูของฝากยังไม่เข้าใจ จนอาซิ่วเห็นดักแด้ค่อยๆ ฟักตัวออกมาเป็นผีเสื้อ
วันรุ่งขึ้น อาซิ่วชวนอาหลิงมาหาแม่ทัพไป๋ ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมจะประชุม เป็นเวลาเดียวกับที่แม่ทัพไป๋กำลังบอกเติ้งว่าอาซิ่วใส่ร้ายเขา อาซิ่วเข้ามาสวนทันควัน
“แม่ทัพไป๋พูดให้ดี ข้าไปใส่ร้ายใครตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” แม่ทัพไป๋อึกอัก “แม่ทัพไป๋ในเมื่อท่านส่งคน เอาสินสอดไปส่งถึงบ้าน งั้นขอถามต่อหน้าใต้เท้าทุกท่าน ข้าเจียงซิ่ว รับปากว่าจะแต่งด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่”
แม่ทัพไป๋ขัด “เรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องของพ่อแม่ เป็นการตกลงกับพ่อแม่ของเจ้า เจ้าไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”
“ข้ากล้าเอาชีวิตสาบาน พ่อของข้าไม่เคยรับปากเรื่องแต่งงานท่านกล้ามั๊ย สวรรค์เบื้องบน ต่อหน้าทุกท่าน ข้าเจียงซิ่วขอสาบานว่า ครอบครัวสกุลเจียงหากมีใครพูดเรื่องแต่งงานกับคนนี้ ข้า ข้าจะเอาหัวชนประตูวังตายเดี๋ยวนี้”
หลายคนเริ่มลังเลว่าจะเชื่อใคร ซ่งเฉิงก็เข้ามาหาอาซิ่วเตือนว่าอย่าทำโง่ๆ ใกล้เริ่มประชุมแล้ว แต่อาซิ่วไม่สนใจ
“แล้วยังไงล่ะ การประชุมก็พูดถึงประชาชน ชีวิตของข้าคนเดียว ท่านพ่อข้ามีชื่อเสียง จะพูดอะไรไม่ได้เลยเหรอ แม่ทัพไป๋ท่านต่ำช้าหน้าไม่อาย เจ้าชู้เห็นแก่ได้ ข้าไปทำกรรมอะไรไว้ ท่านถึงไม่สนคำปฎิเสธของพ่อเอาสินสอดไปทิ้งไว้หน้าประตู บีบให้ข้าแต่งงาน จริงหรือไม่ ท่านแม่ทัพเติ้ง วันนั้นแม่ทัพไป๋อยู่ในจวนโห่วทำเรื่องขายหน้า ได้สาบานต่อทุกคน เขาพูดว่า...จะไม่ขอแต่งงานอีก ต่อมา ก็มาที่บ้านของข้า ขอยกเลิกงานแต่ง ใช่หรือไม่ใช่”
เติ้งเข้าข้าง “ใช่ข้าฟังได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว”
แม่ทัพไป๋จะพูด “ข้านี่”
อาซิ่วสวนอีก “ข้าเจียงซิ่ว เป็นลูกสาวขุนนางที่สะอาดบริสุทธิ์ถูกบังคับแต่งงานก่อน สร้างข่าวลือทีหลัง” แม่ทัพไป๋จะพูดแต่อาซิ่วสวนอีก “แม่ทัพไป๋ ขอถามหน่อยเจ้ามีจุดประสงค์อะไร เฮอ เจ้าพูดกับคนไปทั่วข้าไร้จริยธรรม แต่ว่าในวัง มีพี่เลี้ยงที่เป็นผู้ใหญ่ข้าเจียงซิ่ว ยินดีให้ทำการตรวจสอบพรหมจรรย์ต่อหน้าไทเฮา ถ้าข้ายังเป็นสาวพรหมจรรย์เจ้าจะอธิบายยังไง”
