
ยอดหญิงปันซู 10
หลันจือได้ท้าพนันกับปันซูถ้าตัวเองแพ้จะต้องออกจากโรงเรียนฝ่ายใน #คมชัดลึก #ข่าวบันเทิง #ซีรีส์
ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26
Ban Shu Legend Ep.10
เว่ยอิงอ่านจดหมายที่ปันซูส่งมาให้
“ขอบใจที่เมื่อคืนสอนวิธีให้ข้าวันนี้ ข้าได้รับชัยชนะแล้วได้ระบายอารมณ์อย่างสะใจ เนื้อตากแห้งอร่อยมั้ย นี่เป็นอัลมอนต์ที่ข้าเลี้ยงนักเรียนให้เจ้าชิมซะหน่อยอ้อ ใช่แล้วเพื่อนสนิทของเจ้าฮั่วเหิงถูกศิษย์พี่เหยาตีอีกแล้ว ทางที่ดีไปดูเขาหน่อยเถอะ”
เว่ยอิงยิ้ม “ตัวหนังสืออย่างนี้ ยังกล้าเขียนจดหมายอีกอาเซวียนศิษย์น้องของเจ้าคนนี้ช่างสะเปะสะปะเสียจริงๆ”
เว่ยอิงไปหาฮั่วเหิง เขาร้องเจ็บ เว่ยอิงว่าเขาไม่ใช่เหยาเจวียนไม่ต้องเสแสร้ง
“ใครเสแสร้งนางต่างหากลงมือโหดตีจนข้าฟันเกือบจะหลุด ยังดีที่คราวนี้ตีที่ท้องไม่เหมือนครั้งที่แล้ว ไม่อย่างนั้นพ่อข้าก็อย่างหวังจะได้อุ้มหลานเลย
“เจ้าก็อายุไม่น้อยแล้ว ทำไมยังไม่เป็นผู้ใหญ่เสียที”
“ใช่ๆๆ พระอาจารย์เว่ยพูดถูก แต่ว่าตราบใดที่ ข้ายังเห็นสาวงามในโลกนี้ไม่หมด ข้าก็จะไม่มีวันแต่งงาน เฮ้อ เจ้าหน่ะไม่เข้าใจข้าหรอก ที่เจ้ามองน่ะรักเดียวใจเดียว เรียกว่าลึกซึ้งแต่ที่ข้ามองน่ะ คนอย่างเหล่าเติ้ง เพื่อหาผู้หญิงที่มีหน้าตาเหมือนคนรักเก่า ค้นหาจนพลิกทั่วเมืองหลวงอย่างนั้นถึงจะเรียกว่าลึกซึ้ง”
“อย่ามั่วอยู่กับคนแบบนั้นเลย เขาไม่ใช่คนดีอะไรหรอก”
“เฮ้อ พอแล้ว พอแล้ว พอแล้วความแค้นของพวกเจ้าสองคนอย่าดึงข้าเข้าไปด้วย”
“พอแล้ว ไม่พูดถึงเขาแล้ว เหยาเจวียนเป็นผู้หญิงที่ดี เจ้าคิดจะเอายังไงกันแน่”
“นางน่ารัก ข้าก็แค่หยอกนางเล่น”
“ข้าไม่เชื่อว่า เจ้าไม่สนใจนาง”
“ใช่แล้วข้าสนใจนาง แต่ว่าสาวงามในโลกนี้ที่ไม่น่าสนใจมีไม่มาก”
“เฮอ คนที่ตอนเจ้าเป็นเด็กจะแต่งด้วย คือลูกสาวสกุลยินน่าสนใจที่สุด”
“ลูกสาวสกุลยินสกุลหยางอะไรกัน”
เหยาเจวียนเข้ามาชนกับทหาร ฮั่วเหิงเรียก “เหยาเจวียน”
“ไม่ได้บาดเจ็บใช่มั้ย แม่นางขอโทษจริงๆ” ทหารคนนั้นขอโทษ
“เหยาเจวียน เฮ้” ฮั่วเหิงกระโดด “เฮอะเฮ้ข้าเรียกเจ้าทำไมไม่ตอบล่ะชนถูกคนอื่นอีกแล้วละสิ มีลูกตาหรือเปล่า เอ่อร้องไห้อะไรกัน ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษเมื่อกี้เจ้า ยังตีหัวข้าใช่มั้ยล่ะ ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง แค่มากก็ซุบไก่สองชามให้ข้าบำรุงซะหน่อยก็ได้แล้ว”
เหยาเจวียนปาตะกร้า “งั้นก็บำรุงเจ้าให้ตายซะ”
ฮั่วเหิงร้อง “โอ๊ย โอ๊ะๆๆๆ เจ้าทุ่มใส่ขาข้าอีกแล้ว ฮ่ะๆๆๆ”
เว่ยอิงเยาะ “สมน้ำหน้า”
