
ยอดหญิงปันซู 11
ปันซูถูกเว่ยอิงทำโทษเอาถุงเงินไป จึงต้องไปหาเงินที่บ่อนชนไก่
ทุกวันจันทร์-อังคารเวลา18.25น.ทางช่องNOW26
Ban Shu Legend Ep.11
แม่ทัพใหญ่เติ้งเอาภาพวาดของปันซูติดทั่วไปทั้งเมืองหลวงลันจือรู้เรื่องจึงมาให้เติ้งจื้อ
“อรุณสวัสดิ์ท่านแม่ทัพ”
“อรุณสวัสดิ์แม่นางโค่ว ไม่ทราบว่าที่มาเช้าอย่างนี้มีธุระอะไร”
“ที่จริงก็ไม่มีธุระอะไร เพียงแต่ได้ยินว่าท่านแม่ทัพได้ติดประกาศให้รางวัลนี้ ข้าเป็นห่วงอย่างยิ่งก็เลยมาที่นี่ หวังช่วยแบ่งเบาภาระ”
“รู้เร็วอย่างนี้เชียวเหรอ ที่จริงนางคนนี้มีพระคุณกับข้า ข้าหานางก็เพราะ”
หลันจือสวน “ไม่ว่านางเป็นใคร หากท่านคิดจะหานาง ข้าซึ่งว่าที่ฮูหยินของท่านก็สมควรช่วยเหลือ ข้าส่งคนไปสืบทุกที่แล้ว ไม่เพียงแต่ช่วยวาดภาพเหมือนให้ แต่ยังเพิ่มเงินรางวัล 200 ตำลึง ท่านคงไม่โทษข้า ที่ทำโดยพละการ”
เติ้งหัวเราะ “ข้าจะรบกวนเจ้าได้ยังไง”
“โปรดให้อภัยที่ข้าพูดล้ำเส้น สามีภรรยาดั่งคนเดียวกัน เรื่องพวกนี้ก็ไม่ควรแบ่งแยก แต่ว่าถ้าท่านจะตอบแทนบุญคุณเท่านั้น ทำไมต้องทำการหาอย่างเอิกเกริกเกรงว่า...น่าจะไม่ค่อยเหมาะสมเรื่องหลังบ้าน....ให้ผู้หญิงจัดการดีกว่าข้ารู้ว่าท่านมีงานยุ่ง ไม่น่ามีเวลาทำเรื่องจุกจิกเล็กเรื่องน้อย แต่ว่าข้าก็ยังถามอย่างไม่อายว่าเมื่อไหร่ท่านจะขอข้าแต่งงาน”
เติ้งถึงกับสะอึก “จึเอ่อ....”
“ไม่ใช่ข้าไม่รู้จักละอาย เพียงแต่ข้าจำได้ว่าไทเฮาได้เคยรับสั่งก่อนที่ท่านจะแต่งงานรับฮูหยิน จะแต่งอนุเข้าจวนไม่ได้ ข้าก็เป็นห่วง ท่านแม่ทัพยังไงก็ต้องรอข้าแต่งงานก่อน ผู้หญิงรู้ใจเหล่านั้นของท่านถึงจะมีสิทธิพูดถึงได้”
“เรื่องนี้.... คงไม่รบกวนแม่นางโค่ว”
“ท่านแม่ทัพท่านเห็นข้าเป็นคนนอกเหรอ แล้วทุกวันนี้ท่านไม่คิดบ้างเหรอว่าที่ท่านนำภาพวาดของผู้หญิงคนนั้นไปติดทั่วเมือง” หลันจือร้องไห้ “คนทั้งเมืองก็กำลังหัวเราะข้าท่านไม่อยากแต่งงานกับข้าจริงเหรอ ถ้ารังเกียจข้าถึงขนาดนี้ ข้าก็จะไปขอกับไทเฮาให้ยกเลิกงานแต่งครั้งนี้ ถือเสียว่าข้าไร้วาสนามิอาจเคียงคู่กับท่านได้” หลันจือร้องไห้
