
ยอดหญิงปันซู 6
ป้าของปันซูยืนยันว่าปันซูเป็นลูกหลานตระกูลเชา ไทเฮายกโทษให้และให้นางออกไปศึกษาวิชาเพิ่มเติม
ทุกวันจันทร์อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26
Ban Shu Legend Ep.6
ใต้เท้าอี้กับใต้เท้าจาง มาฟังปันซูสอนก็รู้ทันทีว่าเธอไม่มีความรู้ ทำให้ปันซูถูกจับได้ว่าไม่ใช่ลูกสาวเชากู้ หลันจือกับหลิวเอี้ยนสะใจมาก
ปันซูถูกไทเฮาสอบสวน ปันซูจึงรับความจริงแต่บอกว่าเป็นลูกของปันเชา ปันติ้งหยวน แต่ไทเฮาไม่เชื่อ สั่งขัง ปันซูถูกลงโทษตีเพื่อให้สารภาพ แต่ปันซูก็ยืนยันว่าเธอคือลูกของปันเชา
เว่ยอิงรู้เรื่องปันซูจากฮั่วเหิงก็แอบไปหาที่ห้องขัง ปันซูบาดเจ็บจากการถูกตี เงยหน้ามองเว่ยอิง
“โอ้ย เฮอ เจ้าเหรอ”
“หากเทียบศักดิ์ของข้าแล้ว...ข้าไม่อาจมานี่ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง แท้จริงแล้วเจ้าเป็นลูกสาวใคร”
“ข้าเป็นลูก...ของปันติ้งหยวน ผู้เฒ่าปันบอกข้าไม่ใช่ชาวฮั่น ไม่ให้ข้าร่วมวงศ์ษา...ไม่ให้มีชื่อในลำดับวงศ์ตระกูล ข้าจนหนทาง มีเพียงเข้าวังหาของมารับรองตน ข้าพูดความจริงนะ ป้าของข้าสามารถยืนยันได้”
“เจ้าเป็นน้องสาวของปันหย่ง เจ้าเป็นคนต่างถิ่น”
“เอ้ะ เว่ยอิงๆ อย่าเพิ่ง พี่เขย พี่เขยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นท่านอย่าทิ้งข้าไปนะ ข้าจะโดนโบยจนตาย พี่เขย”
เว่ยอิงสวน “ใต้เท้าเชาเฉิงเชา ส่งรายงานมาจากปักกิ่ง ว่าเชาต้ากู...จะกลับมาปักกิ่ง ถ้าที่เจ้าพูดเป็นเรื่องจริงก็ไม่ต้องกลัว เจ้ามีโอกาสน้อยนิด นางอาจจะช่วยได้”
“ท่านพูดว่า...ท่านป้ากลับมาแล้วเหรอ พี่เขยๆ ช่วยข้าด้วย พี่เขย” ปันซูร้องไห้
เว่ยอิงไม่สนใจคำร้องของปันซู ส่งเงินให้ทหารไปซื้อยาให้ปันซูด้วย
เวลาต่อมาปันซูก็ถูกนำตัวเข้าเฝ้าไทเฮาอีกครั้ง
ไทเฮาตรัสว่า “ท่านอาจารย์ แม่นางคนนี้ไม่ว่าจะทรมานยังไง ก็ยืนยันว่าเป็นลูกสาวของปันเชา ทำให้อ้ายเจียเวียนหัวมาก”
ต้าเจียลุกมาดูปันซูใกล้ๆ แล้วร้องไห้ “หา หา เจ้าคือซู... ซูเอ๋อใช่มั้ย ซูเอ๋อ ข้าเป็นป้าของเจ้า”
ปันซูร้องไห้ “ท่านป้าข้าขอโทษ ข้าทำให้ท่านเสียหน้า”
ต้าเจียร้องไห้ “องค์ไทเฮา ปันซูคือลูกสาวสกุลปันจริงเพคะ”
ไทเฮาว่า “งั้นลุกขึ้นเถอะ”
ต้าเจียกับปันซูคำนับ “ขอบพระทัยเพคะ”
“เจ้าเป็นลูกปันติ้งหยวน ทำไมต้องโกหกเรื่องพ่อเพื่อเข้าวังด้วย นี่ไม่ใช่จุดประสงค์หลักใช่มั้ย” ไทเฮาตรัสถาม
“หม่อมฉันเพียงแค่อยากเป็นอาจารย์เหมือนท่านป้า แต่ว่าพ่อเพิ่งเสียไป หม่อมฉันยังเสียใจ ก็เลยได้..”