หลันจือสอนอยู่แต่เห็นอาซวงคอยปันซูสอนมากกว่านาง จึงดุแล้วให้ไปยืนข้างกำแพง และคืนนี้คัดลองหนังสือสามรอบ
อาซวงไปยืนร้องไห้ เพื่อนๆ มาช่วยกันปลอบ อาซวงบ่นว่าหลันจือ แล้วเห็นใจปันซู พร้อมชมว่าปันซูสอนสนุกกว่าหลันจือ เพื่อนคนหนึ่งเล่าว่าได้ยินพวกพี่ชายคุยว่าแม่ทัพเติ้งติหลันจือว่าไม่น่าสนใจเลย ถึงไม่ยอมแต่งงานด้วย ทุกคนพากันหัวเราะชอบใจ หลันจือได้ยินก็โกรธ แต่เก็บอารมณ์
หลันจือจะไปสั่งสอนพวกอาซวง ปันซูเข้ามาหาและเตือนว่า
“เฮ้ๆๆ ใจร้อนทำไมกันนักเรียนรวมอยู่ด้วยกันที่ไหนไม่มีพูดเหลวไหลเจ้าใจกว้างออกอย่างนี้จะไม่ถือสาใช่มั้ย”
“เกี่ยวอะไรกับเจ้า”
“เฮ้ๆๆ เอ่อ ไม่เกี่ยวกับข้าได้ยังไงอาจารย์โค่วมีเรื่องหนึ่งข้าคิดจะปรึกษากับเจ้าตั้งนานแล้วเจ้าดูสิเรื่องทดลองสอน ก็ได้ผ่านไปแล้วต่อไปพวกเรา ก็ไม่ต้อง ต่อล้อต่อเถียงกันอีกเลยอาข้าได้เขียนจดหมายมา สั่งสอนข้าแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นข้าได้ทำเกินไปหน่อยจริงๆ แต่ว่านางก็พูดถูก เจ้าไม่ต้องเก็บไว้ในใจจริงๆ ที่ว่าสกุลปันเก่งกว่าสกุลโค่วเป็นคนอื่นพูดนินทาทั้งนั้น”
หลันจือโกรธ “อะไรนะ เจ้าเอาเรื่องที่พวกเราท้าพนันกัน ไปบอกเฉาต้ากูแล้ว”
“ใช่แล้วทำไมหรือ”
“ดีมาก ดีมากผู้หญิงสกุลปันของพวกเจ้าทุกคนล้วนเสแสร้งเป็นคนดีปากพูดให้คนอื่น อย่าไปเก็บไว้ในใจ แต่ลับหลังกลับดูถูกตระกูลโค่วของเรา อย่าคิดว่าข้าฟังไม่ออกเจ้าพูดแฝงความหมาย”
ปันซูโกรธบ้าง “เสแสร้งอะไรกันเจ้าพูดจาดีหน่อยจะได้มั้ยอาข้าอุตส่าห์ใจดี ช่วยเจ้าพูดเจ้ากลับไม่รับน้ำใจ”
“ใครอยากได้น้ำใจของพวกเจ้า”
“โค่วหลันจือ เจ้าอย่าทำหน้าแบบนี้ เป็นเพราะเจ้าไล่ข้าออกไปไม่ได้ เจ้าในใจไม่มีความสุข กล้าได้ก็ต้องกล้าเสีย ที่ข้าสอนมีที่ไหนสู้เจ้าไม่ได้”
“เฮอะแค่ผักชีโรยหน้าของเจ้านั่นยังกล้าแข่งกับข้า”
“เมื่อกี้ข้าเหมือนจะได้ยินว่านักเรียนเรียนดีในห้องหนึ่งของเจ้า มีคนคิดจะย้ายมาอยู่ห้องสองของข้า ใครกันที่ผักชีโรยหน้าก็ยังว่าไม่แน่”
“ฮึดี ในเมื่อเจ้าคุยโอ้อวดแบบนี้ กล้าแข่งกับข้าอีกรอบหนึ่งมั้ยล่ะ พวกเราสอนเวลาเดียวกัน แต่ว่านักเรียนเลือกเองได้อิสระ ถึงตอนนั้นใครมีนักรียนเหลืออยู่มากคนนั้นก็ชนะ”
“ท้าพนันอีกหรือ ก็ได้พนันอะไร”
“พนันแผ่นป้ายเกียรติคุณเต็มบ้านของสกุลปัน ถ้าข้าชนะละก็ ข้าจะให้เจ้าอยู่ต่อหน้าข้าเอาลงมาด้วยมือของเจ้าอยู่หน้าบ้านสกุลปันมันเผาทิ้ง”
“ถ้าเจ้าแพ้ล่ะใช่หรือไม่ ครั้งนี้เจ้าต้องกลิ้งออกไปจากโรงเรียนฝ่ายใน อย่าทำเป็นใหญ่ไม่ยอมปล่อย ตำแหน่งปกครองอาจารย์หญิงไว้ในมือเจ้าล่ะ”
“พนันก็ได้”
“ดีพวกเราแข่งในวันพรุ่งนี้”
