บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 3

ยอดหญิงปันซู 3

05 เม.ย. 2560

“ปันซู” ได้รับแต่งตั้งจาก “ไทเฮา” ให้เป็นอาจารย์หญิงสอนที่โรงเรียนฝ่ายใน

ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 18.25น. ทางช่อง NOW26

Ban Shu Legend Ep.3

    หัวหน้าวังพาพวกบันซูเข้าวังหลวง ให้พวกนางรอก่อน จะเข้าไปทูลไทเฮา ระหว่างที่ทุกคนรอ ขันทีทำสุนัขหลุดวิ่งมาทางพวกปันซู ทุกคนตกใจหลบ แต่ปันซูสั่งให้สุนัขหยุด แล้วให้นั่งลง ขันทีกับขุนนางรีบขอโทษ ทุกคนชื่นชมปันซูที่ไม่กลัวสุนัข โดยมีอ๋องหนานเข้ามาหาปันซูแล้วปรบมือให้

ยอดหญิงปันซู 3
    ปันซูเห็นก็หัวเราะ“อ๋องอ๋องหนานหยางเฮ่อะ”
    “โอเป็นแม่สาวน้อยคนนี้จริงๆ ด้วยมาแสดงความสามารถที่นี้อีกละสิ”อ๋องหนานหัวเราะ
    ที่ท้องพระโรง หัวหน้าวังทูลไทเฮา
    “สุนัขดุพวกนั้นฮ่องเต้เป็นคนปล่อยออกมาเดิมทีคิดว่าอยู่ในสวนดอกไม้ดูว่าไล่จับกระต่ายยังไงคิดไม่ถึงสัตว์พวกนี้นิสัยป่าเถื่อนยังมีอยู่”
    “ฮ่องเต้ชอบเล่นทำให้พวกเจ้าตกใจยังดีที่แม่นางปันคุมสติอยู่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ”
    สาวทุกคนกล่าวพร้อมกัน “ขอบพระทัยไทเฮาเป็นห่วง”
    ปันซูทำช้าสุด “ขอบพระทัยไทเฮาเป็นห่วง”
    “จริงสิหัวหน้าวังการสอบใหม่ครั้งนี้ใครสอบได้ที่หนึ่งเหรอ”
    “ธิดาของแพทย์หลวงใต้เท้าเซี่ยเซี่ยเหวินจี”
    ไทเฮาพอใจ “เป็นท่านไหนเหรอยืนออกมาให้ข้าดูหน่อย”
    เซี่ยเหวินจีคำนับ “ถวายพระพรไทเฮา”
    ไทเฮาชื่นชม “สมเป็นตระกูลความรู้สูงส่งเจ้าก็คือปันซู”
    ปันซูคำนับ “อืมใช่เพคะ”
    “สมเป็นผู้สืบทอดสกุลปันครอบครัวของอาจารย์ข้านี้พูดได้ว่าเก่งกล้าทุกด้านเจ้ามีความรู้กล้าหาญ สยบสุนัขดุร้ายได้คุณธรรมนี้เทียบได้กับปีนั้นที่เฝิงเจาอี๋ช่วยฝ่าบาทหยวนตี้รอดพ้นจากหมี”
    “ขอบพระทัยไทเฮาที่ชม”
    อ๋องหนานทูลต่อ “เฮอะก็ไม่เท่าไหร่หรอกลูกสาวของปันกู้คนนี้เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถมากคิดถึงปีนั้น ตอนที่บิดาของนางยังมีชีวิตอยู่ข้ายังเคยเห็นนางครั้งหนึ่งคิดไม่ถึงชั่วพริบตานางกลายเป็นหญิงสาวเต็มตัวพูดจามีเหตุผลความรู้เต็มตัว”
    “ลูกชายทั้งสองของปันกู้คนหนึ่งรับตำแหน่งที่เซี่ยงจุ้นคนหนึ่งไปทำศึกแดนตะวันตกทำไมเจ้าเดินทางมาเมืองหลวงคนเดียวล่ะ”