ไทเฮาว่า “ยังไงเจ้าก็ทำผิดกฎ เวลาไว้ทุกข์ของเรา....คือ 36 วัน หากเจ้าพูดความจริง ยังไงซะ…ข้าก็คงไม่ใจดำห้ามเจ้าเข้าวังอีก”
“หม่อมฉันโง่เขลาแต่ว่า...คนอื่นบอกว่าต้องไว้ทุกข์ให้พ่อแม่....อย่างน้อย 3 เดือน”
ต้าเจียว่า “นั่นสำหรับคนทั่วไป แต่ที่เชาของเรา ไม่ว่าเสียใจมากรึน้อยก็ไว้ทุกข์นานสุด 36 วัน เฮ้อ กราบทูลไทเฮา นางเพิ่งเสียพ่อไปความรู้มีไม่มากนัก เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง เชิญไทเฮาเสด็จไปห้องเรียนเพื่อลงโทษสตรีนางนี้ ….ให้นางจดจำไว้เป็นบทเรียน...ไม่ให้ทำผิดอีกเป็นครั้งที่สอง”
“ท่านพูดถึงเพียงนี้ เมื่อเรื่องเป็นจริง ก็สามารถอภัยได้ อีกอย่าง...นางรับโทษไปไม่น้อยแล้ว แต่ว่า...เรื่องที่ปลอมตัวเข้ามาเป็นเรื่องจริง แค่ให้นางเรียนรู้ไว้ก็พอ ท่านอาจารย์....พานางไปพักผ่อนก่อนเถอะ รอสักวัน....ให้นางเป็นอาจารย์เหมือนท่าน สะสมวิชาความรู้ค่อยพานางเข้ามาเป็นอาจารย์ก็ยังไม่สาย”
“ขอบพระทัยไทเฮา”
“ยังมีอีกเรื่องนี้มีผลกระทบ หากให้ทางนู่นรู้เรื่องนี้ เกรงว่าจะมีการพูดว่า...ปันซูไม่ควรเป็นอาจารย์…กระทบระเบียบวินัย เราจะออกคำสั่งให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับ ดังนั้นสำหรับคนนอก...เจ้ายังเป็นบุตรสาวของปันกู้”
ปันซูกับต้าเจียยิ้มดีใจ
ต้าเจียพาปันซูเดินออกมา เหล่าบัณฑิตพากันมาแอบดู และเห็นปันซูขึ้นรถไปกับต้าเจียก็รู้ว่าปันซูไม่ได้หลอกลวง หลิวเอี้ยนก็ยังมองปันซูแบบไม่ดี
ปันซูเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ต้าเจียฟัง
“เพราะเหตุนี้ ข้าเลยต้องใช้ชื่อลูกสาวท่านลุงกู้เข้าวัง”
“เฮ้อ เจ้าอาจหาญเกินไปแล้วนะ ปลอมตัวเข้าวัง แจ้งสถานะเท็จ เจ้ารู้มั้ย ว่าเป็นการทำผิดกฎมหันต์นะ”
“ข้าร้อนใจนี่ ข้าอยากรีบหาของให้เจอ พ่อบอกว่า ตอนที่เขาเขียนหนังสือไว้ มีเรื่องของข้าอยู่ข้างในนั้นด้วย”
“ทำไมเจ้าไม่คิดล่ะว่าจะต้องมาปรึกษาข้าก่อนน่ะ ก่อนพ่อเจ้าจะจากไป ให้ข้าเขียนจดหมายฉบับนึง ว่าหาหลักฐานทางสายเลือดพบแล้ว”
“หา พ่อเคยเขียนหาท่านเหรอ แบบนี้เอง ท่านเห็นหน้าข้าก็รู้ทันที ขนาดชื่อของข้า...ก็จำได้ด้วย” ต้าเจียหัวเราะ “ท่านป้าท่านเป็นอาจารย์ของไทเฮา รับรองสถานะข้าได้ งั้น....ช่วยพูดกับท่านผู้นำ ให้ยอมรับข้าเข้าตระกูลได้มั้ย”