“ไม่มีปัญหา”
สาวใช้ปี้ยวี่ที่ฟังอยู่นานขัดขึ้น “แม่นางทั้งสองตามความเห็นตื้นเขินของข้า ถ้าสอนสิ่งที่ไม่เหมือนกัน เกรงว่าจะแบ่งสูงต่ำออกมาไม่ได้ หรือว่าจะสอนกลอนเหมาในบทที่หนึ่งกวานจวู เป็นยังไง”
ปันซูไม่พอใจ “นี่”
หลันจือรีบบอกต่อ “ทำไม เมื่อก่อนเจ้าเคยสะดุดเพราะกลอนเหมาคราวนี้ไม่กล้าแล้วสิ”
“กระตุ้นข้าอีกหรือวางใจเถอะคราวนี้ ข้าจะเล่นกับเจ้าแน่”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลันจือกล่าวกับบัณฑิตทุกคน
“ก่อนเข้าเรียนทุกคนสามารถเลือกได้ตามใจ ไปเรียนที่ห้องไหนหลังเข้าสอน ทุกคนก็สามารถเปลี่ยนตามแต่ที่ตัวเองชอบได้ จะไม่ฝืนให้อยู่ทุกคนฟังเข้าใจหรือยัง”
ทุกคนเอ่ย “ฟังเข้าใจแล้ว”
อาหลิงสงสัยเบาๆ ถามกับพี่สาว “เฮ้พี่เจ้าดูสิอาจารย์โค่ววันนี้ แต่งตัวดูเป็นทางการจังทำไมบนศีรษะของนาง มีหวีเล่มหนึ่งเสียบอยู่”
เหวินสี่ได้ยินก็ตอบว่า “นั่นเป็นหวีหยก เมื่อก่อนตอนที่อาจารย์หญิงเข้าวัง เสด็จแม่จะประทานหวีแบบนี้ให้เล่มหนึ่ง เพราะว่าอาจารย์หญิงของเราที่นี้ไม่ใช่ขุนนางในราชสำนัก หวีหยกเล่มนี้ก็ใช้แทนตราประทับ”
เหยาเจวียนเอ่ยกับทุกคน “ยังมีคำพูดอีกประโยคหนึ่งทุกคนต้องฟังให้เข้าใจ พวกเจ้าจะไปหรือจะอยู่ก็ได้ แต่ห้ามดึงคนเข้าพวก ไม่ได้บังคับหรือฝืนให้อยู่ ไม่อย่างนั้น ข้าจะไปรายงานไทเฮาให้พระองค์ตัดสิน ได้แล้วทุกคนกลับไปเถอะจะเข้าเรียนแล้ว”
ถึงเวลาสอนหลันจือก็สอนตามตำรา ขณะที่ปันซูนำนกกับผักมาสอนในเรื่องเดียวกัน และอธิบายแบบง่ายๆ ทุกคนชอบและตื่นเต้น บัณฑิตห้องหลันจือพากันมาเรียนกับปันซู ขณะที่หลันจือเหลือเพียงบัณฑิตคนสนิทเพียงคนเดียว และหลิวเอี้ยนเข้ามาปลอบว่าอย่าจริงจังไป จะคิดหาวิธีแก้ให้
หลันจือรู้สึกพ่ายแพ้อย่างมาก บอกให้ปี้ยวี่ไปตามปันซูแล้วสั่งนางว่าไม่ต้องเข้ามา ไม่อยากให้ใครเห็นความพ่ายแพ้
หลันจือแค้นใจจนระบายออกมาคนเดียวในห้อง
“ท่านปู่หลันจือทำให้สกุลโค่วขายหน้าแล้วเป็นเพราะหลันจือวู่วามเกินไปเขลาเกินไป” หลันจือร้องไห้ “แม้แต่ผู้หญิงนอกเผ่าที่ไร้ความสามารถคนหนึ่งก็สู้ไม่ได้ เฮ่อ ท่านปู่ขอโทษ” หลันจือโยนหวี
ปันซูรับไว้ “เฮ๋อะ ดีที่ข้ามือไว เจ้าเมาไปหรือเปล่า นี่เป็นของที่ไทเฮาประทานให้โยนทิ้งตามใจชอบได้ยังไง มาถือไว้เรื่องท้าพนันนั้นเสร็จก็แล้วไป ข้าไม่ใช่คนใจแคบสักหน่อย จะไล่เจ้าออกไปจริงๆ ได้ยังไงกัน เฮ้อ ข้าได้คิดดีแล้วท่านอาพูดได้ถูกต้อง พวกเราสองคนน่ะทุกวันอยู่เห็นหน้ากัน ถ้าไม่อยู่ด้วยกันดีดีจะได้ยังไงกัน พูดตามจริง ข้าน่ะอวดฉลาดมีนิดหน่อยแค่นี้เอง แต่ถ้าเอ่ยถึงความรู้ที่แท้จริงแม้แต่หนึ่งในสิบของเจ้าก็ยังไม่ถึงเลย เพราะฉะนั้น ต่อไปยังมีเรื่องมากมาย ยังต้องศึกษากับเจ้า เฮ้ ที่ข้าพูดเจ้าได้ยินมั้ยฮื่ม พวกเราสองคนพวกเราสองคนดีกัน ได้มั้ยล่ะ”
