บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 8

ยอดหญิงปันซู 8

12 เม.ย. 2560

ปันซูได้รับโอกาสกลับเข้ามาสอนในฐานะอาจารย์ผู้ช่วย นางตั้งใจจะเสนอการสอนที่ทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ให้แก่ไทเฮาและตั้งใจจะสอนนักเรียนให้ดีที่สุด

ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26

Ban Shu Legend Ep.8

    ปันซูคิดถึงตอนที่กัดนิ้วของเว่ยอิง
    “ข้าต้องบ้าไปแล้วแน่เลยทำไมจู่ๆ ก็นึกถึงตอนกัดเขานะ” ปันซูถอนใจ “ใช่สมน้ำหน้าใครใช้ให้ใจแคบไม่ช่วยข้า จึ๊ แต่จะว่าไป เขาก็ไม่ต่างจากแม่ทัพเฒ่าลามก ทำไมข้าดูสับสนจัง เฮ้ย ช่างเถอะอย่าคิดมาก ดีที่ไม่เสียแรงเปล่าอาซิ่วต้องดีใจแน่ ที่ช่วยพี่สาวได้ เฮ้อ” ปันซูหัวเราะ 
    แม่ทัพไป๋มาเอาเรื่องเจียงชงต้ง พ่อของอาหลิง ดีที่เติ้งมาช่วยและสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งกับครอบครัวนี้อีก ทุกคนดีใจ อาหลิงยอมรับผิดที่สร้างเรื่องไว้ แต่เติ้งว่าถ้าบอกเรื่องปันซูจะไม่เอาความผิด อาหลิงว่าไม่รู้จักบ้าน แต่ถ้ารู้ข่าวจะบอก อาหลิงยังกล่าวชื่นชมเติ้งที่เป็นผู้นำทหาร ซึ่งเธอชื่นชอบเขาตั้งแต่เด็ก
    พอเติ้งกลับไปแล้ว เจียงชงต้งกับอาซิ่วให้อาหลิงเหล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
    อาซิ่วตกใจ “อะไรนะ ทำไมเจ้าถึงไปงานเลี้ยงตามลำพัง เฮ้ย เจ้ารู้ตัวมั้ยว่าอันตรายแค่ไหน ไปทำเรื่องเหลวไหลกับปันซู ไม่สิ ปันซูไปก่อความวุ่นวาย ลืมที่องค์หญิงเป่ยเซียงบอกแล้วเหรอปันซูเป็นพวกหลอกหลวง เฮ้ย เจ้ากับนางไปก่อเรื่องมา แล้วคนอื่นจะมองตระกูลเจียงยังไง”
    “ใครว่าอาจารย์ปันซูเป็นพวกหลอกหลวง ตอนเชาต้าเจียพาปันซูออกจากวัง พี่ก็เห็นนี่ อีกอย่าง ไทเฮาก็ไม่ได้ลดตำแหน่งของนาง ถ้าครั้งนี้ไม่ได้นางช่วยไว้ พี่จะยืนอยู่ตรงนี้เหรอ ท่านพี่ช่วยใจกว้างหน่อยสิ อาจารย์ปันซูลำบากมากนะกว่าช่วยพี่ได้ ทำไมพี่ถึงไม่ชอบนาง”
    “เจ้ายังเด็ก ไม่เข้าใจเรื่องในวังหรอก เฮ้ย เจ้าคิดดู เจ้าทำให้แม่ทัพไป๋เสียหน้า ตอนนี้เขาไม่ทำอะไร แต่ต่อไปล่ะ แม่ทัพไป๋มีอำนาจมาก เพียงแค่เขาออกคำสั่ง ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เฮ้ย เจ้า เจ้าทำอะไรไม่คิด ต่อให้เจ้าอยากช่วยข้า แต่เจ้าก็ควรคิดถึงพ่อบ้าง หากข้าต้องทำให้ตระกูลเดือดร้อน งั้นข้า ข้าตายไปคนเดียวซะยังดีกว่า”
    อาหลิงรีบห้าม “เอ้ะ ไม่ได้นะๆ เมื่อกี้แม่ทัพสัญญากับข้าแล้ว แม่ทัพไป๋นั้นไม่กล้ามายุ่งกับพี่แน่ ถ้างานนี้หากอาจารย์ปันซูไม่ช่วยเรา ต่อให้ ต่อให้ท่านพี่เก่งแค่ไหน แม่ทัพไป๋ก็ไม่ปล่อยพี่ไปหรอก”
    ใต้เท้าเจียงปรามอาซิ่ว “พอได้แล้ว พ่อว่าอาหลิงพูดถูก ซิ่วเอ๋อ เมื่อก่อนพ่อปกป้องเจ้าไม่ได้ แต่ว่าตอนนี้ฟ้าได้คุ้มครองส่งปันซูมา เจ้าน่ะพรุ่งนี้เอาของขวัญไปขอบคุณนางที่มีบุญคุณต่อบ้านเรา”
    “หา แต่ว่าท่านพ่อ อาจารย์ปันซูคนนั้น ข้าคิดว่านาง ”