    “เอ่อเดิมทีหม่อมฉันจะไปที่ฝูเฟิงร่วมงานศพของอารองระหว่างเดินทางผ่านมาเมืองหลวงพอดีได้รับจดหมายที่พี่ชายส่งให้ให้ข้ามาสมัครร่วมคัดเลือก”
    “ที่แท้เป็นเช่นนี้เฮอเสียดายหลายปีนี้อาจารย์ท่องเที่ยวอยู่ข้างนอกมิเช่นนั้นเจ้าอาจได้พบกับนางสักครั้งหนึ่ง”
    อ๋องหนานทูลอีกว่า “เอ่อไทเฮาเชาต้ากู้เวลานี้อยู่ที่ลั่วหยางช้ารึเร็วต้องกลับมาเอาอย่างนี้ดีมั้ยให้แม่สาวน้อยคนนี้อยู่ในวังก่อนรอนางกลับมาพบหน้ากันไม่แน่กลายเป็นเรื่องเล่าขานอาหลานร่วมเป็นอาจารย์ท่านว่ามั้ยล่ะ”
    ไทเฮาหัวเราะ“ฮื่มข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกันหัวหน้าวังสั่งเซี่ยเหวินจีกับปันซูสองคนเป็นอาจารย์หญิงโรงเรียนฝ่ายในเจ้าสองคนนับแต่นี้ต่อไปต้องเรียนแบบเชาต้ากู้ให้องค์หญิงสูงศักดิ์ทุกพระองค์ถ่ายทอดคุณธรรมสอนจริยธรรม”
    เซี่ยเหวินจีกับปันซูน้อมรับ “เพคะ”
    “เจ้าสองคนกลับไปเตรียมตัววันนี้ก็ไปที่โรงเรียนฝ่ายในได้แล้วทำตามที่โค่วหลันจือจัดการใช่แล้ว ปันซูบ้านเจ้าอยู่ที่ไหน”
    “เอ่อพ่อของหม่อมฉันไม่มีที่อยู่ในเมืองหลวงดังนั้นหม่อมฉันตอนนี้อยู่ที่โรงเตี๊ยมชั่วคราว”
    “แบบนี้ไม่เหมาะสมเอาอย่างนี้พี่ชายของเจ้าปันหย่งพอดีรับคำสั่งไปทำศึกที่แดนตะวันตกเจ้าไปอยู่ที่เขานั่นก็เหมาะสมดีเจ้ายังต้องย้ายที่อยู่รับตำแหน่งช้าอีกสักสองวัน”
    “ขอบพระทัยไทเฮา”
    ปันซูเดินอ่านราชโองการอย่างมีความสุข อ๋องหนานเดินเข้ามาหาปันซูขอบคุณที่ช่วยพูดให้เธอ
    “นี่ๆๆๆๆๆ พอแล้วกับข้าไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้หรอกห๋าเฮ่ๆๆ โอแม่สาวน้อยที่ยัดหัวเผือกใส่ปากข้าใส่เสื้อผ้าชาวฮั่นแล้วเฮ้ดูเรียบร้อยอ่อนโยนสง่างามเหมือนเป็นคนละคนเลยเชียวเฮ่อๆ เมื่อกี้อยู่ในตำหนักทำไมดูเจ้าคุ้นหน้าคุ้นตาจังที่แท้เจ้าเป็นลูกสาวบ้านสกุลปันเพราะฉะนั้นเจ้าจึงใจกล้าไม่กลัวใครถูกต้องมั้ย”
    “ที่จริงข้าเข้าวังเพราะว่า”
    “เฮ้หยุดพูดเจ้าเข้าวังเพราะอะไรข้าไม่อยากรู้เอ๊ะเจ้าวางแผนมากมายคิดจะเข้าวังเดี๋ยวก็บอกข้าว่าอยากเปิดหูเปิดตาเดี๋ยวก็บอกว่า อยากเป็นอาจารย์หญิงเจ้าจะต้องมีแผนอื่นอีกแน่”
    “เฮอข้า”