หลันจือยิ้ม “เฮอ ได้”
หลันจือจะคำนับ ปันซูตกใจ “เฮ้ๆๆ อย่าๆๆ เจ้าบ้าไปแล้วหรือทำอะไรหรือ”
“น้องปัน เรื่องเมื่อก่อนเป็นหลันจือทำเกินไป”
ปันซูยิ้ม “ฮืม”
“เทียบขึ้นมาแล้ว เจ้าจิตใจกว้างขวาง หลันจือขายหน้าเป็นอย่างมาก”
“โธ่เอ๊ย เจ้าเป็นอาจารย์ ข้าเป็นผู้ช่วย ข้าจะรับการขอโทษอย่างนี้ได้หรือ”
“เอ่อต่อไป ให้ข้าเรียกเจ้าว่าน้องปันเถอะ เจ้าก็เรียกข้าว่าพี่ ดีมั้ย”
ปันซูดีใจ “อืม”
“วางใจเถอะ ครั้งนี้ข้าไม่ได้เพราะต้องการเข้าใกล้เจ้า ที่จริงเป็นเพราะข้าจะต้องไปจากโรงเรียนฝ่ายในแล้ว หลายวันนี้จึงมีอารมณ์แปรปรวน วันนี้ได้เห็นน้องปัน เก่งกว่าคนรุ่นหลัง คิดว่าข้าก็จะได้วางใจได้เอางานของที่นี่ทั้งหมดมอบให้กับเจ้า”
“ที่ไหนกันความรู้ของข้าแค่นี้ จะรับภาระหนักเช่นนี้ได้ยังไง เอ่อศิษย์พี่เหยาเจวียน นางถึงจะใช่มีความสามารถจริง”
“เฮอน้องปันหวังให้เจ้าทุกวันที่สิบห้ากับสามสิบของเดือนมาสอนที่ห้องหนึ่ง”
ปันซูดีใจ “ถ้าอาจารย์โค่วยินดี ปันซูต้องทำตามแน่เอ่อ ใช่แล้วเรื่องแข่งขันวันนี้ ข้าจะคิดหาวิธี ให้มันผ่านไปอย่างมากก็พูดกับพวกเขาว่าพวกเราล้อเล่นกันนะ”
“น้องปันมีจิตใจกว้างขวาง ข้าเป็นพี่คนนี้รู้สึกละอายเป็นอย่างมาก”
“ฮืมได้แล้วข้าขอตัวก่อน”
พอปันซูออกไป ปี้ยวี่ก็เข้ามาถามว่าทำไมถึงดีกับปันซู
หลันจือว่า “ข้าเพียงแต่สยบนางเอาไว้ก่อน หรือเจ้าคิดว่าข้าถือเอานางเป็นพี่น้องกับข้าจริงๆ นางลบหลู่ข้าก่อน สร้างบุญคุณทีหลัง ในเมื่อปันซูจะเอาชื่อเสียงของข้าเพื่อทำให้ตัวเองมีน้ำใจกว้างเป็นแผนที่ดีจริงๆ ในเมื่อตอนนั้นหานซิ่นอดทนลบหลู่ลอดใต้กางเกงได้ข้าเสียคำพูด เพื่อยกยอจะนับเป็นอะไรไป ขอเพียงข้ายังอยู่โรงเรียนฝ่ายในก็มีโอกาสไล่นางออกไปได้ เจ้าไปเรียกหลิวเอี้ยนมา พูดว่าเมื่อกี้นี้ข้าถูกปันซูทำให้โมโหจนสลบไป”
พอหลิวเอี้ยนรู้ก็แค้นใจมาก รีบหาทางแก้แค้นแทน หลิวเอี้ยนจ้างขันทีไปจัดการปันซู
เหยาเจวียนเอาตำรามาให้ปันซูไปอ่าน ฮั่วเหิงเข้ามาเรียกเหยาเจวียนวิ่งหนีไปเลย
ฮั่วเหิงบ่น “วิ่งหนีทำไม เชอะเฮ้อเชอะรอเดี๋ยวเฮอเฮอเจ้านี่วิ่งได้เร็วกว่ากระต่ายเสียอีก”
“สมน้ำหน้าใครให้เจ้าทั้งวันเอาศิษย์พี่ของข้าหลอกเล่น” ปันซูว่า
“ใครหลอกนางเล่นข้าจริงใจต่อนางจริงๆ นะ”
“งั้นทำไมเจ้าทั้งวันหยอกนางว่านางหลอกนางยังพูดว่า หญิงสาวที่น่าสนใจในโลก มีมากมาย”