    “เฮ้ย ซิ่วเอ๋อเจ้าไม่เข้าใจคนตระะกูลปันไม่เหมือนกับคนทั่วไป หากพูดถึงพ่อของปันซู ใต้เท้าปัน เมื่อก่อนตอนพ่อเป็นขุนนางอยู่หลานไท๋ เขาเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย ตอนนั้นเป็นคนแปลกไม่เหมือนใคร เขียนตำราไปได้ครึ่งเล่มก็ทิ้งพู่กัน อยากออกไปรบ ข้าว่าอาซู นางเหมือนพ่อมากเชียว”
    “จริงเหรอคะตอนใต้เท้าปันหนุ่มก็เป็นแบบนี้เหรอ” อาหลิงตื่นเต้น
    “ไม่ขนาดนี้ตอนนั้นน่ะพ่อกับใต้เท้าปันเล่นกัดจิ้งหรีด..กันบนกำแพงเมืองจีนตอนนั้นเจ้ายังเด็กพ่อมักจะไปแข่งกันให้รู้แพ้รู้ชนะไปเลย” เจียงชงต้งหัวเราะ อาหลิงหัวเราะ
    อาหลิงพาอาซิ่วมาขอบคุณปันซู พร้อมเล่าเรื่องเติ้งไปช่วยไว้อีกครั้งให้ฟัง ปันซูว่า
    “ขอเพียงไม่นำความลับไปบอกแม่ทัพเติ้ง ต่อไปมีเรื่อง ข้าจะคุ้มครองเจ้า โบราณกล่าวว่าเป็นอาจารย์เพียงแค่หนึ่งวัน ก็เป็นพ่อแม่ชั่วชีวิตถึงข้าเป็นผู้หญิงแต่ก็ช่วยได้ หืม”
    อาซิ่วปราม “อาจารย์ปันซู ข้าว่าต่อไปพูดระวังหน่อยดีกว่า ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนปากไว แต่ข้าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ต่อไปห้ามทำแบบนี้เด็ดขาด มันดูไม่เป็นกุลสตรีเลย”
    อาหลิงต่อ “จริงด้วย เอ้ะ อาจารย์ เมื่อไหร่ท่านจะกลับไปสอนเราล่ะ”
    “เรื่องนี้ ไทเฮายังไม่ได้บอกนะ ว่าจะให้กลับไปเมื่อไหร่”
    “แต่ว่า..ไทเฮาไม่ได้ห้ามท่านกลับไป งั้นแปลว่าอยากไปเวลาไหนก็ได้”
    ปันซูหัวเราะ “รอท่านป้าหายดีก่อนแล้วกัน ข้าค่อยกลับไป จริงสิ อาหลิง อาซิ่วข้าได้ยินเจ้าพูดว่า พ่อของเจ้าเคยอยู่ที่สภาบัณฑิตเหรอ เอ้ะ งั้นก็ต้องอยู่ที่สือฉวีเก๋อ มีคนรู้จักเยอะน่ะสิ”
    อาซิ่วว่า “อื้ม ท่านพ่อมีเพื่อนที่สนิทอยู่ น่าจะอยู่ที่สือซื่อ มีเซียหมิงกับอาหงคุมห้องตำราแต่ไม่รู้จักคนที่สือฉวีเก๋อ”
    “ดีเลยๆ นี่ รบกวนให้ใต้เท้าเจียงช่วยติดต่อเพื่อนให้หน่อยหาหนังสือ“บันทึกแดนตะวันตก” ที่ถูกย้ายไปที่สภาบัณฑิตให้ที คืองี้นะ หนังสือเล่มนั้นสำคัญกับข้า ศิษย์พี่เหยาช่วยหาอยู่แต่คนเดียว หนังสือเป็นตั้งคงหาไม่ไหว ตอนนี้ยังไม่คืบหน้าเลย”
    “ไม่เห็นจะยากเดี๋ยวไปบอกพ่อให้ พี่ไปเถอะ”
    สองพี่น้องชวนกันกลับ เพ่ยหวนถามปันซู
    “คุณหนูคะ ท่านอยากอ่านเล่นนั้นเหรอ นายหญิงส่งจดหมายให้คุณชายแล้วมั้ง อีกอย่างคุณชายเป็นคนดี ต้องช่วยน้องอย่างท่านแน่”
    “ข้ารู้แต่ว่า ข้าอยากหาหลักฐานหาความจริงพิสูจน์ว่าพ่ออยากตามหาข้ากลับมามั้ย พิสูจน์ให้เห็นว่า ข้าเป็นคนตระกรูปัน เพ่ยหวนเจ้าไม่รู้หรอก ว่าจงซูลำบากกว่าจะเจอข้า รอถึง10ขวบ ถึงค่อยบอกเรื่องนี้ ข้านึกว่า ข้าจะเป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่เสียแล้ว เฮ้อ คนที่อยู่แถวทุ่งหญ้าไม่มีแซ่ คนที่อยู่แถวนั้นรู้แค่ว่าข้าชื่ออาซู ตอนแรกที่รู้ว่า วีรบุรุษปันเชาเป็นพ่อ ก็ดีใจมาก ข้าน่ะเหรอจะมีญาติเหมือนกันอื่นแล้ว ข้ามีท่านปู่ท่านย่า ท่านลุง ท่านป้า มีญาติเก่งขนาดนั้น ญาติของข้าล้วนเป็นผู้กล้า แล้วข้า ก็เหมือนกับพวกเขา ใช้แซ่เดียวกัน ข้าดีใจจนน้ำตาไหลเลย  ข้ามีชื่อแล้ว มีแซ่แล้วไม่ต้องทนเหงาคนเดียว แต่ว่าคิดไม่ถึงเลย ว่าผู้นำฟู่เฟิง ไม่ยอมรับข้าบอกว่าข้าไม่ใช่คนในเผ่า..ไม่ใช่คนตระกูลปัน”