แม่ทัพไป๋แก้ต่าง “นี่ นี่ เจ้านี่พูดเหลวไหล ข้าเคย สร้างข่าวลือเมื่อไหร่กัน”
“เจ้าเคยสร้างข่าวลือหรือไม่ ในใจของเจ้ารู้ดีกว่าใครอย่าลืมเสียล่ะ แม่ทัพฮั่วเหิง ยังได้จับสาวใช้ในวัง กับขันทีหลายคน ที่ปล่อยข่าวลืออยู่ในวัง เพียงแค่จับมาถาม เกรงว่าจะมีคนยอมรับทันที”
เว่ยอิงเข้ามา “ไม่ต้องจับมาถาม ข้าเป็นพยานได้ ท่านนี้เป็นผู้ติดตามแม่ทัพไป๋ เคยอยู่โรงเรียนวังหลวง พูดกับคนรับใช้ในวังเอง ว่าเป็นเรื่องไม่มีมูล”
แม่ทัพไป๋อึ้งอึกอัก “เอ่อ ข้า นี่ นี่ นี่”
อาซิ่วเห็นเว่ยอิงมาก็ดีใจ “แม้ว่าข้า เป็นลูกขุนนางเล็กๆ เบี้ยหวัดหกร้อยหาบ แต่ก็ได้รับพระกรุณาจากไทเฮา อยู่โรงเรียนฝ่ายในกับองค์หญิงเหวินสี่ องค์หญิงเป่ยเซียงร่วมห้องเดียวกัน เจ้าลบหลู่ข้า ก็เท่ากับลบหลู่พวกเขา แม่ทัพไป๋ เจ้ามีความกล้ามาจากไหนหรือ จงใจสาดโคลนให้กับโรงเรียนฝ่ายใน”
“นี่ นี่ ข้า ข้า”
อาซิ่วสวน “หรือว่า เจ้าไม่พอใจต่อไทเฮา ในใจคิดแค้นต่อฮ่องเต้”
แม่ทัพไป๋ดุ “เจ้าหุบปาก”
เติ้งแทรก “หุบปากอะไรกัน ข้ารู้สึกว่าแม่นางเจียง พูดได้ดีมาก”
ซ่งเฉิงเข้ามาจับตัวอาซิ่ว “อาซิ่ว พอแล้ว เจ้าอย่าพูดอีกแล้ว ทำให้แม่ทัพไป๋โกรธ แล้วเจ้าจะมีประโยชน์อะไร”
อาซิ่วสะบัด “ปล่อยข้ามีประโยชน์อะไร ข้าเจียงซิ่วสะอาดบริสุทธิ์ ไม่ให้คนอื่นใส่ร้าย นี่ก็คือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่นัก ซ่งเฉิง วันนี้อยู่ต่อหน้าใต้เท้ามากมาย ข้าก็จะขอพูดกับเจ้าให้รู้เรื่องไปเลยก็ใช่ ข้าเคยสัญญาจะแต่งงานกับเจ้า แต่นั่นก็เพราะ ถูกคนแซ่ไป๋บังคับแต่งงานเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ ข้ายังเคยกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แต่ตอนนี้ข้าเห็นแล้วนั่นมันไม่คุ้มค่าเลย เจ้ากับเชื่อแค่คำพูดข่าวลือ ก็หนีออกจากค่ายทหาร มาคาดคั้นถามที่บ้านข้าเป็นการไม่ซื่อสัตย์ ไม่สนใจบ้านข้าถูกกระหน่ำซ้ำเติมแม้แต่น้อย พูดว่า แม่ของเจ้า จะรังเกียจชื่อเสียงของข้าไม่ดี เป็นการไร้คุณธรรมหลังจากถูกพ่อข้าไล่ไป เจ้าไม่ติดต่อกับข้าสามวันเต็มๆ เป็นการไร้น้ำใจคนที่ไม่ซื่อสัตย์ไร้คุณธรรมไร้น้ำใจแบบนี้ ข้าเจียงซิ่ว แม้ว่าชั่วชีวิตต้องอยู่คนเดียว ก็ไม่ขอแต่งงาน”