“เจ้าอย่าร้องไห้สิเอ่อแม่นางโค่ว เอ่อจึหลันจือๆ นี่เจ้าๆๆ เป่ยเย้เป่ยเย่ออะไรน่ะ”
เป่ยเย้สวน “ค่ะ”
“เอาผ้าเช็ดหน้าให้คุณหนูสิ เอ่ออย่าร้องเลยนะๆ ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ เจ้าอย่าร้องไห้ได้มั้ย มองข้าสิมองข้า เฮ้อ เจ้าเป็นฮูหยินที่ไทเฮาประทานให้ข้า ต้องแต่งด้วยอยู่แล้วข้า....ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด เอางี้ข้ารับปากเจ้าก่อนปีใหม่จะแต่งงานด้วย”
หลันจือได้ยินก็หัวเราะไปสะอื้นไป ขณะที่เติ้งก็ตบหน้าตัวเองที่รับปากไปแบบนั้น
หลันจือยิ้มแย้มเข้าวังมา เป่ยเย้กังวลว่าภาพวาดจะเป็นปันซู แต่หลันจือว่าเติ้งก็เข้าวังบ่อย ถ้าใช่จะประกาศตามหาทำไม
ขณะที่เหยาเจวียนรีบมาหาปันซูว่าเมื่อวานไปไหนมา ปันซูว่าก็อยู่แถวนี้หาไม่เจอเอง หลันจือเรียกปันซูมาหา แล้วเอ่ยว่า
“เจ้าอยากสอบเป็นอาจารย์อีกครั้ง..เป็นเรื่องน่ายินดี เพราะงั้นช่วงนี้....ข้าจึงคิดอยู่ว่า...จะช่วยเจ้าได้ยังไงคิดไปคิดมาสถานที่นี้ เหมาะสมกับเจ้าที่สุดน้องปัน มักชอบไปเที่ยวที่แบบนี่ไม่ใช่เหรอ ไม่ได้แค่ที่สภาบัณฑิตที่มีหนังสือหนังสือสะสมของโรงเรียนก็มีไม่น้อย ขอเพียงแต่เจ้าตั้งใจอ่านสิบกว่ารอบ อย่าว่าแต่อาจารย์เลยแม้แต่อาจารย์ใหญ่ในวังก็ยังเป็นได้เพียงแต่.....ม้วนไผ่เก็บไว้นานอาจชำรุด” หลันจือหัวเราะ “ต้องโทษข้าที่งานยุ่งไม่มีเวลาจัดคราวนี้....คงต้อง....รบกวนน้องปันซะแล้ว”
“ห๋าม้วนไผ่มากขนาดนี้ นี่เจ้าจงใจ...” ปันซูคิดถึงจดหมายที่ต้าเจียส่งมาให้ บอกให้เธออดทน ปันซูหัวเราะ “ม้วนไผ่มากขนาดนี้หนังสือดีเยอะพี่โค่วดีต่อข้าเหลือเกิน ข้าจะเริ่มเก็บเดี๋ยวนี้เฮ้อ”
เว่ยอิงเรียกปันซูมาคุยด้วย ปันซูให้รีบพูดหน่อย เพราะเหนื่อยและไม่มีเวลาทะเลาะด้วย เว่ยอิงถามว่าโดนหลันจือแกล้งเหรอ ปันซูว่ารู้ได้ยังไง
เว่ยอิงเปลี่ยนเรื่อง “ขอโทษเรื่องคราวก่อน ข้าผิดเองที่เข้าใจเจ้าผิดไป”
ปันซูอึ้งไปนิด “หาเอ่อ”