    เพ่ยหวนสงสาร “คุณหนู”
    สาวใช้นำจดหมายถือมาบอกว่าใต้เท้าฉาวนำมาให้ ปันซูอ่าน เพ่ยหวนถามว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นปันซูถอนใจ
    “ไม่มีอะไร ท่านป้ากำลังพัก อยู่ที่บ้านพี่ใหญ่ เฮ้อ เขานำทัพไปไวไป จดหมายที่ส่งเลยไม่ถึงมือเขา เมืองที่ไปรบไม่ยอมให้นำจดหมายส่งถึงเขา แค่รับปากจะเก็บไว้ส่งให้คนอื่น”
    “หา อย่าเพิ่งคิดมากเลย รออีกสัก 2-3 วันคุณชายต้องมีชัยกลับมาแน่” 
    “แต่ที่นั่นกว้างใหญ่ต้องรบ 2-3ปี ไม่รู่ว่าจะได้เจอพี่ใหญ่ตอนไหน เฮ้อ ช่างเถอะไม่ว่าพี่จะได้จดหมายเมื่อไหร่ ข้าต้องไปหาหนังสือในวังให้ได้” 
    “แต่ไทเฮาให้ท่านพักผ่อนนะ”
    “แต่ตอนนี้ข้าหายแล้ว ทำไมจะเข้าวังไม่ได้ เพ่ยหวนเตรียมชุดให้ข้าด้วย พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเฝ้าไทเฮา”
    “เจ้าค่ะ”

ยอดหญิงปันซู 8
    ปันซูไปพบหมิงกงจ่าง แต่หมิงกงจ่างว่าตอนนี้ไทเฮาหารือเรื่องการเมืองกับแม่ทัพเติ้งอยู่ ปันซูอึ้งไปนิดลืมว่าเติ้งเป็นพี่ชายของไทเฮา ขอตัวไปหลบรออีกทีหนึ่ง 
    สักครู่เติ้งเดินออกมากับหัวหน้าทหาร คุยกันเรื่องยังตามหาตัวปันซูไม่เจอ พอดีหลันจือเข้ามาทัก
    “หลันจือ” เติ้งหัวเราะ “ไม่ได้เจอนานเลย”
    “ท่านแม่ทัพ ไม่เจอกันนานเลย ไปออกรบมาหลายวัน ท่านไม่กลับวังเลยนะ”
    “ช่วงนี้ข้ายุ่งมากเลย ใช่มั้ย” เติ้งหันไปทางทหารให้ช่วย
    “ใช่ครับ ท่านยุ่งมาก”
    “ข้าไม่ถือหรอก ขอเพียงแค่ท่านงานยุ่ง..อย่างที่พูดกับลูกน้องข้าก็พอใจแล้ว”
    ปันซูที่แอบได้ยินหัวเราะเบาๆ แล้วฟังหลันจือต่อ
    “ได้ยินคนพูดว่าแม่ทัพเติ้ง ไปรบครานี้ลำบากน่าดู แม้แต่กระบี่ก็ยังพังหมด.. ไม่มีเวลาพักเหนื่อย ข้าคิดไปคิดมา จึงหยิบหยก 4 ฤดูของบรรพุรุษ พกติดตัวไว้ หวังว่าวันนึง หากเจอแม่ทัพเติ้งจะได้มอบให้ทันทีคิดไม่ถึงเลยวันนี้จะได้พบจริงๆ”
    “ข้าคงรับไว้ไม่ได้หรอก ข้าเป็นแม่ทัพจะให้ดูแลของที่มีค่าแบบนี้ได้ยังไง เจ้าเอาเก็บไว้เถอะ” เติ้งหัวเราะ
    “ข้าพูดไปตั้งเยอะ ท่านจะ ไม่รับมันไว้จริงเหรอ” 
    หัวหน้าทหารช่วยพูด “นั่นสิแม่ทัพเติ้ง เก็บไว้เถอะๆ ของดีนะ”
    เติ้งหัวเราะ “งั้น ข้าไม่เกรงใจละ ขอบคุณแม่นางโค่วฟู่”
    หลันจือเหวอ “แม่นางโค่วฟู่เหรอ”
    “อ้อ เอ่อ แม่นางโค่ว” เติ้งหัวเราะ
    “ท่านแม่ทัพ ไม่ใช่ หากท่านชอบ…ข้าก็ดีใจมาก จริงสิ ท่านพ่อฝากข้ามาบอกท่านว่า 2-3 วันนี้ หากท่านแม่ทัพว่าง ก็เข้าไปที่จวน พ่อได้ม้ามาใหม่อยากชวนท่านไปดูม้า” 
    “ถ้าว่างข้าจะไปให้อาหารมันนะ” เติ้มหัวเราะและถอนใจ
    “ความหมายของท่านคือ” 
    “ช่วงนี้มีเรื่องทหารเหนือกับเรื่องที่ค่ายเยอะจริงๆ แม่หยางคงซืออยากมาหาข้า ข้ายังไม่ว่างเลย ใช่มั้ย”
    “ใช่ขอรับ ยุ่งม๊ากมาก” ทหารช่วย