เว่ยอิงปรบมือนำ เหล่าขุนนางปรบมือ “พูดได้ดีมาก”
“พูดได้ดีมาก พูดได้ถูกต้องดีๆๆๆๆๆ ดี พูดได้ดีๆๆ”
ซ่งเฉิงพยายามอธิบาย “อาซิ่ว เจ้าฟังข้าอธิบาย หลายวันนี้ที่ไม่ได้มาหาเจ้า เพราะกลัวเจ้าโกรธข้า”
“เจ้าปล่อย”
“ข้าไม่ปล่อย”
อาซิ่วหันหาเติ้ง “ใต้เท้าซ่ง เพราะอะไรเจ้าไม่มา มีแต่ในใจเจ้ารู้ดีที่สุดปล่อยข้า เฮอะ ท่านแม่ทัพเติ้ง ขอยืมดาบท่านใช้หน่อย”
เติ้งให้ลูกน้องส่งให้ ซ่งเฉิงตกใจถามว่าจะทำอะไร อาซิ่วฟันแขนเสื้อที่ซ่งเฉิงจับ แล้วว่า
“เฮอะเฮอ โบราณมีตัดเสื่อขาดเป็นมิตร วันนี้มีข้าเจียงซิ่ว ตัดแขนเสื้อสิ้นความรักซ่งเฉิง สวรรค์อยู่เบื้องบน จากนี้ไปเจ้ากับข้าต่างคนต่างแต่งงาน ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
“เฮอ แม่นางคนนี้เด็ดขาดเหลือเกิน” ขุนนางพากันหัวเราะชอบใจ
เว่ยอิงว่า “จิตใจกล้าหาญ แม่นางเจียงเลียนแบบกุลสตรียุคก่อน ดุว่าคนเลวหนึ่ง รักษาชื่อเสียงให้สกุล สอง ปกป้องชื่อเสียงของพ่อสมแล้วที่เป็นกุลสตรี ที่โรงเรียนฝ่ายในอบรมออกมาแม่นางเจียง เจ้าวางใจ ในราชสำนักเลี้ยงขุนนางบู๋นมากมาย ล้วนไม่กินมังสวิรัติหยางไท่ฉาง เจ้าว่าถูกมั้ย” เว่ยอิงหันถามขุนนางหยาง
“ถูกต้อง แม่นางเจียงปัญญากล้าหาญมีครบ ข้าศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง”
อาซิ่วคำนับ “เฮอ ขอบคุณใต้เท้าหยางขอบคุณใต้เท้าเว่ย”
เติ้งแทรก “เฮ้ ช้าก่อนข้าให้เจ้ายืมดาบ เจ้าขอบใจเขาทำไม”
อาซิ่วหัวเราะคำนับ “เฮ่อ ขอบคุณท่านแม่ทัพเติ้ง ขอบคุณบุญคุณของท่านแม่ทัพเติ้ง”
“ใช่แล้ว เฮ่ๆๆ”
อาหลิงคุกเข่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านยุติธรรมยจังเลย ข้า ขอบคุณท่านแทนพี่สาว”
เติ้งพาอาหลิงให้ลุก เฮ้ รีบลุกขึ้น ข้าจะใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ได้ยังไงกัน ใช่มั้ยล่ะ เจ้าอยากเรียนยิงธนูกับข้าไม่ใช่หรือ” อาหลิงยิ้มพยักหน้า “นับแต่วันนี้ ข้าก็คืออาจารย์ของเจ้าไม่มีอาจารย์คนไหน อยากเห็นลูกศิษย์ของตัวเอง ถูกรังแก อ๊า”