    อ๋องหนานหัวเราะ“แต่ว่าสังเกตเวลาที่ผ่านมาช่วงนี้ข้ารู้สึกว่าเจ้าเป็นเด็กสาวที่ไร้เดียงสาเพราะฉะนั้นก็เลยผลักเรือไปตามน้ำถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เจ้าช่วยชีวิตข้าเฮ้แม่สาวน้อยเจ้าว่าเจ้ามาจากบนทุ่งหญ้าคงไม่ใช่สายลับที่โจรกบฏส่งมาใช่มั้ย”
    “ไม่ใช่ๆๆ ข้าไม่ใช่สายลับอะไรจริงๆ ข้ากล้าสาบานต่อฟ้าข้าเป็นลูกสาวบ้านสกุลปันจริงๆ ข้าเข้าวังก็เพื่อต้องการหาของสิ่งหนึ่ง”
    “ปันซูพอแล้วพอแล้วน๊าไม่ใช่สายลัยก็ดีแล้วเฮ้เจ้าคิดหาวิธีเข้าวังเองคิดจะหาของอะไรเฮ้ถือโอกาสไทเฮาตอนนี้ยังใจดีรีบหาซะหาเจอแล้วก็รีบไถลลื่นแว๊บหนีไปโดยเร็วมิเช่นนั้นหากให้ไทเฮาทรงทราบนี่จะลงโทษเจ้าฐานหลอกลวงพระองค์”
    “แต่ว่าเมื่อกี้นี้ท่านก็ช่วยข้าพูดเหมือนกันท่านก็ไม่กลัวไทเฮาสอบถามท่าน”
    “เฮอะข้าข้าตาลายแล้วเอ่อพูดอีกทีเมื่อกี้ที่พูดในตำหนักเจ้าเป็นลูกสาวของปันกู้ไม่ได้พูดเจ้าในตอนนี้จะว่าไปอีกตำแหน่งอ๋องของข้าเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าอีกหลายวันก็ต้องกลับไปแล้วแม้ว่าไทเฮาคิดจะลงโทษฮึแส้ยาวก็ฟาดไม่ถึงหรอก”
    ปันซูหัวเราะ “ท่านนี่เจ้าเล่ห์จริงๆ เอ่อ”
    อ๋องหนานบอกเองต่อว่า “เขี้ยวลากดินใช่มั้ยบอกตามตรงตอนที่ข้าเป็นหนุ่มน่ะก็หล่อเหลางามสง่าเฮอะ ร้องรำทำเพลงข้ายังอ่อนโยนอีกด้วย” ปันซูหัวเราะ “เจ้าหัวเราะอะไรเหรอ”
    “หลิวม่อม่อบอกว่าอยู่ในวังต้องหัวเราะแบบนี้เฮ้อเสแสร้งจนเมื่อยแย่แล้วเสแสร้งมาทั้งวันแล้วอึดอัดจังเลยแต่ว่าท่านน่าขำจริงๆ มีผู้ชายที่ไหนพูดว่าตัวเองอ่อนโอนล่ะ”
    “อื๋มอื่มๆ เอ่อข้าข้าต้องกลับไป หุงข้าวให้สนมเฟยของข้าแล้วล่ะสนมเฟยรอข้าก่อนข้าจะทำซุบกระดูกให้เจ้า” อ๋องหนานวิ่งออกไป
    ปันซูร้องบอก “ขอบใจนะ”
    หลันจือคุยกับองค์หญิงเป่ยเซียง เป่ยเย้ก็เข้ามารายงานว่าปันซูได้รับคัดเลือก หลันจืออึ้งไป

ยอดหญิงปันซู 3
    ปันซูไปที่พักก็ขอให้ขันทีพาไปที่สภาบัณฑิต แต่ฝนตก ขันทีขอไปเอาร่มมาให้และกางให้ แต่ปันซูต้องใส่รองเท้าสูงเพื่อจะได้ไม่เลอะเทอะ แต่ปันซูเดินไม่ถนัดเลย เธอเดินบ่นไปตลอดทาง จนถึงที่ฝนก็หยุดพอดี ขันทีชี้ว่าสภาบัณฑิตอยู่อีกฝั่งซึ่งไกลมาก ปันซูสั่งให้ขันทีรีบพาไป แต่นางเกิดเหยียบพลาดหล่นลงจากศาลาที่พัก ตกลงไปด้านล่างที่สูงมาก 
    จังหวะนั้นเว่ยอิงเดินมาแล้วรับปันซูได้พอดี
    “ว้ายเฮ้อเฮอว้ายเฮ้อเห๋อเจ้าน่ะเอง”
    “ทำไมเป็นเจ้า” เว่ยอิงปล่อยปันซูลงพื้นทันที