    “ข้าอาจพูดมากไป เรื่องค่ายสำคัญแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับเรื่องราชสำนัก เราใช้วัฒธรรมที่ดีปกครองบ้านเมือง ไม่ใช้คมดาบปกครอง ท่านอย่าได้ละเลย ถือว่าผิดร้ายแรง”
    “เฮ้อ ข้าก็พูดไปงั้นแหละ ไม่ได้มีความหมายอย่างนั้นซะหน่อย เฮ้อ”
    “ท่านแม่ทัพเติ้งเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ต่อให้ไม่ระวังคำพูดก็ควรคิดก่อนพูด” เติ้งฟังนิ่งๆ “แม่ทัพเติ้ง แม่ทัพเติ้ง ข้าพูดอยู่นะ ท่านได้ยินรึเปล่า”
    “อ้อ ได้ยินแล้วที่เจ้าพูดทั้งหมดถูกต้อง”
    “งั้นก็ดี ถ้าวันไหนท่านแม่ทัพว่างล่ะก็ ลองอ่านหนังสือเซียนเสียนดูสิ ในนั้นไม่เพียงมีเรื่องบำเพ็ญธรรม ยังมีวิธีปกครองบ้านเมือง” เติ้งหัวเราะ “ข้าไม่ใช่คนเก่ง แต่ก็มีความปรารถนาเล็กๆ ว่าข้าเป็นเจ้าหญิง ท่านเป็นแม่ทัพ แล้วอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ข้าตามท่านไปทุกที่ นำพาประเทศสงบสุข” 
    เติ้งหัวเราะ ปันซูที่แอบฟังอยู่ก็หัวเราะ พอดีหัวหน้าทหารเข้ามาเตือนเติ้งว่าต้องไปดูวิธีการฝึกแบบใหม่แล้ว เขารีบขอตัวจากหลันจือ
    “แม่นางโค่ว ความหวังดีของท่าน ข้าต้องขอบคุณ แต่เพื่อความสงบสุขชาวฮั่น ข้าขอตัวก่อน”
    หลันจือรู้ทันได้แต่เจ็บใจ “แม่ทัพเติ้ง .ใช้วิธีสกปรกแบบนี้หนีข้า แม่ทัพเติ้งเจ้าคิดว่าข้าโง่เหรอ”
    ปันซูออกมาหาหลันจือ “แม่ทัพเติ้งเป็นคนไม่ดี จะไปยุ่งกับเขาทำไม”
    หลันจืออึ้งไปนิด ไม่พอใจ “เจ้ามาอยู่นี่ได้ไง”
    “ข้าเห็นเจ้าบ่นถึงแม่ทัพเติ้งอยู่ ผู้ชายคนนี้ ทั้งเลวทั้งลามก อย่าไปยุ่งมันเสียเวลา”
    หลันจือสวน “เจ้าแอบฟังข้าหรอ”
    “ข้าไม่ได้แอบฟังเลยนะ ข้าอยู่ข้างหลังนั่นอยู่แล้ว พวกเจ้านั่นแหละเดินเข้ามาๆ จะให้ไปอยู่ไหน ให้ไปหาไทเฮาเหรอ” ปันซูหัวเราะ “อย่าโกรธนะๆ เมื่อก่อนพี่ข้าพูดว่า ใครก็ตามที่ตอนเป็นวัยรุ่นไม่เคยรักใคร คนนั้นไม่รักใครจริงไม่เสียหน้า ไม่เสียหน้านะ”
    “เจ้าแอบฟังลับๆ ล่อๆ อยู่ตรงนั้น หัวเราะเยาะข้าอยู่ล่ะสิ” 
    “ไม่ใช่ๆ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เฮ้ย ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เคยชอบข้าแต่ว่า ข้าไม่ได้ทำจริงๆ ข้าลูกสาวตระกูลปันนะ ตอนแรก ข้าไม่อยากจะออกมาเลย แต่เห็นเจ้าน่าสงสารมากถึงได้” 
    “น่าสงสารเหรอ ข้าขอให้สงสารเหรอ เรื่องข้ากับแม่ทัพเติ้ง เจ้าไม่ต้องมายุ่ง เจ้าทำลายความสัมพันธ์เพื่อน นินทาว่าที่ฮูหยินแม่ทัพเจ้าจะทำอะไรกันแน่”
    “เอ๊ะ ทำไมข้าพูดนิดหน่อยก็ต้องโกรธ ก็ข้าพูดเรื่องจริงนี่ ถ้าแม่ทัพเติ้งรักเจ้าจริง ทำไมต้องดูใจกันนานขนาดนี้ ไม่แต่งกับเจ้าซะที เที่ยวเตร่กับสาวไปทั่ว ข้าหวังดียังว่าข้าอีก” 
    หลันจือสวน “หุบปาก แม่ทัพเติ้งเป็นคนดี เขาไม่ใช่คนแบบนั้น”
    “ไม่เชื่อก็ตามใจ” 
    หมิงกงจ่างเข้ามาเตือน “นี่เป็นที่ส่วนพระองค์ของไทเฮาไม่อนุญาตให้เสียงดัง แม้แต่ไทเฮายังตกใจ”
    หลันจือรีบเปลี่ยน “ข้าผิดไปแล้วข้าไร้มารยาท”
    หมิงกงจ่างบอกปันซู “แม่นางปัน ไทเฮาอยากพบเจ้า”