“เอ่อข้าแค่พูดไปอย่างนั้นนางก็เอาจริงเอาจังข้ายังพูดว่าเจ้าเป็นนางฟ้างั้นเจ้าก็เป็นนางฟ้าจุติลงมาหรือ นิสัยอย่างนางน่ะข้าไม่โกหกนางไม่หยอกนางไม่ว่านางยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ถึงจะเข้าใจ”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เองข้าเข้าใจแล้ว”
“เข้าใจก็รีบช่วยข้าอีกแรงหนึ่งซี วันหลังเจ้าจะได้ประโยชน์ไม่น้อยน้า”
“บ้านของศิษย์พี่อยู่ที่ข้างถนนใหญ่กู่เหมินหน้าบ้านมีต้นหลิวต้นหนึ่งรีบไปเถอะ”
“ใช้ได้ไปแล้ว”
ปันซูนั่งเกี้ยวมาตามทาง ก็ถูกชายชุดดำบุกมาทำร้าย ปันซูสู้ไม่ถอย แต่ตำราถูกฉีกขาด เธอเสียดายมาก ยิ่งทำให้แค้น สู้สุดฤทธิ์ แต่ก็สู้ชายหลายคนไม่ได้ ดีที่เว่ยอิงเข้ามาช่วย ชายชุดดำต้องล่าถอยไป
เว่ยอิงถาม “เจ้ามีเรื่องกันใครอีกหรือ”
“คราวนี้ข้าไม่มีจริงๆ นะข้านั่งอยู่ในเกี้ยวดีดีออกมาจากในวังพวกเขาหลายคนบุกเข้ามาก็ทำร้าย ขอบคุณพี่เขยที่ช่วยชีวิต”
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
ปันซูอึ้ง “ข้า”
“ให้ข้าดูบาดแผลเจ้าหน่อย นี่คืออะไร”
“อ้อนี่เป็นหนังสือที่ศิษย์พี่เหยาให้ข้า คราวนี้ที่มีหนังสือพวกนี้ ไม่อย่างนั้นข้าไม่มีอาวุธอยู่ในมือ คงจะพวกเขาตีตายไปแต่แรกแล้ว”
“เฮอนี่เป็นประวัติกงหยางที่เหยียนจวินผิงเหยียนฟูจื่อคัดกับมือ เป็นสมบัติล้ำค่าที่คนมากมายต้องการ ยังหาไม่ได้เจ้าทำเหยียบย่ำเช่นนี้ได้ยังไง”
“ขอโทษ ขอโทษข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะข้าไม่ได้ตั้งใจข้าเพียงใจร้อนชั่วขณะถึงได้เอามาเป็น”
“ทุกครั้งที่เจ้าทำผิด ก็จะพูดว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่ได้ตั้งใจ เจ้าไม่เบื่อ ข้าก็เบื่อแล้ว”
“แต่คราวนี้จะโทษข้าไม่ได้นะ พวกเขาจะฆ่าข้า ข้าไม่มีอาวุธอะไรเลย”
“คนพวกนั้นในมือถือแต่ไม้กระบอง แม้แต่มีดดาบก็ไม่มี มีตรงไหนที่คิดจะฆ่าเจ้าให้ตายกันล่ะ”
ปันซูเถียง “ไม้กระบองตีคนไม่ตายหรือไง เมื่อกี้เจ้าก็เห็นพวกเขาสี่คน ตีข้าคนเดียวเว่ยอิงเจ้ามีเหตุผลหน่อยได้มั้ย”
เว่ยอิงโมโห “ที่นี้มีของสิ่งไหนใช้สู้ศัตรูไม่ได้ พูดอีกทีเจ้าเติบโตที่ทุ่งหญ้าตั้งแต่เด็ก ทำไมไม่จับม้าขี่หนีไปล่ะเห็นชัดๆ เจ้าอยากเป็นวีรบุรุษถึงได้เอาหนังสือแพรพวกนี้เป็นอาวุธ ในโลกนี้ผู้มีความรู้คนไหนที่ไม่รักหนังสือดั่งชีวิต มีแต่เจ้าไม่คำนึงถึงหนังสือนี้เห็นของล่ำค่าเป็นต้นหญ้า”
ปันซูโมโห “เว่ยอิง พอแล้ว ข้าเรียกเจ้าพี่เขยคำหนึ่งเพราะเคารพเจ้า เจ้าอย่าคิดว่าเจ้ามีคุณสมบัติมาสั่งสอนข้า ข้ายอมรับเอาหนังสือแพรแทนอาวุธเป็นความผิดของข้า แต่ถ้าเกิดเรื่องอีกครั้งหนึ่ง ข้าก็ยังคงทำแบบนี้ ถ้าไม่มีหนังสือแพรนี้ มือของข้าก็ถูกตีหักไปแล้ว หนังสือของตาย คนมีชีวิตข้าขอบอกเจ้าเทียบกับชีวิตของข้าแล้ว ถึงแม้เป็นบทความที่ เง็กเซียนฮ่องเต้เขียนกับมือก็ไม่วิเศษวิโสอะไรทั้งนั้นเฮอะ” ปันซูขี่ม้าไปเลย