    “โอ๊ยโอ๊ะเป็นเจ้าอีกแล้วเจ้าโยนข้าลงบนพื้นอีกแล้ว”
    ขุนนางที่ตามเว่ยอิงมาพากันแปลกใจ ที่กล้าเสียมารยาทกับเว่ยอิง
    เว่ยอิงเสียงดัง “ใครอธิบายได้ทำไมเอาผู้หญิงนอกเผ่าที่ต่ำต้อยเข้ามาไว้ในวัง”
    “ผู้หญิงนอกเผ่า” ขุนนางงง
    ปันซูโวย “สายตาอะไรกันแน่ใครว่าข้าเป็นคนนอกเผ่า”
    ขันทีวิ่งลงมา “ใต้เท้าปันๆเฮอใต้เท้าทุกท่านพวกท่านเข้าใจผิดแล้วท่านนี้คือ อาจารย์หญิงที่ไทเฮาเพิ่งแต่งตั้งใต้เท้าปันเป็นบุตรหลานของใต้เท้าปัน ปันกู้หลานสาวของเชาต้ากู้ไม่ใช่คนร้ายอะไรเมื่อกี้นี้นางไม่ได้ระวังตกลงมาจากข้างล่างดังนั้นจึงทำให้ทุกท่านตกใจใต้เท้าปันเป็นข้าน้อยสมควรตายท่านหกล้มบาดเจ็บที่ไหนรึเปล่า”
    ปันซูว่า “หกล้มแต่ไม่ได้บาดเจ็บแต่ถูกลาตัวหนึ่งเตะถูกทีหนึ่ง”
    เหล่าขุนนางพากันแปลกใจ “ห๋าทำไมพูดจาแบบนี้”
    เว่ยอิงนิ่งไปนิด “ลูกหลานของบ้านสกุลปันใต้เท้าทุกท่านข้ามีธุระขอตัวก่อนไป”
    เว่ยอิงลากปันซูไปคุยหลบหลังกำแพงด้านหนึ่ง
    “เฮ้เจ้าปล่อยข้าฮึฮึปล่อยข้านะปล่อยข้าเฮ้อะเฮ้อ”
    “เจ้าเป็นคนนอกเผ่าปลอมชื่อเข้าวังที่แท้มีจุดประสงค์อะไร”
    “เจ้าคนบ้าใครเป็นคนนอกเผ่าเฮอะ”
    “วันนั้น ข้าเห็นเจ้าใส่เสื้อชาวหูชัดๆ”
    “ข้าใสเสื้อชาวหู ก็เป็นคนที่นั่นเหรออ๋องเจ้าอู่หลิงยังใส่เสื้อชาวหูเลยปล่อยข้านะ” ปันซูไอ
    “ยังแก้ตัวอีกข้าคุ้นเคยดีกับคนที่บ้านเชาต้ากู้ตอนใต้เท้าปัน ปันกู้เสียชีวิตก็อายุหกสิบกว่าปีแล้วยังจะมีลูกสาวอีกคนได้ยังไง”
    “เออะ ข้าพ่อข้ามีข้าเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยตอนเด็กอ๋องหนานหยางก็เคยเห็นข้า ไม่อย่างนั้น ไทเฮาจะแต่งตั้งข้าเป็นอาจารย์หญิงได้ยังไงไสหัวไปเฮอถ้าอาของข้ารู้เจ้าทำกับข้าแบบนี้จะต้องเกลียดเจ้าแน่”
    “งั้นเหรอ ถ้านางรู้ว่าเจ้าอยู่ในวัง ไร้การอบรมแบบนี้ เกรงว่ายังต้องขอบใจข้าที่ช่วยนางสั่งสอนเจ้าในเมื่อเป็นอาจารย์หญิงโรงเรียนฝ่ายในก็ต้องเรียนแบบอาจารย์หญิงหลิวคนก่อนอ่อนโยนเมตตาเป็นแบบอย่างที่ดีขององค์หญิงสูงศักดิ์ถ้ายังเหมือนวันนี้อีกทำขายหน้าต่อทุกคนข้าว่าบ้านสกุลปันยังมีหน้าอะไรอีกจะได้ชื่อเป็นตระกูลผู้ดีฮื่ม” เว่ยอิงโมโหเดินไปเลย
    “คนถ่อยเจ้าคิดว่าเป็นใครกันแน่เจ้าอาศัยอะไรมาสอนข้า”