ต้าเจียถอนใจ ปันซูรีบบอก “ข้า ข้าไม่ได้ต้องการมรดก แค่ต้องการหลักฐานยืนยันว่า...ข้าเป็นลูกพ่อ”
ต้าเจียหัวเราะ “เห็นเจ้าจริงจังอย่างนี้เหมือนพ่อ แล้วก็พี่ชายของเจ้า ช่างเหมือนกันจริงๆ” ปันซูหัวเราะตาม “เฮ้อ ซูเอ๋อ ป้าเข้าใจเจ้าดีนะ แต่ว่าข้าเป็นเพียงน้องสะใภ้ แม้พูดว่าเคยสอนไทเฮามานานนม แต่ว่าที่เชาจงข้าไม่มีตำแหน่ง...ไม่มีอำนาจ แม้ว่าข้าอยากช่วยเจ้ามากแต่ท่านฟู่เฟิง..ก็ไม่สามารถตอบคนในแคว้นได้ทั้งหมดหรอก ฮึ เอาล่ะเจ้าอย่าเศร้าไปเลย ลุกขึ้นก่อน”
“ค่ะ”
“ความจริงแล้วจะบันทึกรึไม่บันทึกไม่ใช่เรื่องสำคัญ ปีนี้เจ้า 16 แล้ว อีก 2 ปี ย่าง 18 ก็ต้องแต่งงานถึงเวลานั้นเจ้าก็ชื่ออยู่ที่บ้านสามีแล้ว อีกอย่างเจ้าก็แซ่ปันเหมือนกัน ข้าจะเขียนจดหมายถึงพี่เจ้าว่าน้องมาปักกิ่งเอง เขาจะต้องดีใจอย่างแน่นอน”
ปันซูหัวเราะ “ขอบคุณท่านป้ามาก ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่า...การมีญาติ มันเป็นยังไง”
“เฮ้อ พ่อแม่เจ้าตกลงปลงใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตในค่ายทหาร คิดไม่ถึงว่าสวรรค์ จะให้เจ้าอายุ 16 ปี ยังให้เจ้าอยู่คนเดียว”
“ท่านป้า พ่อของข้าส่งจดหมายฉบับไหนให้ ท่านเก็บไว้รึเปล่า”
“เฮ้อ หลังจากที่ข้าอ่านจดหมายจบ ข้าก็ทำลายจดหมายของเขาทิ้งไป เพื่อไม่ให้เรื่องแพร่งพรายออกไป”
“ไม่มีอีกแล้วเหรอ เฮ้อ ท่านป้า ข้าอยากหาของให้เจอ เพื่อจะได้ยืนยันว่าข้าเป็นลูกพ่อ ไม่ใช่เป็นคนไร้สกุลแบบนี้” ปันซูร้องไห้
“เด็กน้อย มีป้าอยู่ยังไม่ยืนยันอีกเหรอ คิดดู ดวงตาของเจ้าเหมือนกับพ่อของเจ้ามาก เจ้าทั้งฉลาดทั้งซุกซน” ปันซูหัวเราะ “ความจริงแล้วเจ้าเหมือนพ่อของเจ้ามาก”
ปันซูหัวเราะ ต้าเจียกล่าวต่อ “ตั้งแต่เด็กเขาไม่ชอบอ่านหนังสือ อยากจับดาบมากกว่าพู่กัน ไปเป็นทหาร ไม่คิดว่าสุดท้ายก็เป็นจริงจนได้”
“ท่านป้า เล่าเรื่องของพ่อข้าให้ฟังอีกได้มั้ย”
“ได้สิ แต่ว่าป้าอยากฟังว่าตอนเจ้าสอนในห้องเรียนเจ้าพูดไร้สาระยังไง” ปันซูหัวเราะ
“อย่าบอกนะว่า เจ้าเรียนรู้กฎของวังหลวงไม่กี่วัน ก็เข้ามาในวังได้แล้ว และอยู่ในวังได้หลายวันโดยที่ไม่มีใครจับได้”
ปันซูหัวเราะ “ค่ะ”
“ทำไมมุทะลุแบบนี้ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย”