    “ค่ะ” ปันซูหัวเราะ

ยอดหญิงปันซู 8

    ปันซูเข้าเฝ้าไทเฮา ทรงตรัสว่า
    “วันนั้นข้าเห็นแก่เจ้า..ก็เลยไว้หน้าเจ้า เลยให้กลับไปพักผ่อน แต่ไม่ได้จะไล่เจ้า แต่เจ้าก็นะไปพูดข้างนอกว่าข้าที่ผิดพูดเรื่องที่ไม่สมควรจะพูด ยังมีหน้ามาขอกลับมาสอนอีก”
    ปันซูน้อมรับผิด “หม่อนฉันผิดไปแล้ว”
    “ข้าว่าเจ้าอาจหาญเกินไปแล้ว” ไทเฮาถอนใจ “เจ้าลุกขึ้นได้แล้ว เจ้าลองว่ามาสิ ทำไมข้าต้องทำตามที่เจ้าขอ”
    “หม่อนฉันอยากกลับมา จะได้ทำตามที่ไทเฮาตรัส ตั้งใจเรียนให้เก่งเหมือนท่านป้า เป็นคนประณีตอ่อนน้อม แต่ทอดพระเนตรสิ ท่านป้าของหม่อนฉันป่วย ถ้าอยากเรียนหนังสือ…มีที่ไหนดีไปกว่าห้องเรียนล่ะดังนั้น หม่อนฉัน ถึงได้ กล้าขอกลับมาเรียน” 
    “ความหมายของเจ้าคือ มาคราวนี้ไม่อยากเป็นอาจารย์ แต่อยากเรียนหนังสือ”
    ปันซูหัวเราะ “หม่อนฉันรู้ดี ว่าถ้าอ่อนด้อยวิชา คงไม่มีหน้าไปเทียบใครได้”
    “แน่ใจเหรอ” ปันซูยิ้ม “ทำไมข้ากลับรู้สึกว่า เจ้ามีจุดประสงค์อื่นล่ะฮึ ช่วงนี้ข้าน่ะให้คนติดตามดูพฤติกรรมเจ้า ตั้งแต่ป้าเจ้าไม่สบาย เจ้าก็อ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน 3 วัน เวลาที่เหลือ..ก็ออกไปเที่ยวเตร่ไร้สาระไปวันๆ” 
    ปันซูอึ้งไป “เอ่อ”
    “เมื่อวานมีบัณฑิตเห็นเจ้าเที่ยว วันนี้อยู่ๆ ก็อยากเรียนคิดว่าข้าจะเชื่อเจ้าเหรอ”
    “คือๆๆๆ หม่อมฉันไม่ได้ไปเที่ยวนะ หม่อนฉันเพียงแค่เอ่อ”
    “ข้าตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมา เพื่อให้ชนชั้นสูงรู้จักผิดชอบชั่วดี รักษาคุณธรรม ที่นี่ไม่เหมาะกับคนที่มาจากถิ่นอื่น ดังนั้นข้าว่าเจ้าออกไปได้แล้ว”
    ปันซูสวน “ไทเฮาแบบนี้ไม่ยุติธรรมสิ พ่อหม่อนฉันปกป้องเมืองเพื่อฮั่น หม่อนฉันจะเรียนที่นี่ไม่ได้เหรอ ทรงไม่ยุติธรรมเลย” 
    หมิงกงจ่างสวน “สามหาวกล้าดียังไงทำตัวไร้มารยาท พวกเจ้า..พานางออกไป”
    ปันซูโต้สวน “หม่อนฉันพูดความจริง ไทเฮาเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนท่านป้าชมว่าซื่อสัตย์ยุติธรรมทำไมตอนนี้กลับไม่ใช่ล่ะ โรงเรียนที่ก่อตั้ง เด็กที่จบออกมาเป็นคนยังไง คุณธรรมพื้นฐานก็ยังไม่รู้ ยังมีหน้ามาบอกว่ามีคุณธรรม”
    หมิงกงจ่างตวาด “เจ้ายังไม่หุบปากอีกเหรอ”
    ปันซูหงอไป “ข้า”
    ขันทีจะจับตัวปันซู ไทเฮารับสั่ง “ถอยไป ไหนพูดให้ข้าฟังอีกรอบสิ”
    ปันซูทูลว่า “บัณฑิตที่นี่…มีแค่ห้องหนึ่งที่ออกไปเผชิญโลกภายนอกได้ ทำไมห้องอื่นถึงก่อเรื่องวุ่นวายล่ะ ไทเฮาก็น่าจะทรงทราบ ทรงเอาแต่สวยๆ ไปวันๆ …รักษาแต่ผลประโยชน์ตัวเอง แต่ลึกๆ แล้ว…ไม่คิดถึงใจบัณฑิตเลย ยิ่งห้องสองยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ตั้งใจเรียนสักนิด ยกตัวอย่างเช่นแม่นางโค่วที่ให้ดูแลห้องหนึ่ง ท่องคัมภีร์ กลอนเยอะก็จริง แต่ความรู้ไม่ช่วยอะไรได้เลย ทำไม่เป็นสักอย่าง หม่อมฉันเชื่อหรอกว่าจะวาดรูปแม่น้ำฮวงเหอ รึเลี้ยงตัวไหมทักทอผ้าได้ ไม่รู้ว่าทำไมต้องออกไปสู้รบศัตรูด้วย เรื่องนี้ยังไม่เข้าใจเลย ต่อให้เรียนคุณธรรมไป ก็สวยแต่รูปจูบไม่หอม”