    ขันทีรีบบอก “ใต้เท้า ไม่ได้ใต้เท้าไม่ได้นะใต้เท้าเว่ยคนนี้เป็นอาจารย์เอกในวังของเราฮ่องเต้ทรงเห็นเขาแล้วยังต้องเรียกเขาว่าอาจารย์เลยนะท่านเพิ่งเข้ามาในวังอย่าเพิ่งไปมีเรื่องกับเขาจะดีกว่า”
    “เขาเป็นอาจารย์เอกโรงเรียนฝ่ายใน”
    “ใช่ใต้เท้าปันข้าดูท่านตอนนี้ท่าทางแบบนี้เกรงว่าจะไปสภาบัณฑิตไม่ได้แล้วเอาอย่างนี้ข้าน้อยไปหาเสื้อผ้ามาให้ท่านเปลี่ยนรอวันไหนที่ท่านรับตำแหน่งแล้วพวกเราค่อยไปก็ไม่สาย”
    “อืมก็ได้”
    เว่ยอิงสั่งให้ชังหยวนคนสนิทไปสืบเรื่องปันซู

ยอดหญิงปันซู 3
    ปันซูไปเจอบ้านสกุลปัน เธอดีใจรีบเคาะเรียกเพ่ยหวนสาวใช้ออกมารับ ปันซูแนะนำตัวว่าเป็นน้องสาวของแม่ทัพปันมารับราชโองการวันหลังก็พักอยู่ที่นี่แล้ว เพ่ยหวนจึงพาสำรวจบ้าน
    ปันซูได้เข้าในห้องที่เก็บดาบของท่านพ่อ เธอหยิบดาบมา
    “ท่านพ่อในที่สุดวันนี้ข้าได้เป็นอาจารย์หญิงเข้าอยู่บ้านสกุลปันแล้วเฮอท่านอยู่บนสวรรค์จะต้องคุ้มครองข้าให้อยู่ที่สภาบัณฑิตหาบันทึกตะวันตกเล่มนั้นเจอยอมรับญาติกับพี่ชายโดยเร็วเฮอรบกวนท่านกล่าวคำขอโทษกับลุงใหญ่ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ จึงได้อ้างเป็นลูกสาวของท่านที่จริงข้าอยากจะบอกคนอื่นบอกคนอื่นอย่างสง่าเปิดเผยข้าเป็นลูกสาวของท่านแต่ว่าตามกฎระเบียบชาวฮั่นข้าต้องไว้ทุกข์ให้ท่านจะเข้าวังไม่ได้ยิ่งไม่มีทางยอมรับสืบเชื้อสายอย่างถูกต้องเปิดเผย”
    หลันจือปรารภกับท่านพ่อ ใต้เท้าโค่วที่ทุกคนพากันชื่นชมปันซู ใต้เท้าโค่ว
    “เจ้าคิดมากไปแล้วหลิวเซวียนเป็นลูกบุญธรรมของปันเจาเป็นศิษย์เอกอีกด้วยราชสำนักแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงฝูหย่วนคนที่อยู่รอบข้างนางพูดแต่คำพูดที่ชื่นชมนั่นก็อยู่ในเหตุผลที่ถูกต้องพูดอีกทีเจ้าอายุยังน้อยทำไมต้องคิดเล็กคิดน้อยกับ คนที่ตายไปแล้ว”
    “ท่านพ่อสั่งสอนถูกต้อง”
    “เฮ่อตั้งแต่เล็กเจ้าอยู่กับปู่เจ้าจนเติบโตขึ้นมาเจ้าเป็นคนที่มี ผลงานที่สุดคนในสกุลโค่วของเราดังนั้นเจ้าต้องเข้าใจความหวังของพ่อกับปู่ที่มีต่อเจ้าไม่เพียงแค่เป็นปันเจาที่สอง ไทเฮาก็เห็นความสำคัญ ในชื่อเสียงของเจ้าถึงให้เจ้าหมั้นกับแม่ทัพใหญ่เติ้งขอเพียงเจ้า ทำตัวเป็นกุลสตรีต่อไป ตามที่ไทเฮาตอนนี้มีอำนาจกำอยู่ในมือวันหนึ่งเจ้ามีลูกนั่นเป็นของแท้แน่นอนได้เป็นฮองเฮาในอนาคต”
    “ลูกเข้าใจค่ะ”