อาหลิงหัวเราะ “ท่านเหมือนกับอาจารย์ปัน เป็นคนดีมาก”
“ฮ้า จริงๆ” อาหลิงยิ้มตอบ เติ้งดีใจ
อาซิ่วว่า “ขอบคุณใต้เท้าทุกท่านเป็นพยาน”
เหล่าขุนนางพากันชื่นชมอาซิ่ว แล้วคิดอยากส่งบุตรสาวเข้ามาเรียนที่โรงเรียนฝ่ายใน
เหล่าบัณฑิตที่รู้เรื่องพากันชื่นชมอาซิ่ว มีเพียงหลิวเอี้ยนที่งงว่าทำไมเรื่องกลายเป็นแบบนี้ ปันซูชื่นชมอาซิ่วมาก อาซิ่วขอบคุณเพื่อนที่มอบของขวัญให้ แล้วยังทำให้เธอมีความกล้า
หลิวเอี้ยนถูกหลิวหงที่รู้ความจริงทั้งหมด ขู่ว่าถ้ายังก่อเรื่องจะให้ท่านพ่อรับกลับไปที่จงซาน
ไทเฮาทรงทราบเรื่องจากหมิงกงจ่าง
“ขอแสดงความยินดีกับไทเฮาทอดพระเนตรสิเพคะ นี่เป็นเหล่าขุนนางใหญ่ที่อยากส่งลูกสาว เข้ามาโรงเรียนฝ่ายใน พูดอย่างไม่ปิดบัง ยังมีอีกหลายคน ได้ยัดซองแดงให้ข้าด้วย”
“เฮอะ ข้าคาดเดาแต่แรกแล้ว คิดถึงตอนที่ข้า เริ่มตั้งโรงเรียนฝ่ายใน ก็เพราะอยากให้หญิงสูงศักดิ์พวกนี้ เป็นตัวอย่างของหญิงทั้งหลาย เน้นจริยธรรมของหญิงต้าฮั่น ตอนนี้ ขุนนางแก่พวกนั้น ในที่สุดก็ไม่พูดติงข้า ว่ามากเรื่องแล้ว”
“โรงเรียนฝ่ายในได้รับคำวิจารณ์ที่ดีเช่นนี้ สาเหตุเป็นเพราะ ไทเฮาทรงปรับปรุงใหม่”
“ไม่ใช่ เป็นการเปลี่ยนเแปลงของปันซู กับเหยาเจวียนต่างหาก จะว่าไปแล้ว ข้าก็ดูคนไม่ผิดเลย เจ้าว่ามั้ย มาโรงเรียนฝ่ายในได้ไม่นาน นับวันมีแต่ดีขึ้น ถ่ายทอดคำสั่งให้รางวัลเหยาเจวียนกับปันซู ผ้าแพรคนละสามสิบพับผู้ดูแลสภาบัณฑิตสอนลูกได้ดี ให้รางวัลหนึ่งร้อยตำลึง ลูกสาวทั้งสองของเขาให้รางวัลเสื้อในวังคนละสามชุด”
“เพคะไทเฮา ผู้ดูแลโรงเรียนฝ่ายใน เป็นอาจารย์โค่ว”
“ข้าได้ลืมนางไปแล้ว อืม ช่างเถอะ ให้รางวัลนางผ้าแพรสามสิบพับ เหยาเจวียนกับปันซู ให้รางวัลหินฝนหมึกอย่างดีหนึ่งชุด”
“เพคะ”
อาหลิงที่ได้รางวัลด้วยพลอยตื่นเต้น ปันซูเตือนว่าอย่าเหลิง ฮั่วเหิงมาชวนปันซู ว่าเว่ยอิงชวนไปเลี้ยงฉลอง ย่างเนื้อที่สวนสนุก อาซิ่วได้ยินก็บอกว่าแม่มีสวนสวย จะพาไปเพื่อเลี้ยงตอบแทน เหยาเจวียนอิดออดไม่อยากไปกับฮั่วเหิง แต่ก็เลี่ยงไม่ได้
ที่สวนสวย ปันซูย่างเนื้อ มีอาหลิงคอยดูเพื่อกินอยู่ข้างๆ ฮั่วเหิงเข้ามาคุยกับเว่ยอิงพลางชมว่าปันซูย่างเนื้อหอมจัง