    ไทเฮาสวนว่า “เจ้าพูดมามากมายไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองพ้นผิดเหรอ เจ้ายังอ่านจงยงไม่ได้ ฮึ มีสิทธิ์อะไรมาตำหนิวิธีสอนของข้า”
    “คนเรามีทั้งดีและไม่ดี ถ้าคนนั้นเป็นอาจารย์ของพระองค์ จะทรงโทษว่าไม่สอนขี่ม้ายิงธนูมั้ย ถึงหม่อมฉันจะอ่านหนังสือน้อย แต่ประสบการณ์ไม่เป็นรองใคร ข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงหลั่วหยาง..อย่างน้อยก็ 5 พันลี้ เทียบหนังสือ 4 พันเล่มเลยนะ ถึงแม้ว่าหม่อมฉัน อาจจะอ่านไม่คล่องแต่เชี่ยวชาญโลกภายนอก พระองค์ล่ะ ทำได้มั้ย”
    “ฮึ เจ้าจะบอกว่า ข้าเข้าใจเจ้าผิดใช่มั้ย”
    “หม่อมฉัน” ปันซูหัวเราะ “ไทเฮาเพคะ หม่อมฉันผิดเอง หม่อมฉันเป็นคนตรง อย่าถือสาเลยเพคะ ที่จริงไทเฮาก็เป็นลูกศิษย์ของท่านป้า จะว่าไปเราสองคนก็เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง เราเป็นพี่น้องกัน ที่น้องพูดไปแบบนั้น คงไม่โกรธกันนะ” ปันซูหัวเราะ
    ไทเฮาหัวเราะ “ที่เจ้าพูดก็ถูก เราก็เหมือนศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน แต่ต้องแยกแยะเรื่องงานเรื่องส่วนตัว ปันซู เจ้าอยากจะกลับมาเรียนต่อก็ได้ แต่ว่ามีข้อแม้ ข้าให้เวลาเจ้าพิสูจน์ 3 เดือน หากเจ้าไม่ขี้เกียจตั้งใจเรียน ไม่ก่อเรื่องเดือดร้อน ข้าก็จะอนุญาติ เจ้าทำได้มั้ย”
    ที่ห้องเรียน เหยาเจวียนสอนไป หลิวเอี้ยนก็เล่นกระต่ายกับอาฮุ่ยไม่สนใจฟัง แถมบ่นเหยาเจวียนว่าน่าเบื่อ เหยาเจวียนพยายามแข็งต่อว่าที่ไม่ให้เกียรติ
    หลิวเอี้ยนสวน “แล้วจะทำไมล่ะ จะว่าไปปันซูที่มาช่วยท่านก็ไม่อยู่แล้ว อีกอย่างนึงข้าก็รู้เรื่องท่านเอาชนะแม่ทัพฮั่วได้ ถ้าท่านรู้สึกว่าสอนข้าไม่ได้ ก็หาคนอื่นมาสอนแล้วกัน”
    ปันซูเข้ามา “พูดอะไรเสียงดังเชียว”
    ทุกคนงงและแปลกใจ มีเหยาเจวียนกับอาหลิงที่ดีใจ เหยาเจวียนคุยกับปันซูตามลำพัง
    “อะไรนะไทเฮาเรียกเจ้าไปอบรมเหรอ”
    ปันซูเล่า “ใช่ ข้าเนี่ยโกรธมาก เลยพูดระบายความในใจซะเลย ข้านึกว่าจะทรงกริ้วแล้ว แต่อยู่ดีๆ ก็คิดได้ขึ้นมาซะงั้น ให้ข้ากลับมาสอนได้”
    เหยาเจวียนหัวเราะ ปันซูเอ่ยต่อ “แต่ว่า..หยามข้าว่ามีความรู้เท่าหางอึ่งไม่สามารถเป็นอาจารย์ได้ก็ให้ช่วยสอนแค่นั้นพอ ช่วยเจ้าดูแลห้องสอง สอนประสบการณ์ชีวิต เช่นหนังสือเซียนไฮ้ก็พอแล้ว”
    “ได้ยังไง ไหนๆ ตอนนั้เจ้าก็ได้เข้าวังแล้ว เป็นอาจารย์ก็ดี เป็นผู้ช่วยก็ดี ถึงไงก็ได้เข้าวัง” 
    “ใช่ เข้ามาแล้วก็ต้องเรียนรู้ ว่าทำยังไง ถึงจะทำให้ห้องของเจ้าดีขึ้น ไม่ทำให้เจ้าขายหน้า”
    เว่ยอิงที่เข้ามาได้ยินสวนกลับว่า “ไม่ทำให้ห้องเจ้าเสียหน้าถึงจะถูก”
    ปันซูว่า “รู้แล้วๆๆ ไม่ทำให้ห้องข้าเสียหน้า อาจารย์เว่ย คำสอนของเจ้า ข้าจำได้ดี มาช่วยเราด้วยแล้วกัน เร็วๆๆ เชิญๆๆ หืม เดี๋ยวนะ วันนี้ข้าไม่ได้ไปหาเจ้าก่อนนะ แต่เจ้าวิ่งมาหาข้าเอง ศิษย์พี่ ไปกันเถอะ” ปันซูชวนเหยาเจวียนหนีไป 
