บันเทิง

กฤษนะทัวร์ยกล้อ / อาทิตย์ที่ 9เมษายน 2560

กฤษนะทัวร์ยกล้อ / อาทิตย์ที่ 9เมษายน 2560

08 เม.ย. 2560

คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง เพื่อความปลอดภัย

โดย กฤษนะ ละไล
     ใกล้ถึงเทศกาลสงกรานต์ ช่วงเวลาที่ท้องถนนในเมืองไทยมีอันตรายสูงสุดในรอบปี เพราะเกิดอุบัติเหตุทำให้ผู้คนบาดเจ็บพิการและล้มตายกันเป็นจำนวนมากทุกปี ผมจึงนั่งๆ นอนๆ (เพราะเดินไม่ได้) ทบทวนความทรงจำ 20 ปีแห่งความหลัง วันที่โหดร้ายจากอุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต ดังนี้ครับ
    1.ผมประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2540 เวลาประมาณ 09.30 น. ขณะกำลังเดินทางไปทำรายการข่าวสัมภาษณ์ ที่ จ.นครราชสีมา ทางช่องไอทีวีในสมัยนั้น (ปัจจุบันคือไทยพีบีเอส) มีทีมงานไปด้วยกันทั้งหมด 4 คน ชายล้วน คือ ผม (พิธีกร) ช่างภาพ โปรดิวเซอร์ และคนขับ
    2.รถยนต์ที่ใช้วันนั้น คือ รถปิกอัพแวน แบบ 4 ประตู จำยี่ห้อไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่า ที่นั่งด้านหลังคนขับไม่มีเข็มขัดนิรภัย หรืออาจมีแต่ไม่ได้คาด แต่ที่แน่ๆ ทีมงานอีก 2 คน ที่นั่งเบาะหลัง ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนตัวผม นั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับ คาดเข็มขัดนิรภัยอย่างดี
    3.ชีวิตคนข่าว มักนอนดึก ตื่นไม่เช้า แต่วันเกิดเหตุ ผมนอนดึก ตี 1 แต่ต้องตื่นเช้า ประมาณตี 5 เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปให้ทันเวลานัดหมายที่ จ.นครราชสีมา ในเวลา 10 น. เข้าใจว่าทีมงานทุกคนที่ไปด้วยกันในวันนั้นก็คงจะนอนดึกตื่นเช้าเช่นเดียวกัน
    4.หลังจากที่ผมและทีมงานแวะกินข้าวแกงมื้อเช้า และเข้าห้องน้ำที่ร้านอาหารปราสาททองโภชนา ริมถนนพหลโยธิน แถวๆ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พอกลับขึ้นรถมา ทุกคนก็หลับกันหมด ยกเว้นคนขับ
    5.จุดเกิดเหตุ อยู่บนถนนมิตรภาพ (แต่ไม่มิตรภาพสำหรับคนประมาท) เข้าเขต อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา น่าจะประมาณแถวๆ วัดโนนกุ่ม (วัดสรพงศ์) จำไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าหลังเกิดเหตุมีพลเมืองดีนำไปส่งที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุด คือ รพ.ขามสะแกแสง อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ก่อนจะย้ายไป รพ.มหาราช อ.เมือง ในอีก 3 ชั่วโมงต่อมา จากนั้นจึงย้ายคนบาดเจ็บเข้ากรุงเทพฯ ไปที่ รพ.พญาไท สนามเป้า ในช่วงค่ำวันเกิดเหตุ และไปผ่าตัดครั้งแรกที่ รพ.กรุงเทพ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ และผ่าตัดครั้งที่ 2 ที่ รพ.ศิริราช รวมเวลาที่ผมพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 5 แห่ง เป็นเวลา 6 เดือนเต็ม แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เนื่องจากกระดูกสันหลังถูกกระแทกอย่างแรงจากอุบัติเหตุจนกระดูกแตกไปกดทับเส้นประสาทขาดบางส่วน ทำให้เดินไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงทุกวันนี้
    6.สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิตผมในครั้งนั้น สันนิษฐานว่า รถทีมข่าวที่ผมนั่งมา วิ่งไปด้วยความเร็วสูง แล้วคนขับเกิดวูบ หรือไม่ก็หลับใน ก่อนจะพารถเสียหลักตกลงไปในแอ่งตื้นๆ ที่อยู่ระหว่างเลนรถสวนกันไปมา จากนั้นรถที่วิ่งมาเร็วเหมือนม้าพยศ เอาไม่อยู่ ก็วิ่งต่อไปในคูข้างทางนั้นสัก 20 เมตร ก่อนจะสะดุดหลุมอะไรสักอย่างทางด้านซ้ายของตัวรถฝั่งที่ผมนั่งพอดี ทำให้รถหยุดกะทันหันจึงเกิดแรงเหวี่ยงจากด้านหลังมาด้านหน้าที่ผมนั่งอยู่ ซึ่งตัวผมและคนขับแม้จะคาดเข็มขัดนิรภัย แต่คนที่นั่งเบาะหลังทั้ง 2 คนไม่มีเข็มขัดนิรภัยให้คาด พอรถเกิดอุบัติเหตุตกถนนลงข้างทาง จึงกระเด็นกระดอนมาอัดที่เก้าอี้นั่งด้านหน้าอย่างแรง ทำให้พนักพิงหลังหักพับอัดไปด้านหน้าที่ผมนั่ง
    7.วินาทีชีวิตหลังเกิดอุบัติเหตุ ผมยังนึกแปลกใจว่าทำไมไม่เห็นมีเลือดออกสักหยดเลย สงสัยห้อยพระดี แต่ที่ไหนได้ การที่เลือดไม่ออก กลับไปหนักที่ภายใน คือ เส้นประสาทช่วงหลังที่ถูกกระแทกอย่างแรงจากผลพวงของอุบัติเหตุที่ผู้โดยสารเบาะหลัง ไม่มีเข็มขัดนิรภัย หรือไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งถ้าทุกคนในรถคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ความรุนแรงของอุบัติเหตุในครั้งนั้นก็อาจไม่ถึงขั้นต้องบาดเจ็บพิการ หรืออาจไม่มีใครเป็นอะไรเลยก็เป็นไปได้ นึกแล้วก็ใจหาย
    8.จึงขอฝากเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ และเตือนภัยคนที่ใช้รถใช้ถนนทุกคนทุกคันว่า อย่าประมาทเด็ดขาด อย่ามองข้ามความปลอดภัย ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกคนทุกที่นั่ง ทุกครั้งที่เดินทาง อย่าขับเร็ว ให้ยึดหลัก ไปถึงช้าหน่อย ก็ยังดีกว่าไปไม่ถึงเลย เหมือนอย่างที่ผมเคยโดนมาแล้ว ยังดีที่ไม่ตาย แต่ก็บาดเจ็บบอบช้ำมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ถ้าร่างกายยังไม่พร้อม หรืออ่อนเพลีย ก็อย่าฝืนไปขับรถ ช่วยกันตรวจรถ และตรวจคนให้พร้อมก่อนจะออกเดินทาง  และถ้าดื่มของมึนเมาก็อย่าขับรถเด็ดขาด เพราะทุกชีวิตมีไว้ให้รักษา และพัฒนา ไม่ใช่ให้ทำลาย
ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัย มีวินัย มีน้ำใจในการขับขี่ และเดินทาง ตลอดช่วงเทศกาล และตลอดไปนะครับ
ด้วยรัก และความปรารถนาดี
    จาก นายกฤษนะ ละไล คนที่เคยประสบอุบัติเหตุโหดบนท้องถนนเมื่อ 20 ปีก่อน