    “ดังนั้นเจ้าต้องรักษาความเป็นกุลสตรีอย่าให้มีอะไรไม่พอใจกับอาจารย์หญิงปันพวกนั้นเกิดการทะเลาะให้คนนินทาทำให้คนอื่นมองเจ้าเป็นคนใจแคบเป็นผู้หญิงอิจฉาชอบเอาชนะ”
    “ค่ะ”
    “รู้ก็ดีแล้วเจ้า พักผ่อนเช้าหน่อยเถอะ”
    “ลูกน้อมส่งท่านพ่อ” ใต้เท้าโค่วออกไป
    หลันจือคิดเพียงลำพังว่า “ฮูหยินแม่ทัพใหญ่ท่านพ่อท่านลืมแล้วเหรอ ข้าหมั้นกับเขาผ่านไปตั้งปีกว่าแล้วแต่เขาถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยพูดถึงเมื่อไหร่มาขอข้าแต่งงาน”
    วันต่อมาปันซูเข้ามารายงานตัว ก็เจอเหวินจีวิ่งร้องไห้ออกไป บอกว่าโดนรังแกจะกลับบ้านแล้ว จิ่นซูวิ่งตามมาเรียกก็ไม่ยอมฟังอะไร จิ่นซูแนะนำตัวว่าเป็นผู้ดูแล แล้วพาปันซูไปพบหลันจือ ปันซูทัก
    “สวัสดี อาจารย์โค่ว”
    “อาจารย์เซี่ยอยู่ที่บ้านมีคนยกย่องจนเคยชินเพิ่งเข้าสอนได้วันเดียวก็รู้สึกว่าบัณฑิตดื้อรั้นมากร่างกายทนรับไม่ค่อยไหวข้าคิดว่าอาจารย์ปันคงไม่เป็นเช่นนี้” หลันจือว่า
    “เอ่อไม่เป็นไม่เป็นอาจารย์โค่ววางใจเถอะข้าร่างกายแข็งแรงมากวางใจเถอะ”
    “ข้าก็คิดเช่นนี้อาจารย์ปันตอนนั้นไทเฮาทรงตั้งโรงเรียนฝ่ายในด้วยพระองค์เองก็เพื่อให้ต้าฮั่นของพวกเราสอนหญิงที่สูงศักดิ์ให้มีความรู้เจ้ามาจากตระกูลปันมีชื่อสืบทอดความรู้ข้าคิดว่าจะต้องเรียบร้อยสำรวมเป็นอาจารย์ตัวอย่างจะไม่ก่อเรื่อง อย่างเมื่อวานก่อนอีกทำให้ไทเฮาต้องผิดหวังใช่รึไม่”
    “ใช่ๆๆ ข้าจะขยันไม่เกียจคร้านสอนคนเป็นคนดี”
    “ข้ารู้ว่าอาจารย์ปันจิตใจเข้มแข็ง ไม่เหมือนคนทั่วไปตอนสอบใหม่ครั้งที่แล้วข้าพูดผิดไปเกือบจะสูญเสียโอกาสเป็นอาจารย์ที่เดียวกันกับอาจารย์ปันสำนึกเสียใจไปพักหนึ่งอาจารย์ปันคงไม่จดจำไว้ในใจใช่มั้ย”
    “เอ่อไม่หรอกวันนั้นปันซูพูดจาไม่ทันคิดขอให้อาจารย์โค่วอย่าเก็บใส่ใจเอ่ออืม เออ”
    “เออรีบขึ้นมาเจ้ากับข้ามีศักดิ์เดียวกันข้าจะรับการคารวะเช่นนี้ได้ยังไงอาจารย์ปันกล้าพูดจาตรงมีบุคลิคคล้ายกับปันเจี๋ยหวีในตอนนั้น โรงเรียนฝ่ายในของเรามีทั้งหมดสามสิบกว่าคนแบ่งเป็นห้อง 2 ห้องบัณฑิตห้องสองจะร่าเริงกว่าหน่อยพอดีเหมาะกับนิสัยของอาจารย์ปันเอาอย่างนี้เจ้ากับอาจารย์เหยาดูแลห้องสองไปก่อนจิ่นซูรีบพาอาจารย์ปันไปพบอาจารย์เหยา”
    จิ่นซูพาปันซูไปพบอาจารย์เหยา นางสายตาสั้นมากเพราะอ่านหนังสือเยอะ และพูดติดอ่าง ปันซูเข้าไปทักทาย อาจารย์เหยาพาไปที่ห้องเรียน ระหว่างทางเตือนปันซูให้ระวังตัวให้ดี