“จริงๆท่านป้า ข้าต้องแสดงเป็นแม่นางซูที่เข้มแข็ง” ต้าเจียหัวเราะ “แต่ว่าข้าตั้งใจแสดงมาก มีเพียงบางครั้งที่เหนื่อย ไม่ทันระวังตัวก็แสดงพิรุธออกมา แต่ว่า ก็แค่นิดหน่อยเท่านั้น”
ต้าเจียหัวเราะ “นิดหน่อยเหรอ”
ปันซูยิ้ม “อื้อ”
ต้าเจียพาปันซูมาที่บ้าน แล้วสั่งเพ่ยหวนคอยดูแล กำชับให้ศึกษาตำรา
“ช่วงนี้เจ้าอย่าเที่ยวไปซุกซนให้มากนัก หนังสือที่เพิ่งหาให้เจ้า..เจ้าต้องอ่านเยอะๆ จำคำตักเตือนของพ่อเจ้าให้ดี อย่าทำอะไรมุทะลุอย่างที่เคยทำมา ให้คนอื่นหัวเราะเยาะครอบครัวเรา”
“อื้อ เข้าใจแล้วค่ะ”
“ว่าง่ายแบบนี้สิ” ปันซูหัวเราะ “ส่วนเรื่อง...ของอาโค่วเจ้าไม่ต้องคิดมากแล้ว อาโค่วน่ะ ภายนอกนางดูดีมาก แต่ว่าจิตใจของนางช่างคับแคบ แต่นางก็ไม่ใช่คนโหดร้าย ไม่มีทางที่ไทเฮาจะเลือกนางมาดูแลสำนักบัณฑิต ข้าดูแล้ว…นางคงจะ…อยากให้คนไร้ความสามารถอย่างเจ้ามาอยู่ในวัง นางจะได้เป็นใหญ่ ในทางกลับกัน เจ้าอยู่ในวังเจอเรื่องมากมาย ถ้าหากว่าข้าเป็นเจ้า ข้าก็ไม่ชอบใจเช่นกัน”
“อื้อ รู้แล้วค่ะท่านป้า”
ต้าเจียหัวเราะ “เวลาไทเฮาอยู่ที่ตำหนัก...ไม่มีเหตุผลจะเรียกให้เจ้าเข้าวัง ทรงให้โอกาสเจ้าออกมาศึกษาข้างนอก ดังนั้นเจ้าต้องตั้งใจเรียน หมั่นท่องตำราเพื่อได้เป็นอาจารย์สมใจ อีกไม่กี่วันครอบครัวของข้าจะมา ข้าจะสอนเจ้า เชื่อว่าภายใช้1-2 ปีก็ไม่มีใครหัวเราะในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของเจ้าแล้ว”
ปันซูเขิน “ท่านป้าน่ะ”
ต้าเจียหัวเราะ “เอาล่ะ งั้นข้ากลับก่อนแล้ว ช่วงนี้เจ้าไม่สามารถไปไหนได้ต้องตั้งใจเรียน เพ่ยหวน ดูแลเจ้านายเจ้าแทนข้าด้วย”
“เจ้าค่ะ”
หลังจากนั้นปันซูก็นั่งอ่านแต่ตำรา มีเพ่ยหวนดูแล ขณะที่เหยาเจวียนก็นำซุปแพะไปให้ฮั่วเหิง แต่ฮั่วเหิงว่าอยากกินซุปไก่ ให้ทำมาใหม่วันพรุ่งนี้ เหยาเจวียนรู้สึกหัวใจเต้นแรงหลังจากเจอฮั่วเหิงทุกครั้ง
ลูกชายของต้าเจียมาหาปันซู บอกว่าต้าเจียป่วย และนอนไม่หลับจึงพาไปเขาเป่าซานแล้ว ปันซูอยากไปเยี่ยม แต่ลูกชายว่าอยากให้แม่ได้พักผ่อนก่อน
“ค่ะ ท่านพี่ ท่านบอกเพราะโชคชะตาใช่มั้ยที่ทำให้คนเราต้องโชคร้าย ข้าเพิ่งทราบว่าท่านพ่อจากไป อย่างไม่มีวันกลับตอนนี้ท่านป้าก็มาล้มป่วยอีก” ปันซูร้องไห้
เหยาเจวียนวิ่งเข้ามา “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์”
ลูกชายต้าเจียเตือน “ระวัง”