ปันซูนั่งดื่มเหล้าไป ร้องไห้โวยวายไป คนผ่านไปมาก็เรียกกันมอง จนเติ้งมาเจอ เติ้งดีใจมาก สั่งคนใช้เฝ้าประตูห้ามใครเข้า เติ้งเข้าไปห้ามไม่ให้ปันซูดื่ม
ปันซูยังมีอาการมึน “เฮอไม่ต้องให้เจ้ามายุ่ง เฮอ เฮอ อื๋อ เอ่อ ทำไมเป็นเจ้าอีก”
“ไม่ให้เจ้าดื่มเหล้า ไม่ใช่เพราะเจ้าดื่มไม่ได้ แต่เป็นเพราะเหล้านี่ไม่ดี ดื่มมากจะทำให้ปวดศีรษะเสี่ยวเอ้อ”
เติ้งสั่งเหล้าองุ่นอย่างดีมา เติ้งยิ้มกรุ้มกริ่ม
“ดื่มแต่เหล้านะไม่ดีต้องมีกับแกล้มดื่มด้วยสักหน่อยถึงจะดีไม่อย่างนั้นไม่กินให้อิ่มจะมีแรงร้องไห้ได้ยังไงจ๊ะ นี่กินสักหน่อย”
“เจ้านี่เป็นคนแปลกไม่น้อยเลยทำไม เจ้าไม่โกรธที่ คราวที่แล้วข้าจับเจ้ามัดเอาไว้”
เติ้งหัวเราะ “เฮ่อะๆๆๆๆ สาวงามกระชากวิญญาณแม่นางยอมมัดข้า เพราะสายตามีข้า”
เติ้งชวนปันซูดื่มเหล้าไปคุยไปอย่างมีความสุข
“ถ้าเจ้าชอบถ้าจะเอาเหล้าองุ่นทั้งไหให้เจ้าอาบน้ำก็ยังได้”
“เอามือออกไป อย่าคิดว่าข้าดื่มเมา แล้วก็จะแต๊ะอั๋งข้าได้ พวกเจ้าผู้ชายไม่มีคนดีสักคน เว่ยอิง แย่มากเจ้าก็แย่มากเหมือนกัน”
“เว่ยอิงไม่ใช่คนดีข้าเป็นคนดี เจ้าพูดมาเขารังแกเจ้ายังไงห๋า ข้าจะไปแก้แค้นให้เจ้า”
“คนเยอะแยะรังแกข้า เว่ยอิงรังแกข้า คนนั้นของเจ้าแม่ทัพไป๋ลูกน้องคนนั้นก็ใช่ ยังมีผู้หญิงคนนั้นอีก ต่อหน้าคนอื่นเป็นกุลสตรี เฮอ ลับหลังคอยหาเรื่องข้าไล่ให้ข้าไปหน้าเปลี่ยนได้เร็วกว่าท้องฟ้าซะอีก อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นางเรียกข้าว่าน้อง เป็นการหลอกข้า” ปันซูร้องไห้ “ฮื่มๆๆๆ”
“กุลสตรีน่ะล้วนไม่ใช่คนดี”
ปันซูร้องไห้ “เฮอๆ”
“อย่าเอ่ยพวกนางเลยพูดแต่เว่ยอิงเขารังแกเจ้ายังไงพูดมา”
“เขาเขาชอบดุ ว่าข้า รังเกียจข้าสกปรกทุกครั้ง คนอื่นรังแกข้า เขาก็ดุว่าข้าคนสารเลว”
เติ้งเหวอ “คนสารเลว”
ปันซูร้องไห้ เติ้งปลอบไม่ให้ร้อง “น้องอาซู ไม่ร้องไห้น้าเจ้าอย่าร้องไห้อีกแล้ว”
ปันซูแปลกใจ “หืมเจ้ารู้ชื่อข้าได้ยังไง”
“คราวนี้แล้วที่เล่นกับเจ้าน่ะเพื่อนเล่น เขาบอกข้าอาซูเจ้าฟังพี่ชายเจ้าพูดกับเจ้านะที่จริงพี่ชายกับเจ้าก็เป็นโรคเดียวกัน เห็นใจกัน ก็เพราะไทเฮาเป็นน้องสาวของข้า ไม่ว่าข้าอยู่ในราชสำนักขยันสักแค่ไหน เฮอะ ขุนนางพวกนั้นก็จะพูดว่านี่เป็นผลงาน เพราะผู้หญิงแค่เผลอนิดหน่อยก็จะชี้หน้าเจ้าดุว่า เจ้าเรียกเจ้าว่าขุนนางญาติทุจริต แต่ว่าก่อนที่น้องสาวข้าไม่ได้เข้าวัง