เว่ยอิงว่า “คนบนทุ่งหญ้า ชำนาญย่างเนื้อที่สุด เจ้าให้นางทำงานนี้ เหมาะสมมากที่สุด”
“เฮอะ ใช่อยู่แล้วเจ้าดูซิ แสงแดดดีอย่างนี้ ท้องฟ้าสีคราม ยังมีผู้หญิงทำงานให้พวกเรานี่เรียกว่าเวลาแห่งความสุข ถูกต้องมั้ย เหล่าเว่ย เจ้าอย่าทั้งวัน ขังอยู่แต่ในบ้านอ่านหนังสือเลย ไม่มีอะไรก็เหมือนอย่างวันนี้ ออกมาเที่ยวซะหน่อย ได้มั้ยล่ะ”
“ได้ คราวที่แล้วอาซูก็เคยพูดกับข้า ให้ข้าออกมาเดินเที่ยวซะหน่อย อย่าอยู่แต่ในความทรงจำ”
“อย่างนี้ถูกต้องแล้ว อย่าเอาตัวเอง ทั้งวันขังอยู่แต่ในบ้าน ขังจนดูเหมือนหนุ่มหน้าขาวไปแล้ว นั่นก็แตะไม่ได้นี่ก็แต่ะไม่ได้ เห๋อ ทำจนเป็นโรคไปทั้งตัว เอ๊ะ ข้าเตือนเจ้ามาตั้งหลายปี เจ้ายังเหมือนภูเขาไม่ขยับ อาซูสาวน้อยคนนั้น เตือนเจ้าสองสามคำ เจ้าก็ทำตามแล้ว หรือว่า”
“พอแล้ว อาซูเป็นน้องสาวของอาเซวียน ก็เป็นน้องสาวของข้าเหมือนกัน”
“น้องสาว ใช่เหรอ” ฮั่วเหิงหัวเราะ “เฮ้อ”
เว่ยอิงเข้ามาคุยกับปันซู ถามว่าเติ้งมาหาอีกมั้ย ปันซูตอบปัดไปว่าเดี๋ยวเขาแต่งงานก็คงเลิกตามเธอ เว่ยอิงถามว่าแล้วหลันจือกับหลิวเอี้ยนละ
“พอไหว ข้าฟังคำพูดของเจ้าแล้ว ทุกวันกับพวกเขา เอาใจดีสู้เสือพวกเขาน่ะ นับว่าสงบลงเอ่อ จริงสิ คราวที่แล้วอาซิ่วไม่สบายใจ โค่วหลันจือยังมาปลอบใจด้วยตัวเอง ผู้หญิงคนนี้ ข้าดูไม่เข้าใจเลยจริงๆ บางครั้งรู้สึกว่านางก็ไม่เลวบางครั้งก็กลัวว่าจะทำแผนชั่วร้ายอะไร”
“เจ้าคิดมากเกินไป โค่วหลันจือน่ะ แม้ว่าจิตใจไม่กว้างขวาง แต่ก็เป็นอาจารย์ที่ไทเฮาคัดสรรมา ถูกผิดย่อมแบ่งแยกได้ชัดเจน เจ้ากับเขาต่างคนต่างอยู่ นับว่าดีมาก แต่ว่า อย่าดีใจจนลืมตัวเด็ดขาด บัณฑิตใหม่กำลังจะเข้ามาแล้ว เรื่องหลายครั้งเมื่อก่อนของเจ้า เสียตรงที่เจ้าดีใจจนลืมตัว”
“อืม ข้ารู้แล้ว”
“เฮ้อ พอแล้ว พอแล้วเจ้าเป็นพี่ชายของนาง หรือว่าเป็นอาของนางกันแน่ ห๋า ขี้บ่นแบบนี้รีบมาที่นี้ซี อย่าพูดเรื่องที่มีหรือไม่มีเลย ดื่มๆ”
หลังทานเนื้อย่าง ทุกคนชมว่าอร่อย จากนั้นก็นั่งเล่นร้องเพลงกัน เว่ยอิงเป่าขลุ่ยให้ฟัง ฮั่วเหิงดึงเหยาเจวียนออกไปคุยกันลำพัง
เหยาเจวียนบ่น “เจ้าๆๆ เจ้าทำ ทำไม ออกมาเร็วอย่างนี้ล่ะ”