“ข้าไม่ควรรังเกียจกำเนิด....และไม่ควรตะคอกใส่เจ้า อาซูหวังว่าเจ้าจะให้อภัย”
“เอ่ออ้อ ไม่เป็นไร เป็นเพราะข้าโง่เกินไป ข้ารู้ว่าท่านหวังดีต่อข้า ถึงอยากให้ข้ารักดีกว่านี้วันนั้น...ข้าก็ใจร้อนเกินไป ถึงได้เอาหนังสือมาฟาดแทนไม้ ถ้ารู้ว่าเป็นของพี่เซวียนต่อให้แขนหักก็ต้องปกป้องเอาไว้”
เว่ยอิงหัวเราะ “เด็กโง่เอ้ย ข้าไม่ฉลาด เจ้าก็ขี้โวยวาย เจ้าพูดถูกไม่ว่ายังไงคนก็สำคัญกว่าสิ่งของ มือเจ้าเป็นไงบ้างขอข้าดูหน่อย”
“เอ่อมือ... ข้าอยู่ทุ่งหญ้า หกล้มจนเป็นนิสัย...ชินตั้งนานแล้วไม่เป็นไรหรอก”
“เด็กโง่เอ้ย ที่มือมีแผลเป็นไม่ดี เพ่ยหวนทายาให้รึยังเจ็บอยู่มั้ย”
“เอ่ออ้อ ไม่เจ็บแล้วๆ เอ่อพี่เขย ท่านเป็นโรคที่ไม่ชอบแตะตัวคนอื่นไม่ใช่เหรอ เอ่อ เอ่อ ไม่ใช่ข้ากลัวว่า...”
เว่ยอิงว่า “นั่นนานมาแล้ว ตอนนี้ไม่เป็นไร ตอนจับมือเจ้าข้ามีแขนเสื้อกันไว้”
“อ้อข้าลืมไป”
“อาซูเจ้าให้อภัยข้า...ข้าก็ดีใจมาก ข้าจะไม่ทำกับเจ้าเหมือนเมื่อก่อนอีก”
ปันซูหัวเราะ “ขอบคุณพี่เขย”
“โค่วหลันจือกลั่นแกล้งเจ้า ก็ต้องอดทน เพราะเจ้าอยู่ในความควบคุมของนาง แต่ว่า...ถ้าอดทนไม่ไหวจริงๆ ก็บอกข้า ข้าจะออกหน้าให้เจ้าเอง นางไม่มีสิทธิ์อะไร...มารังแกคนของข้า”
“ดีพี่เขยท่านพูดแบบนี้ ข้าก็สามารถอวดเบ่งได้แล้วสิ”
“ไม่อนุญาตให้อวดดี เจ้าต้องจำเอาไว้”
“ข้ารู้แล้วข้ารู้ฐานะตัวเองดีจะระวังให้มากๆ ไม่ให้คนสกุลปันขายหน้า วางใจเถอะ”
“ข้าอยู่วังในนานไป ก็มีขี้บ่นบ้าง” ปันซูหัวเราะ “เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดี ของบนโต๊ะเป็นของกินที่ข้าซื้อให้ ถือว่าเป็นของตอบแทน จริงสิตอนนี้เติ้งจื้อควานหาเจ้าให้ทั่ว”
ปันซูหัวเราะ “วันนั้นข้าได้เจอเขา เขาพูดเพ้อเจ้ออีก ข้าก็เลยจับเขามัด”
“ยังไงเขาก็เป็นแม่ทัพใหญ่ ช่างเถอะ ช่วงนี้ก็อย่าไปไหน ไม่ต้องไปพบเขาด้วย รอให้เรื่องซา ข้าจะพาเจ้ากับอาเหยาไปเที่ยว”
ปันซูตื่นเต้นทันที “ไปเที่ยวเหรอ”
เว่ยอิงพยักหน้า “อื้ม”
“พี่เขยท่านต้องรักษาคำพูดนะ”
“ยังเป็นเด็กโง่อยู่อีก จ้องแต่จะเที่ยว” ปันซูหัวเราะ