ข้าเองไม่รู้ว่าได้สร้างผลงาน ด้านทหารมามากแค่ไหน ห๋า ทำศึกทีไรทุกครั้งแทบเอาชีวิตไม่รอด ข้าอยากไล่โจรกบฏออกไปนั่นเป็นความตั้งใจ ข้าก็อยากให้ชาวบ้านชายแดนอยู่ดีมีสุข เจ้าเกลียดเว่ยอิง ข้าก็เกลียดเหมือนกัน เป็นแม่ทัพทำศึกเหมือนกันเสแสร้งทำตัวสูงส่ง” เติ้งถอนหายใจ “เฮอเฮอเยวี่ยจิ่นเอ๋ยเฮอ ข้าขอโทษเจ้า เฮอข้าไม่ควรให้เจ้าอยู่คนเดียว ตายอย่างอนาถอยู่ในคุก เฮอเฮอเฮอเฮออาซู เจ้ารู้มั้ยเพราะอะไร ข้าพอได้เห็นหน้าเจ้าก็คิดจะรับเจ้าเข้าจวน เพราะว่ากิริยาของเจ้า คำพูดท่าท่างช่างเหมือนกับเยวี่ยจิ่นเหลือเกิน ข้าหาเจ้าตั้งนานเจ้าอยู่กับข้าเถอะข้าจะดีต่อเจ้าแน่นอน”
“เฮ๋อะที่แท้เจ้าเอาข้าเป็นตัวแทนนั่นเอง”
“ไม่ใช่เอ่อ ไม่ใช่เฮ้ คนแดนตะวันตกพี่สาวน้องสาวร่วมสามีเดียวกันไม่ใช่หรือ ใช่หรือเปล่าเจ้าแต่งเข้าบ้านข้า ข้าจะต้องดีต่อเข้าหมดหัวใจเลยดีมั้ยล่ะห๋า”
“ดีๆๆ มาพวกเราดื่มเหล้ากันก่อน”
“งั้นเจ้ารับปากข้า”
“ข้ารับปากข้ารับปาก”
“เจ้ารับปากข้า ข้าจึงจะดื่ม”
“ข้ารับปาก ข้ารับปาก”
“เฮ่อเจ้ารับปากแล้ว”
“เหล้าหมดแล้วเหล้าหมดแล้ว”
“เหล้าหมดแล้วเหล้าๆ เหล้าหมดแล้วข้าไปเอาเหล้ามา” เติ้งดีใจ “เฮอะๆๆ เฮ้อแต่งเมียแล้ว” ปันซูตีข้างหลัง “ใครตีข้า” เติ้งสลบไป
เว่ยอิงรู้จากสาวใช้ว่าปันซูยังไม่กลับจวน ก็ไปหาเหยาเจวียนเล่าให้เธอฟัง
“ศิษย์ๆๆ ศิษย์พี่เว่ยเจ้าดุว่าอาซูแบบนี้ได้ยังไงข้าๆๆ รู้นี่เป็นประวัติกงหยางที่ศิษย์พี่เหลือไว้ ดังนั้นเจ้าถึงได้โมโหอย่างนั้น แต่ว่าเทียบกับตำราเล่มนี้ ชีวิตของอาซูสำคัญกว่าใช่มั้ยล่ะ เฮอ ถ้าศิษย์พี่เซวียนยังมีชีวิตอยู่ก็คิดแบบนี้เหมือนกัน”
“เจ้าอย่าใจร้อน ครั้งนี้ข้าเป็นคนผิด เพราะข้าใจร้อนเกินไป ไม่ได้คิดแทนนาง”
“เฮอศิษย์พี่ เมื่อก่อนเพราะเห็นแก่หน้าของศิษย์พี่เซวียน ข้าไม่พูดมาก แต่ว่าครั้งนี้ข้าจำเป็นต้องพูดแล้ว เจ้าต่อว่าอาซูตลอดเวลาทำเกินไปไม่ ไม่ผิดอาซูตั้งแต่เด็ก จนเติบโตอยู่ที่ทุ่งหญ้านิสัยดุร้ายไปบ้างแต่ๆๆ ว่านางขยันตลอดเวลา รู้หรือเปล่านางได้มาที่โรงเรียนฝ่ายใน ก็ช่วยข้าอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้เป็นอาจารย์หญิงอีกครั้ง ทุกวันขยันอ่านจนถึงดึกดื่น เจ้ารู้มั้ยว่าโค่วหลันจือ แกล้งนางยังไงหลายครั้งหลายคราวต้องการไล่นางไปจากโรงเรียนฝ่ายใน แต่ว่านางไม่เคยโทษเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เจ้าล่ะหลายครั้งหลายคราทำให้นางร้องไห้”
เว่ยอิงถอนใจ “ข้าก็เพราะหวังให้นางรักดีหน่อย คู่ควรกับชื่อเสียงร้อยปีของตระกูลปัน”