ปันซูถามว่ามีอะไร เหยาเจวียนว่าได้ยินว่าอาจารย์ต้าเจียมาก็เลยรีบมาหา
“เอาล่ะ น้องเหยาไม่ต้องร้อนใจไป ก่อนไปท่านแม่สั่งสอน นางไม่อยู่ปักกิ่งก็มีเจ้า ที่สอนอาซูได้ เจ้าจะต้องสอนด้วยใจไม่สามารถขี้เกียจได้” ลูกชายต้าเจียสั่ง
เหยาเจวียนคำนับ “เจ้าค่ะ ข้าน้อมรับคำสอนอาจารย์”
พอลูกชายต้าเจียไปแล้ว เหยาเจวียนก็ปรึกษาปันซูเรื่องที่คิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ ปันซูซักถามอาการอยู่นานจนรู้เรื่อง ปันซูหัวเราะ
เหยาเจวียนงง “เป็นๆๆๆ อะไร”
“ศิษย์พี่เชื่อข้าสิ มันไม่น่ากังวลหรอก พี่ก็ เพียงแค่เจอฮั่วเหิงบ่อยๆ อาการก็จะดีขึ้น ไม่ต้องส่งซุปไก่อะไรดีที่สุดไปเดินๆ วนๆ แล้วก็จะหายเร็วขึ้น”
เหยาเจวียนนำความนี้ไปบอกเล่าให้ฮั่วเหิงฟัง เขานิ่งๆ แลบอกเหยาเจวียนว่าให้ทำตามที่ปันซูแนะนำ โดยไปเที่ยวไหนกันดี แต่เหยาเจวียนขัดว่า
“ไม่ต้องหรอก นางบอกว่าอาการป่วยของข้าเป็นเพราะท่าน ปกติแล้ว ข้าเพิ่งดูท่านฝึกยิงธนู ทุกวันก็ดีแล้ว ดังนั้นต่อไป จากนี้...ข้าไม่มาได้มั้ย”
“แน่นอนว่าไม่ได้ ข้าสุขภาพไม่ดี ยังป่วยตอนทำงานเข้าใจมั้ย ฮื้อ โอ้ยๆๆๆ เท้าของข้าตอนนี้ก็ยังปวด”
เหยาเจวียนรีบช่วยฮั่วเหิงดูเท้าแล้วนวดให้ ฮั่วเหิงมองอย่างพอใจ
ปันซูท่องคำของตระกูลได้ก็บ่นกันเพ่ยหวนว่าอยากออกไปข้างนอกบ้าง โดยนำของกำนัลไปให้เว่ยอิง แต่พ่อบ้านออกมาบอกว่าเว่ยอิงไม่ยอมรับ พร้อมบอกว่าความจริงแล้วมองปันซูเป็นคนแปลกหน้า ทำให้ปันซูโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ ขอเพ่ยหวนไปเดินเล่นลำพัง เพ่ยหวนไม่ทันห้ามปันซูก็เดินไปแล้ว
ปันซูเดินไปก็เห็นคนมุงว่ามีคนจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ปันซูเข้าไปดูก็เห็นว่าเป็นอาซิ่ว จึงรีบกระโดดตามไปช่วยขึ้นมาได้ อาหลิงมาก็ขอบคุณปันซูที่ช่วยพี่สาวไว้ ปันซูว่าให้รีบพากลับบ้านดีกว่า
ที่ห้องอาซิ่วเอาแต่ร้องไห้ ปันซูคุยกับอาหลิง
“ที่แท้ก็นายพลไป๋อยู่ที่หน้าประตูวังเหรอ พ่อของเจ้าไม่ใช่ขุนนางชั้นสูงเหรอ แล้วเขาก็ยอมง่ายๆ งั้นเหรอ”
“พ่อของข้าเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย แต่ว่าเจ้าคนชั่วนั่น เขาเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ตอนแรกเขาก็บังคับพ่อข้า แม้ว่าท่านพ่อจะบิดพริ้วยังไง ก็ต้องให้ข้าไปเป็นฮูหยินน้อยให้ได้ ได้ยินมาว่าลูกสาวเขาโตกว่าข้าซะอีก แต่เจ้าคนเลวนั่นส่งของหมั้นมาก็คิดว่าจบเรื่อง”