    เหยาเจวียนหันมาบอกเว่ยอิง “ได้ๆๆ อ้อ พี่เว่ยอิง ที่จริงอาซูเป็นคนดีนะ ที่นางมาก็เพราะต้องการมาเรียน”
    ปันซูว่า “ใช่ที่ไหนเล่าข้าแค่คันไม้คันมือ รีบไปเถอะ”
    เว่ยอิงหันไปพูดกับต้นไม้ “อาเซวียนข้ามาหาเจ้าแล้ว น้องสาวของเจ้า ถึงจะบ้าๆ บอๆ แต่ว่านางฉลาดพอตัว มีนางมาสืบทอดงานของแม่บุญธรรมเจ้าวางใจได้”
    เป่ยเย้นไม่พอใจที่ปันซูได้กลับมาก็มายุให้หลันจือขัด แต่หลันจือว่า
    “ไม่มีประโยชน์ ในเมื่อไทเฮาทรงมีคำตอบแล้ว หากมาขอความเห็นจากข้า ก็ถามพอเป็นพิธี ไทเฮาให้ปันซูดูแลห้องสอง ก็ให้นางดูแลไปเถอะ เรื่องหาเรื่องคนน่ะ ข้าทำไม่เป็นหรอก แล้วก็ไม่อยากทำด้วย”
    “ก็จริงค่ะ ยังไงแม่นางปันก็ชอบหาเรื่องให้นางไปสอนซะ รับรองได้เลยว่าจะมีแต่เรื่อง ข้าไม่เชื่อหรอกว่า..นางจะช่วยสอนให้ดีขึ้นมาได้ สู้คุณหนูของข้าก็ไม่ได้ ท่านแค่พูด2-3ประโยค ไทเฮาก็อารมณ์ดี รับฟังมากมาย”
    “เฮ้อ ข้าแค่ทำหน้าที่ชดเชยแม่ทัพเติ้งในฐานะคู่หมั้นของพี่ชายก็เท่านั้นเอง”
    “คุณหนูไม่ต้องเสียใจ มา กินน้ำผึ้งเถอะต้องโทษปันซูคนเดียว ถ้าวันนี้ไม่มาแอบฟังคุณหนูคงไม่โมโหแบบนั้นพูดไปพูดมาต้องโทษนางแหละ”
    ที่จวน ปันซูคิดวิธีออกกฎกับบัณฑิตไม่ให้ทำผิด เพ่ยหวนมาเรียกกินข้าว ปันซูถามเพ่ยหวนว่า
    “เอ๊ะเพ่ยหวน จวนของเราไม่มีผู้หญิงตอนที่พ่อข้าอยู่ที่นี่ เขาดูแลในจวนยังไงเหรอ”
    “ดูแลในจวน ได้ยินท่านปู่พูดกับคุณชายว่า การดูแลงานบ้านกับดูแลทหารต่างกันมาก ถึงจะต้องลงโทษ แต่ว่าไม่ควรลงโทษหนักเกินไป ถ้าหากลงโทษหนักล่ะก็จะทำให้คนกลัว แล้วไม่อยากทำงานให้เรา ซึ๊ด สรุปคือ ควรใช้วิธีตบรางวัลแทน ใช่ๆ ประมาณนี้แหละ” 
    ปันซูเข้าใจ “อ้อ”
    “สงสัยต้องใช้การตบรางวัลซะแล้ว”
    เช้าวันใหม่ ปันซูไปบอกในห้องว่า
    “ก่อนหน้านี้ข้าอาจมุทะลุไปบ้างสำหรับเรื่องนี้ ไทเฮาตำหนิข้าไปแล้ว ทุกคนวางใจได้ นับจากนี้ไป ข้าจะดูแลพวกเจ้า..ประหนึ่งลมที่พัดโบกต้องหน้า คล้ายกับหน้าร้อนที่อบอุ่น”
    อาหลิงกระซิบถามพี่ “ท่านพี่ๆ นางพูดผิดรึเปล่าน่ะต้องเป็นลมหนาวเย็นถึงกระดูก หน้าร้อนก็ร้อนมาก”
    อาซิ่วตัดบท “ช่างเถอะน่า”
    ปันซูเอ่ยต่อ “คนโบราณกล่าวว่า ถ้าไม่มีกฏเกณฑ์ ก็ไม่มีความเป็นหนึ่ง ในเมื่อไทเฮาให้ข้ามาดูแลพวกเจ้า ข้าก็เลยคิดว่าต้องมีกฏเล็กๆ น้อยๆ ไม่เยอะหรอก แค่ 22 ข้อเองหวังว่าทุกคนจะรักษากฏ”
    เหยาเจวียนกับทุกคนพากันตกใจ “โห”
    ปันซูแทรก “ข้อแรกเข้าเรียนตรงตามเวลา ห้ามมาเรียนสายหรือออกก่อน ถ้าจะหยุดต้องได้รับอนุญาตจากข้า หรืออาจารย์เหยา ข้อสอง ตอนเรียนไม่อนุญาตให้ส่งเสียงดังและไม่ให้ทำอะไรนอกเหนือจากอ่านตำรา ข้อสาม ไม่ว่าจะถามคำถามรึจะตอบ ให้ยกมือก่อนแบบนี้นะ ขอนุญาตค่ะ เฮ้อ เอาล่ะ กฏทั้งหมด22ข้อนี้เดี๋ยวข้าจะติดไว้ทุกคนต้องรักษากฏนะ”
    “22ข้อเลยเหรอ เยอะกว่าอาจารย์หลิว9ข้อนั่นอีก”
    อาหลิงหัวเราะ “อาจารย์ปันซู ถ้ามีคนทำผิดฏทั้ง 22 ข้อ จะลงโทษยังไงคะ”
    หลิวเอี้ยนเถียง “นางเป็นแค่ผู้ช่วยไม่ได้เป็นอาจารย์ซะหน่อย”