“นางรักดีมากพออยู่แล้ว โดยเฉพาะ แม้นางไม่ถึงกับเข้าขั้นนาว นางก็ยังเป็นหลานสาวของอาจารย์ลูกสาวของปันติ้งหย่วน เฮอ ศิษย์พี่เว่ยข้ารู้ว่าเป็นเพราะเรื่องพี่เซวียน เจ้าจึงเคียดแค้นต่อคนนอกเผ่า ต่อพี่ใหญ่ปันหย่งมีเรื่องหมาดหมางในใจ แต่ข้าเชื่อว่าในใจเจ้า ก็เข้าใจเป็นอย่างดี พี่ใหญ่ปันตอนนั้นทำแบบนั้น เพราะไม่มีทางเลือกศิษย์พี่เซวียนเป็นญาติของเขาเหมือนกัน มีหรือที่เขาไม่คิดจะช่วย”
เว่ยอิงถอนหายใจ “เฮอ”
“เฮอศิษย์ๆ พี่เว่ยข้าขอให้เจ้าต่อไปต่ออาซูให้ยุติธรรมหน่อยได้มั้ย เฮอ อาซูถึงแม้ว่าโตที่ทุ่งหญ้าพูดภาษาหูได้ แต่ว่านางกับม่อเป่ยปู้ มีแต่ความแค้น แม่ของนางถูกม่อเป่ยปู้ฆ่าตาย”
“แม่ของอาซู”
“ฮูหยินปันเป็นองค์หญิงของซูเล่อ ฐานะสูงศักดิ์มาก”
“ข้าเคยได้ยินว่าหลี่อี้ถวายฎีกาฮ่องเต้องค์ก่อน บอกว่าปันติ้งหย่วนแต่งงานกับธิดาของซูเล่อ จากนั้นรักภรรยามีลูกชายตั้งรกรากที่ชายแดนไม่ห่วงประเทศ”
“เฮอ ถูกต้อง ธิดาคนนั้นก็คือแม่ของอาซู ปีนั้นนางรู้ว่าใต้เท้าปัน เพราะเรื่องแต่งงานนี้ถูกฟ้องร้องราชสำนักต้องการย้ายเขากลับลั่วหยาง เพื่อให้ใต้เท้าปัน สามารถปราบแดนตะวันตกได้เพื่อความสงบของสามสิบหกเมืองที่แดนตะวันตก นางจึงหนีไปอยู่ที่อื่นอย่างเงียบๆ คนเดียวต่อมาได้พบกับโจรกบฏม่อเป่ยปู้ได้รับบาดเจ็บหลังจากคลอดอาซูไม่นานก็จากโลกนี้ไป”
“เมื่อก่อนข้าเพียงแต่รู้ว่าปันติ้งหย่วนได้แต่งงานคิดไม่ถึง”
“พูดอย่างยุติธรรม แดนตะวันตกหลายสิบปีก่อน ความสงบรุ่งเรืองเป็นสกุลปันทั้งบ้านใช้ความสุขแลกมา ก็ใช่อาซูก่อเรื่องตลอดเวลา แต่ว่าศิษย์พี่เว่ยเจ้าไม่รู้สึกหรือใช้มาตรฐานของกุลสตรีจงหยวนคนหนึ่ง ไปเรียกร้องกับคนคนหนึ่งที่พ่อแม่ตายแล้ว พี่ชายเพียงคนเดียวก็อยู่ข้างนอกทำศึกอีกอย่าง เป็นผู้หญิงเติบโตอยู่ที่ทุ่งหญ้งเพียงลำพังนี่จะทำเกินไปหรือเปล่า”
“เพราะข้าใจแคบเกินไปไว้มีโอกาสข้าหานางพบจะขอโทษกับนาง” เหยาเจวียนได้แต่ถอนใจ
คนใช้เติ้งเข้ามาเห็นเติ้งถูกมัดก็รีบเรียก เติ้งได้สติเห็นสภาพตัวเองก็หัวเราะชอบใจ แล้วสั่งแก้มัด ก่อนอ่านข้อความที่ปันซูเขียนไว้ให้
“นกอินทรีย์เฒ่า ที่มีความใฝ่ฝัน ถึงแม้ถูกมัดที่เท้า ก็ต้องมีสักวันที่บินขึ้นไปได้ แต่ตั๊กแตนตัวผู้ชีกอ จะต้องถูกแม่ตั๊กแตนกินไป เห็นแก่ที่เจ้าคราวนี้ดื่มเหล้าเป็นเพื่อนข้า ข้าไม่ได้เขียนไว้บนใบหน้าของเจ้า”
คนใช้เติ้งไม่พอใจ ขณะที่เติ้งชอบใจ “นกอินทรีย์เฒ่าที่มีความใฝ่ฝันตั๊กแตนตัวผู้ชีกอ เฮ่อๆๆๆๆๆ”
ขณะที่ปันซูไปหาม่อตง ให้ช่วยสืบชายชุดดำที่มาทำร้ายเธอ ก่อนจะพบเติ้งวาดรูปปันซูติดไปทั่วเมือง หลันจือรู้จากปี้ยวี่ก็แค้นใจมาก
จบตอน10