    พอไปถึงห้อง ทุกคนก็เรียบร้อยดี ปันซูไม่เห็นอะไรผิดปกติ ทันใดนั้นมีคนหนึ่งบอกว่าเว่ยอิงมา ทุกคนกรูกันออกจากห้องไปแอบดูเว่ยอิงที่รดน้ำต้นไม้อยู่ แอบดูไปก็พูดถึงอย่างปลื้มเว่ยอิงกันอย่างมาก ปันซูตามมาดูแปลกใจมาก ยิ่งองค์หญิงหลิวเอี้ยน
    เว่ยอิงเสร็จแล้วจะเดินมาทางนี้ ทุกคนรีบหลบโดยวิ่งชนปันซูไป
    ปันซูที่ถูกผลักบ่น“หลงใหลอะไรกันแค่คนไม่เอาไหนคนหนึ่งมีอะไรน่าดูเชียวโอยเฮอ”
    เว่ยอิงได้ยินพอดี “เจ้าว่าใครไม่เอาไหน”
    “ใครพูดกับข้า ใครก็คือคนไม่เอาไหน”
    หลิวเอี้ยนมองอย่างไม่อยากเชื่อ “ห๋านางกล้าว่าพระอาจารย์เว่ย”
    เว่ยอิงพูดกับปันซู “ดูแล้วที่ข้าพูดกับเจ้าในวันนั้นเจ้าไม่ได้เก็บไว้ในใจเลยท่าทางถอดรองเท้าปาถุงเท้าเช่นนี้ดูเหมือนผู้หญิงอาชีพให้ความสนุกสนานในร้านขายเหล้า ไม่เหมือนเป็นอาจารย์หญิงที่อบรมสอนในโรงเรียนฝ่ายใน”
    “แล้วเจ้าล่ะเป็นพระอาจารย์ในวังแท้ๆ วิ่งมาที่โรงเรียนฝ่ายในทำอะไรบัณฑิตทั้งหมดเป็นผู้หญิงล้วนๆ ใต้เท้าเว่ยเจ้าบู๋นบู๊ครบถ้วนไม่เคยได้ยลเพลงจรรโลงใจสวนแตงอย่าเหยียบย่ำใต้ต้นหลี่ไม่ใส่หมวก รึว่าเจ้าจะเลียนแบบเติ้งถูจื่อใจคิดไม่ซื่อ”
    เหล่าบัณฑิตพากันตกใจที่ปันซูพูดแบบนี้กับเว่ยอิง
    “ลูกผู้ชายพูดช้ากระทำรวดเร็วเจ้าเป็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่ฟันคมปากจัดเช่นนี้ให้คนไม่อยากพูดด้วย”
    “โอถุงหนังสือหายแล้วเหรอแล้วเจ้าเคยเรียนรึเปล่าชู่เจ๋อเกลี้ยกล่อมเจ้าไทเฮารู้เรื่องซูฉินปราบหกเมืองรึเปล่าสิ่งที่พวกเขาใช้ก็คือปากสกุลปันของข้าผู้อาวุโสปันติ้งหย่วนคนเดียวพาทหารม้าสามสิบหกคนปราบแดนตะวันตกได้สามสิบหกเมืองนอกจากอาศัยวิทยายุทธแล้วยิ่งต้องอาศัยลิ้นยาวแค่สามนิ้วข้าน้อยไร้ความรู้แต่ว่าที่บ้านมีความรู้ เป็นพื้นฐานไม่น้อยเอ๊ะใต้เท้าเว่ยเจ้าคุ้นเคยกับอาของข้ามากไม่ใช่เหรอทำไมเรื่องนี้เจ้าไม่รู้ล่ะ”
    “ดีข้าไม่ทำตัวเหมือนอย่างเจ้าแต่ว่าเจ้าจำเอาไว้พูดเพราะให้น่าฟังเป็นเรื่องดี”
    “นี่ๆๆ ยังไงข้าก็ดีกว่าม้าตัวผู้ที่ถูกม้าตัวเมียทั้งฝูงล้อมดีกว่าหน่อยใช่มั้ยล่ะ”
    เหล่าบัณฑิตแปลกใจ “ห๋านางว่าพวกเราเป็นม้าตัวเมีย”
    เว่ยอิงว่า “คำพูดไร้ยางอาย”