    “ถูกต้องแต่ว่า เจ้าเรียกอาจารย์ก็ได้ วางใจเถอะ ต่อให้พวกเจ้าทำผิดถ้าไม่ร้ายแรงจริงๆ ข้าไม่ลงโทษเจ้าหรอกเพราะหลังจากวันนี้ไป ข้าจะแบ่งเจ้าเป็น 4 กลุ่ม แถวละกลุ่มทุกคนช่วยกันดู เริ่มจากวันนี้ทุกกลุ่มจะมีนกกระเรียน 50 ตัว ถ้าใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มทำผิดก็เอานก 1 ตัวจากกลุ่มที่ทำผิดไป ถ้าตั้งใจเรียนตอบคำถามถูก เจ้าก็ได้จะรางวัลจากข้า พอเดือน 7 พวกเราก็จะมานับคะแนน 3 คนในกลุ่มไหนได้คะแนนเยอะสุด จะได้รางวัลเป็นขนมอู๋จี้ 1 คำ ขนมซู1กล่อง ขนมที่ชื่อดังจากจี้เฉิง”
    หลายคนเริ่มสนใจ “ว้าว”
    “แถมยังมีสิทธิใส่หมวกสีแดง”
    “ว้าว”
    “ถ้ามีกลุ่มไหนชนะ 3 เดือนติดกัน อาจารย์เหยาจะเขียนหมายส่งให้ผู้ปกครองของเจ้า รวมไปถึงถวายให้ไทเฮาได้ทรงทราบ พวกเจ้าว่าดีมั้ยล่ะ” 
    หลิวเอี้ยนทำเสียง “เชอะ ขนมซูที่ท่านว่าน่ะแค่ 50 ตำลึงเอง”
    อาฮุ่ยว่า “แต่ว่านั่นเป็นขนมทีมีชื่อ ไม่ได้หาซื้อง่ายๆ นะ ขนาดพ่อข้ายังไม่ให้กินเล่นเลย”
    “พอได้แล้วทุกคนเงียบก่อน ต่อไปจะให้ตั้งใจชื่อกลุ่มของตัวเอง เขียนมาส่งข้า แต่ละกลุ่มต้องเลือกหัวหน้าขึ้นมา 1 คน เร็วๆ นะ กลุ่มที่เอาชื่อมาส่งก่อน ข้าจะให้รางวัลนกกระเรียน 1 ตัว”
    ทุกคนรีบแบ่งกลุ่มแล้วตั้งชื่ออย่างสนใจ เหยาเจวียนมองแล้วชื่นชม
    “โห แผนนี้ได้ผลมาก เก่ง เก่งมาก”
    “เก่งที่ไหนกันล่ะ นี่เขาเรียกว่าเป็นการปลุกระดม หืม” 
    หลันจือเห็นบัณฑิตพากันตั้งใจเรียนก็แปลกใจมาก ปันซูเจอหลันจือก็ทัก
    “อาจารย์โค่ว”
    “อาจารย์ปัน อ้อ ไม่ใช่ผู้ช่วยปัน สวัสดี”
    “เรื่องวันนั้นข้าขอโทษนะ ข้าไม่น่าปากไวแบบนั้นเลย”
    “เรื่องวันนั้นข้าลืมไปหมดแล้ว แต่ว่าวันนี้ผู้ช่วยสอนได้น่าอัศจรรย์ทำให้การเรียนห้องสองเปลี่ยนไป ข้าน่ะนับถือเจ้าจริงๆ”
    ปันซูหัวเราะ “ชมกันเกินไป ก็แค่กลอุบายเล็กๆ น้อยๆ”
    “เจ้าก็รู้เรื่องกลอุบายด้วยเหรอ ข้าขอเตือนห้องเจ้าไว้อย่างนึง เอาเวลาทำนกทำขนมให้เด็กในห้อง ไปอ่านหนังสือดีกว่า ประวัติศาสตร์ของเจ้าจะได้ไม่ให้ซ้ำรอย”
    “เรื่องนี้ แม่นางโค่วไม่ต้องเป็นห่วง สาเหตุที่ข้าทำแบบนี้ เพื่อทำตามราชโองการไทเฮา ใครใช้ให้เอาห้องนี้ไปให้คนอื่นดูแล แล้วเด็กในห้องนิสัยเสียกับหมด เฮ้ย ข้าก็ไม่รู้จะทำไงเหมือนกัน”
    หลันจือเจ็บใจสวน “เจ้า เจ้า”
    “อุ้ย ข้าพูดอะไรผิดรึเปล่า”
    หลันจือรีบปรับสีหน้า “เปล่าหรอก”
    ปันซูหัวเราะ หลันจือว่า “ข้าอยากจะเตือนเจ้าอีกเรื่องนึง เจ้าเจอข้าแล้วไม่ได้เคารพ เราเป็นอาจารย์เมื่อเจอหน้ากัน ก็ควรเคารพกันรึที่บ้านของเจ้าไม่”
    “งั้นก็ขอทำความเคารพแม่นางโค่ว”
    “ตามสบาย” หลันจือคิดในใจ “ฮึ พูดจาหลอกหลวงเสแสร้ง ปันซู ดูสิจะไปได้สักกี่น้ำ”
    “ข้าขอโทษเจ้าจากใจจริง แต่เจ้าไม่ยอมเลิกราอย่าคิดว่าข้าจะหลงกล คิดว่าข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ เหรอ เมื่อก่อนข้าฝึกทำความเคารพคำนับเก้าอี้ทุกวัน ฮึ”

จบตอน 8