ปันซูกลับจวน เพ่ยหวนก็บอกว่าคนเก็บของบนรถม้าพบป้ายจวนอ๋องจงซาน ปันซูรู้ว่าต้องเป็นฝีมือหลิวเอี้ยน
วันต่อมาปันซูไปพูดกับหลิวเอี้ยน
“ฮื่ม อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ ว่าใครอยู่เบื้องหลังนะองค์หญิงเป่ยเซียง เมื่อก่อนเจ้าโวยวายยังไงข้าก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ แต่ว่าครั้งนี้ เจ้าทำเกินไปแล้ว รังแกอาจารย์รู้มั้ยผลจะเป็นยังไง”
“เจ้าพูดเรื่องอะไรน่ะ แค่ป้ายชื่ออันเดียวจวนอ๋องจงซานมีตั้งเยอะ หายไปอันไม่เห็นจะแปลก มากล่าวหาว่าคนตีเจ้าเป็นคนของข้าได้ไง”
“ยังจะปากแข็งอีก เมื่อกี้ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยถ้าเจ้าไม่ได้เป็นคนทำ แล้วรู้ได้ไงว่าข้าถูกทำร้าย ข้ารู้ว่าเจ้าไม่พอใจข้ามาตลอดแต่ไม่พอใจก็ส่งคนมาทำร้ายเหรอเจ้าเคยคิดบ้างมั้ยถ้าข้าเป็นอะไรไปจะรับผิดชอบไหวรึเปล่า”
หลิวเอี้ยนแม้จะอึ้งแต่ไม่ยอมแพ้ “เจ้าถือว่ามีวรยุทธ แล้วจะรังแกเราได้รึไง คิดว่าเป็นอาจารย์มารังแกศิษย์เราแก้แค้นก็บอกหาว่าเราชั่ว”
ปันซูสวน “เหลวไหล ข้าไปรังแกเจ้าเมื่อไหร่ พูดซิว่าข้าเคยตีพวกเจ้ามั้ย เจ้าส่งคนมาฆ่าข้าถึงไม่ได้ลงดาบ แต่ก็อาจทำร้ายถึงตายได้เลย เห็นแก่ที่เจ้าอายุน้อย ไม่รู้ความ ครั้งนี้ข้าไม่เอาเรื่องเจ้าก็ได้ แต่ถ้าต่อไปสอนแล้วไม่จำ ก็อย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้าอ๋องจงซาน”
“ใครจ้างให้อาจารย์กระจอกอย่างเจ้าไว้หน้า อยากฟ้องก็ฟ้องไปเลย เจ้ามีไทเฮากับเชาต้ากูหนุนไม่ใช่เหรอ อย่างมากข้าก็ไปฟ้องเหมือนกัน บอกว่าเจ้าเอาป้ายมาจากไหนไม่รู้ใส่ร้ายจวนอ๋องจงซาน ข้าจะบอกให้ทำร้ายเชื้อพระวงศ์ มีโทษถึงประหารไม่ใช่เจ้าคนเดียวที่ต้องตายกันเก้าชั่วโคตรลุงของเจ้า พี่ชายเจ้ารวมเชาต้ากูของเจ้าด้วยต้องตายหมดเลย”
“เจ้า ฮึ้ยเฮอะ”
“เจ้าตีสิ เก่งจริงก็ตีสิมาถึงขั้นนี้ ข้าก็ขอพูดให้หมดเลย ปันซูข้าทนเจ้ามานานแล้ว ต่อให้เป็นปฏิปักษ์กับเจ้าดูสิจะทำอะไรข้าได้”
“ได้เลยไม่สั่งสอนเจ้าให้หลั่งน้ำตา เจ้ามาเรียกข้าว่าเชาปันซูฮึ”