“เลวมาก บ้ากาม ไม่แก่ตายแน่เฮ้อ”
“ท่านพ่อเลยไม่มีทางเลือกจึงส่งพวกข้าเข้าไปเรียน ก็เพื่อให้คนชั่วเห็นว่าเราจะดีชั่วยังไงก็เรียนอยู่กับชนชั้นสูง จะมากน้อยเขาก็ต้องอ่อนลงหน่อย เฮ้อ ครึ่งปีก่อนเขากับแม่ทัพเติ้งมาที่นี่ เราต่างโล่งใจ แต่วันนี้ ต่อหน้าคนมากมาย กลับทำเรื่องอย่างนั้นออกมาอย่างน่าเกลียด ยังพูดว่า... หลังจากเจ็ดวันเป็นวันดีจะแต่งงานกับพี่สาวของข้า น่าสงสารพี่ของข้า..ในใจมีพี่เฉิงแล้ว ท่านพี่ ข้าจะไปฆ่าเขาเดี๋ยวนี้ล่ะ”
ปันซูกับอาซิ่วร้องห้ามอาหลิง อาซิ่วว่าถ้าไปจะกัดลิ้นตัวเองตาย
“อาซิ่วพูดถูก คนชั่วนั่นเป็นทหาร เจ้าเป็นผู้หญิงแม้แต่ข้าก็ชนะเขาไม่ได้ ยังจะคิดไปฆ่าเขา”
“เรื่องนั้น มันไม่ใช่ประเด็นหรอก ยังไงก็ตาม ข้าจะไม่ยอมให้พี่แต่งงานกับเขา”
อาซิ่วก็ว่า “ข้าไม่แต่ง ยังไงข้าก็ไม่แต่ง ถ้าเขาบังคับ ข้าก็จะฆ่าตัวตัวตาย อาจารย์ปัน ท่านไม่น่าช่วยข้าเลย จะช้าเร็วก็ต้องตาย”
“ไร้สาระ เจ้าจะก็ตายได้ยังไง สมองทำด้วยถั่วเหรอ ครอบครัวของเจ้า แค่ฆ่าตัวตายก็จบรึไง ข้าพบมาเยอะ ร้ายว่าเจ้าพันเท่า แต่ละเรื่องแทบกระอักเลือด ข้ายังไม่ไปตายเลย เจ้าจะตายไปทำไม”
“งั้น ที่ท่านอาจารย์ว่า...เราควรทำยังไงดี”
“ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย พี่ของเจ้ามีพี่เฉิงแล้วไม่ใช่เหรอ งั้นเจ้าต้องรีบเปลี่ยนข้าวดิบให้เป็นข้าวสวย ข้าไม่เชื่อว่าคนเลวนั่น ยังกล้าบังคับแต่งงาน”
เอ้ะ จริงด้วย ท่านพี่ ตอนนี้พี่เฉิงทำงานอยู่ปิงโจว เราไปด้วยม้าเร็ว 3 วันก็ถึงแล้ว ถึงตอนนั้นก็แต่งงานกันเงียบๆ ไปอยู่ด้วยกันที่ไหนก็ได้ ฮึข้าก็ไม่เชื่อว่า...”
อาซิ่วตบหน้าน้องสาว “ท่านพี่”
“จำคำที่พ่อแม่สอนได้มั้ย ลูกผู้หญิงต้องทำตัวให้มีค่า จะแต่งงานต้องให้พ่อแม่ยินยอม ไม่ใช่ทำตัวไร้ค่าแบบนี้ หากข้าหนีตามผู้ชาย ก็ต้องอับอายขายหน้า วิธีแก้...ต้องไม่ใช้กลอุบาย รึทำร้ายใคร อาจารย์ปัน ข้านับถือท่านมาก แต่ตอนนี้ เชิญกลับไปก่อนเถอะ”
“พี่พูดอะไรอาจารย์ปันเพิ่งช่วยพี่นะ พูดแบบนี้ได้ยังไง”
พ่อของทั้งสองกลับมาพอดี ก็ได้แต่บ่นว่าตัวเองไร้ความสามารถ ปันซูจึงขอตัวกลับไป
จบตอน 6