“เว่ยอิงเอาเพลงไฉ่เหลียน เป่าจนน่าเกลียดแบบนั้น ข้ามาสูดอากาศไม่ได้เหรอเฮอ ปากเขาพูดได้น่าฟัง กลัวแต่ว่าเขาจะไม่ลืมอาเซวียนออกจากใจเลย”
“อา อา อาซู เหมือนๆ ต่อๆ ศิษย์พี่เว่ย มีๆ”
“เจ้าก็มองออกใช่มั้ยล่ะ”
เหยาเจวียนพยักหน้า “อืม”
“ไม่ถูกต้อง ปกติเจ้าพูด ไม่ติดอ่างขนาดนี้ ทำไมวันนี้อาการหนักจังหรือว่าวันนี้ ข้าดูหล่อมาก เพราะฉะนั้นเจ้าจึงตื่นเต้น”
“ข้าๆๆ ข้าไม่ได้ตื่นเต้น ข้าๆ ข้ามีคำพูดจะถามเจ้า”
“จะถามอะไร”
เหยาเจวียนยิ่งติดอ่าง “ข้าๆๆ”
ฮั่วเหิงล้อ “ข้าๆๆ ข้าทำไม”
“อาซูพูดว่า เจ้าชอบข้า ดังนั้นมองข้าไม่เหมือนกับคนอื่น เจ้าหลายวันได้ทำดีต่อข้า ข้ารู้สึกไม่สบายใจ เจ้ามองข้าเป็นของอะไร ชอบข้าจริงๆ เหรอ กลุ้มหรือคุยหัวเราะ ใจข้าไม่สบาย เหมือนน้ำไหลห้ามไม่ได้ ใจข้ากลุ้มใจ เหมือนใบไม้เหลือแต่เก็บไม่ได้” เหยาเจวียนตกใจเอง
“ข้ารู้แต่แรกเจ้าเป็นผู้หญิงที่มีความรู้ เอ่ยปากก็เป็นผู้รู้ใจเลยตอนนี้ข้ารู้แล้ว ถ้าเจ้าไม่รู้อะไรเลย ก็จะพูดติดอ่าง”
“ไม่ ไม่”
“เอ๋ ไม่สองตัว เท่ากับใช่ตัวเดียวเมื่อกี้เจ้าพูดตั้งเยอะ ตอนนี้ถึงตาข้าแล้ว ใจข้าชอบเจ้าแล้ว เจ้าก็ชอบข้าด้วย”
“ข้าๆๆ”
“ต่อสิ ไม่พูดข้าหอมแก้มเจ้าล่ะนะ”
เหยาเจวียนตกใจ “เอ่อ ข้าๆๆ ข้าชอบเจ้า ข้าชอบเจ้าแล้ว”
ฮั่วเหิงหัวเราะ “ในเมื่อเราชอบกัน นั้นก็ต้องหอมแก้มใหญ่แล้ว”
เหยาเจวียนตกใจ กัด “โอ๊ย โอ๊ย เจ้ากัดข้าทำไม”
“ลิ้นของเจ้าอยู่ในปากข้า ทำอะไรน่ะ”
“เอ่อ เป็นเพราะข้าชอบเจ้า ถึงได้ทำกับเจ้าแบบนี้ห้ามกัดอีกนะ”
เหยาเจวียนตกใจ “เจ้า เจ้าอย่าเข้ามา เจ้าเข้ามาอีกข้าจะกัดเจ้าอีก”
“เจ้ากัดสิ เด็กโง่ ในโลกนี้ไม่รู้ว่ามีผู้หญิงมากแค่ไหน ต้องการข้า กับพวกนาง”
เหยาเจวียนเหยียบเท้า “พูดเหลวไหล”
“โอ๊ย เจ้ากระทืบข้าทำไม ข้าไม่พูดเหลวไหลแล้ว เจ้าอย่ากระทืบล่ะ ข้าไม่พูดเหลวไหลแล้ว เด็กโง่ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว นับตั้งแต่เจ้าได้ต่อยข้าเจ็บ ข้าก็ชอบเจ้าแล้วอีกอย่าง เมื่อกี้ท่าทางที่เจ้าพูดผู้รู้ใจข้าเอย สวยมากเลย” เหยาเจวียนฟังแล้วก็ยอมให้ฮั่วเหิงกอด