ปันซูพาบันฑิตทุกคนออกไปสุสานหวงหลิงเพื่อกราบไหว้ฮองเฮาหมิงเต๋อ เพื่อเรียนโคลงกลอนด้วย ทุกคนดีใจที่จะได้ออกไปนอกวัง หลิวเอี้ยนไม่ค่อยอยากไปนัก แต่ก็ขัดทุกคนไม่ได้ และไม่ยอมเปลี่ยนรองเท้า
ขากลับก่อนถึงวังปันซูบอกให้ทุกคนแข่งกันกลับไปที่โรงเรียน ใครถึงจะมีรางวัลนกกระเรียนให้ ไทเฮาเห็นทุกคนสนุกสนานก็ตรัสกับหมิงกงจ่างว่า
“นานแล้วที่ในวังไม่ครึกครื้น ปันซูคนนี้ช่างแกล้งจริงๆ”
“เพราะไทเฮาพระเนตรหลักแหลมให้ปันซูกลับโรงเรียนฝ่ายในบรรยากาศที่นั้นจึงเปลี่ยนไปหมดวันก่อนหลานสาวหม่อมฉันยังพูดว่า...ต้องใส่เสื้อผ้าไม่แพงเพื่อเป็นการประหยัดส่วนเงินที่เหลือก็จะซื้อเสื้อหนาวให้ทหารทำศึกที่ชายแดนตอนนั้นหม่อมฉัน...ยังรู้สึกซาบซึ้งอยู่พักใหญ่” หมิงกงจ่างหัวเราะ
“หลานเจ้าพูดแบบนี้จริงเหรอ”
“หม่อมฉัน...มิกล้าพูดปดกับไทเฮา”
“ท่าทาง....ต้องให้นางอยู่แกล้งคนต่อแล้วสินะ”
หลิวเอี้ยนที่ไม่ยอมเปลี่ยนรองเท้า ทำให้เจ็บเท้ามากจนแทบเดินไม่ไหว อาฮุ่ยก็กลัวไม่ทันเพื่อนเลยทิ้งหลิวเอี้ยนไป หลิวเอี้ยนไม่พอใจมาก ค่อยๆ เดินจนเจอเว่ยอิง หลิวเอี้ยนหมดสติ
เว่ยอิงพาไปนั่งพักจนดีขึ้น หลิวเอี้ยนให้ร้ายปันซูว่ากลั่นแกล้งเธอ ปันซูรู้จากอาฮุ่ยว่าหลิวเอี้ยนเท้าเจ็บก็ย้อนกลับมาดู
“หลิวเอี้ยน เป็นยังไงบ้าง อาฮุ่ยบอกว่าเท้าเจ้าถลอกขอข้าดูสิ”
หลิวเอี้ยนสวน “ไม่ต้องมายุ่ง”
“เจ้าไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ข้าอุตส่าห์ใจดีมาดูเจ้า”
เว่ยอิงสวน “พอแล้ว เจ้าทำผิดขนาดนี้ ยังไม่รู้ตัวอีก มาสั่งสอนองค์หญิงได้ไง”
ปันซูอึ้งไป “พี่เขย”
“อย่าเรียกข้าพี่เขย เป็นอาจารย์โรงเรียนฝ่ายใน แต่ละเลยหน้าที่แบบนี้ มีบัณฑิตเดินรั้งท้ายตั้งนาน เจ้าไปอยู่ไหน มีจิตสำนึกมั้ย มีจรรยาบรรณรึเปล่า แม้องค์หญิงจะเป็นบัณฑิต แต่นางก็เป็นธิดาของอ๋องจงซาน เจ้าไม่สนใจใยดีนาง ทำให้ข้าละอายยิ่งนัก”
“เว่ยอิง หลายวันก่อนเจ้าพูดว่าจะไม่สั่งสอนข้า เจ้าไม่รักษาคำพูด”
“งานคืองาน ส่วนตัวคือส่วนตัว ข้าเป็นอาจารย์ที่นี่ ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะสั่งสอนผู้ช่วยอย่างเจ้าเหรอ รีบขอโทษองค์หญิงซะ คำนับ”
หลิวเอี้ยนหัวเราะ “มีแต่อาจารย์เว่ยที่รู้จักมารยาท”
“ข้าไม่ขอโทษเจ้าจะทำไมข้า”
“ไม่อยากทำก็ต้องทำคำนับเร็ว” เว่ยอิงต่อสู้
ปันซูจะสู้ เว่ยอิงจี้สะกดจุดจนปันซูขยับไม่ได้
“ขืนยังดื้อข้าจะบอกท่านป้าของเจ้า องค์หญิงเป่ยเซียงพอใจรึยัง”
หลิวเอี้ยนยิ้ม “อาจารย์คืนความเป็นธรรมให้ข้า ข้าขอบใจมากเพียงแต่ว่า...แม้นางจะคำนับแล้ว แต่ว่าในใจนางไม่เต็มใจ”
“ถ้าองค์หญิงยังไม่พอใจในนี้มีเงินอยู่” เว่ยอิงหยิบเงินถุงมาให้หลิวเอี้ยน “ถือเสียว่าเป็นค่ายาแล้วกัน”
“นั่นค่าจ้างของข้าทั้งเดือนนะเอ้ะๆ” ปันซูโวย
“ปันซู คิดไม่ถึงเจ้าก็มีวันที่น่าสมเพศ ข้าเห็นแก่อาจารย์เว่ย แล้วก็คราวนี้จะปล่อยเจ้าไป” หลิวเอี้ยนหัวเราะ
เว่ยอิงไปส่งหลิวเอี้ยนแล้วกลับมาคลายจุดให้ปันซู
“อย่าได้ถือสาเมื่อกี้ข้า...”
ปันซูผลักเว่ยอิงทันที “เว่ยอิง บิดมือข้า จี้จุดข้าเนี่ยเหรอหวังดี”
เว่ยอิงจะพูด “ข้า”
ปันซูโมโห “เอาความหวังดีให้คนอื่นเถอะ ข้าปันซูไม่มีวาสนารับจากเจ้า เฮอ”
เว่ยอิงจะอธิบายแต่ปันซูไม่สน ออกไปเลย
อาหลิงเห็นปันซูก็เข้ามาคุยด้วย พอรู้เรื่องก็ได้แต่ปลอบ ปันซูว่าจะต้องไปหาเงินไปจ่ายเพ่ยหวน อาหลิงขอไปด้วย
ปันซูพาอาหลิงปลอมตัวเป็นชายเข้าไปในบ่อนไก่ชน ปันซูช่วยให้ชายคนหนึ่งชนะพนัน เธอได้เงินมาบ้างก็จะกลับ ออกมาเจอเติ้ง เขาดีใจมาก ขณะที่ปันซูเซ็ง
ปันซูขอให้เขาเอาประกาศออก ไม่งั้นจะจับมัดอีก เติ้งพูดกล่อมเสมือนพี่ชายกับน้องสาว ปันซูยอมคุยด้วย แล้วก็ชวนคุยเรื่องไก่ชน ปันซูเห็นไก่เติ้งดูมีราศีดี จึงยอมเข้าไปช่วยเชียร์
ไก่ของเติ้งชนะ พอดีมีเจ้าหน้าที่มาตรวจ ทุกคนพากันวิ่งหนี เติ้งขอเข้าไปเอาไก่ก่อนแล้วนัดเจอกันตรงแยก
เติ้งพาปันซูกับอาหลิงไปที่หอนางโลม เขาพาไปพบกับอาเฉินเจ้าของไก่ชน ที่ตาบอดนั่งเล่นพิณอยู่ เติ้งว่านำไก่ไปชนให้เพื่อหาเงินมาเป็นค่ายา ปันซูจึงเข้าใจ จากนั้นเติ้งก็ให้อาเยวี่ยสาวประจำตัวเขาพาปันซูไปเปลี่ยนชุด