ฮั่วเหิงวางแผนให้เว่ยอิงกับปันซูได้มีโอกาสอยู่ด้วยกัน จึงให้อาซิ่วขอให้ไปหาคนใช้ที่จะมาเอาของกลับไปบ้าน
ปันซูชวนคุย “ข้าเอาห่อผ้า โยนไปให้ใต้เท้าเจียง อาซิ่วหน้าเซ่อไปเลย พี่เขยเจ้ารู้มั้ย ข้ามาตงง้วนจนนานป่านนี้แล้ว ตลอดเวลา ข้าต้องอยู่อย่างหนีบหาง ไม่เคยสั่งสอนคนอื่นได้แบบสะใจอย่างนี้เลย”
“เฮอะ หนีบหาง เจ้าเป็นหมู หรือว่าวัวหรือ”
ปันซูทุบ “นี่ ทำไมต้องเป็นหมูเป็นวัวล่ะ ให้เป็นม้าที่วิ่งบินรับลมไม่ได้เหรอ พูดถึงม้า โรคของข้าก็กำเริบแล้ว มาลั่วหยางนานป่านนี้ ข้ายังไม่เคยแตะถูกม้าหลายครั้งเลยเอ๊ะ พี่เขย เมื่อก่อนเจ้าเป็นแม่ทัพ จะต้องรักม้าอย่างแน่นอนรออาจงเอาม้าที่อยู่บนทุ่งหญ้าของม้ามาที่นี่ พวกเราสองคนขี่ให้สนุกไปเลย”
“ดี”
“เจ้า คิดว่าข้าเป็นคนที่เสียงดังใช่มั้ย”
“ไม่หรอก ข้ารู้สึกว่า เจ้าเดี๋ยวก็รักความเป็นธรรม สั่งสอนผู้ดูแลหอหลันไถ เดี๋ยวก็เหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง อยู่ตรงหน้าข้าเอะอะโวยวาย เอ่อ นี่ไม่ได้หมายความว่าตำหนิเจ้า นี่เป็นการชมเจ้า รู้สึกว่าเจ้าน่ารัก”
ปันซูดีใจ “วันนี้เป็นวันอะไรน๊ะ พี่เขย เจ้าชมข้าอีกแล้ว”
ระหว่างทางปันซูกับเว่ยอิงได้พบม้าเหงื่อโลหิต ปันซูชวนเว่ยอิงจับม้าให้ได้ ทั้งสองค่อยๆ วิ่งเข้าไปแล้วขึ้นขี่ม้าสำเร็จ ปันซูยังชวนแข่งขันกัน เว่ยอิงแผลเก่ากำเริบตกจากหลังม้า
ปันซูแบกเว่ยอิงมา แล้วหาที่นั่งพัก
“เฮอ เฮอเจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ย บอกเจ้าให้พักสักครู่ก่อน แบกข้าเดินมาตั้งไกลอย่างนี้หรือไม่ก็ ไปข้างหน้าดูฃิว่ามีชาวบ้านอยู่มั้ย รอเจ้าหาคนได้แล้วค่อยกลับมารับข้า”
“ไม่ได้ๆ ข้าทิ้งเจ้าไว้ที่นี่คนเดียวไม่ได้ ท้องฟ้ามืดขนาดนี้เดี๋ยวข้าหาเจ้าไม่พบ จะทำยังไงดีถ้า ถ้าสุนัขป่ามาจะทำยังไง”
“เด็กโง่” เว่ยอิงเช็ดหน้าให้ปันซู “เฮอ”
“เฮอ พี่เขย เจ้า เจ้าโดนตัวข้าแล้ว เป็นไรมั้ยขึ้นผื่นแล้ว เร็วจัง”
“ไม่เป็นไร โรคเก่าน่ะ ผ่านไปสักพักก็หาย” เว่ยอิงเป่า
“รอเดี๋ยวนะ ข้าไปหาน้ำมาให้ ล้างสักหน่อยก็หาย เจ้ารอข้าล่ะ”
ปันซูวิ่งมาที่ลำธารแล้วถอนใจ “เฮอ เฮ้อ บ้าแล้วๆ ห้ามคิดเด็ดขาด ปันซู มีสติหน่อยสิ เฮอ”
จบตอน 13