อาเยวี่ยว่า “เจ้าอย่าติข้าพูดมากล่ะ ท่านเติ้งเขาน่ะเป็นคนดีจริงๆ นอกจากยามปกติ พูดจากะล่อนไปหน่อย เจ้าชู้ไปบ้าง ด้านอื่นหาข้อบกพร่องอะไรไม่พบเลย ดูแต่ที่เขายอมรับคนอย่างพวกเราเป็นเพื่อน ความใจกว้างส่วนนี้มีผู้ชายสักกี่คนที่พบได้ เฮ่อๆ ตามที่ข้าดูเขาให้ความสำคัญน้องขนาดนี้ เจ้าก็อยู่กับเขาไม่ดีเหรอ พี่รับรองเจ้าจะไม่เสียเปรียบหรอก”
“พี่อาเยวี่ย ข้ารู้ว่าเจ้าจิตใจดี และรู้ว่าเติ้งจื้อเป็นผู้ชายที่ดี ทั้งใจกว้างทั้งไม่วางมาด แต่ว่าข้าจะไม่เป็น อนุของใครเด็ดขาด”
“เฮอข้าเดาได้ แต่ว่าทองพันตำลึงหาง่าย ชายมีน้ำใจหายาก บางครั้งพวกเราเป็นผู้หญิง ก็อย่าเรียกร้องมากเกินไป”
“ไม่ถูกต้อง เป็นคนน่ะอย่าเพราะความลำบากนิดหน่อย ที่อยู่ตรงหน้าก็ละทิ้งจุดยืนของตัวเองอย่างง่ายดาย ข้าคิดไว้ตั้งนานแล้ว วันหน้าจะแต่งงาน ข้าจะต้องหาคนที่มีใจรักข้าเพียงคนเดียว เหมือนกับพ่อข้าชั่วชีวิตนี้ในใจมีเพียงแม่ข้าคนเดียว เติ้งจื้อน่ะเป็นเพื่อนที่ดียังพอไหว แต่ว่าตำแหน่งใหญ่เกินไป มีมากแต่ไม่ใช่คู่พวกเราน่ะยอมให้กับผู้หญิงเก่งอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเถอะเฮ๋อะ”
อาเยวี่ยหัวเราะ “ใช่แล้วพูดขึ้นมาก็น่าขำ ช่วงก่อนนั้นเขามาที่ข้านี่ทุกวันดื่มเหล้า แก้กลุ้มพูดว่าตัวเองสมองมึนไปแล้ว ทำไมพอเห็นแม่นางโค่วร้องไห้ก็รับปากก่อนปีใหม่แต่งกับงาน ข้าดูแม่นางโค่วเป็นกุลสตรีอย่างนั้นเดาว่า ต่อไปเขาได้ลำบากแน่”
“เจ้าเป็นห่วงเขาแบบนี้หรือว่าไม่หึงเขาเหรอ”
“เฮ้อข้าเป็นคนแบบไหนมีคุณสมบัติอะไรไปหึงหวงเฮ้อ พูดไปอีกอย่าเห็นข้าปกติ เรียกเขาว่าท่านเติ้งที่จริงนอกจากเริ่มแรก ในวันเวลาที่เหลวไหลเหล่านั้น ก็ไม่ได้มีอะไรกับเขามากใจของเขานั้นที่จริงตลอดเวลา อยู่ที่แม่นางเยวี่ยจิ่นเฮอแต่น่าเสียดายเอ่อ ใช่แล้วหลายวันก่อนตอนที่เขามานอนที่นี่ ในฝันยังเรียก ชื่อของแม่นางเยวี่ยจิ่นเลย”
“จริงเหรอ เฮอ ถึงแม้เขามักพูดจาเหลวไหล แต่ว่าเขาก็น่าสงสาร”
จบตอน11