    “มาซิมาบีบข้าให้ตายบีบให้ตายบีบให้ตายคุณชายหญิงทั้งกลุ่มมองดูอยู่เจ้าต้องบีบข้าให้ตายนะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็มีคนไปรายงานให้กับไทเฮาพูดว่าพระอาจารย์เว่ยในวังคนนั้นดุมากร้ายกาจมากเลยอาจารย์หญิงคนใหม่โรงเรียนฝ่ายในยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็ถูกเขาบีบจนตาย”
    เว่ยอิงโมโห “เจ้า”
    “ทำไมพูดไม่ออกแล้วใช่มั้ยตอนที่เจ้ารังแกข้าทำไมไม่คิดถึงว่าจะมีวันนี้”
    “ช่างเถอะข้าไม่ทำตัวเหมือนอย่างเจ้าเพียงแต่โรงเรียนฝ่ายในเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนคุณธรรมดีงามหวังว่าเจ้าทำตัวให้ดีดี”
    “ข้าข้าดีมากแต่ว่ามีบางคนไม่ใช่ไม่อยากสู้กับข้าเป็นเพราะไม่กล้าสู้กับข้า”
    “ศิษย์ศิษย์พี่เว่ย ศิษย์น้องพวกเจ้าอย่าทะเละกันแล้วอย่าทะเลาะกันแล้วอย่าทะเลาะ”
    อาจารย์เหยาค่อยเดินเข้าไปหาทั้งสอง
    “อ้อๆๆ เจ้าอย่าใจร้อนพี่เว่ยเป็นคนดีอาจารย์เห็นเขาเป็นลูกหลานอย่าทะเลาะเอาชนะกันเลยจะได้ไม่เสียน้ำใจไมตรีกัน”
    เว่ยอิงว่า “ศิษย์น้องเหยาไม่ต้องเป็นห่วงข้าไม่มีใจที่จะทะเลาะกับนางหลายวันนี้ข้าจะไปในวังปรึกษาธุระกับท่านเหลียงอาจกลับมาไม่ทันเวลาต้นอ้อเหล่านี้ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
    “เอ่อไม่ไม่มีปัญหาศิษย์พี่เว่ยวางใจเถอะ”
    หลิวเอี้ยนส่งเสียงมาว่า “ใต้เท้าเว่ยไม่ต้องสนใจผู้หญิงบ้าคนนั้นพวกเรา”
    ปันซูสวน “หุบปาก”
    เหยาหันไปบอกบัณฑิต “หลิวเอี้ยนพวกเจ้าห้ามส่งเสียงดังเข้าไปเดี๋ยวนี้ข้าจะเข้าสอนแล้วรีบเข้าไปข้างในเร็วเข้า”
    เหล่าบัณฑิตพากันกลับ หวินเอี้ยนจะไม่ยอมไป หลันจือเข้ามาสั่งให้ไปห้อง ก่อนหันมาบอกอาจารย์เหยา
    “อาจารย์เหยาวันนี้เป็นครั้งแรกที่อาจารย์ปัน มาโรงเรียนฝ่ายในของพวกเราเจ้าต้องพานางให้ดีดีอย่าให้เกิดความผิดพลาด”
    เหยากับปันซูรับคำแล้วเดินออกไป เหยาเตือนปันซูอีกครั้ง ปันซูว่าจำได้ว่าอาซิ่วเชื่อฟังที่สุดหลิวเอี้ยนเกเรที่สุด
    “ผู้หญิงเหล่านี้ทั้งดื้อทั้งร้าย เจ้าต้องระวังตัวให้มาก”
    “ศิษย์พี่วางใจเถอะพวกนางเป็นสาวน้อยกลุ่มหนึ่งข้าต้องกลัวพวกนางเหรอพูดอีกทีวันนี้เจ้าจะสอนซือจิงไม่ใช่เหรอข้าจะนั่งดูอยู่ข้างๆ จะเกิดเรื่องได้ยังไงล่ะรีบไปเถอะข้าต้องรอเจ้าจนเลิกสอนพาข้าไปที่สภาบัณฑิตหาหนังสือไปเถอะ”
    พอเหยาก้าวเท้าเข้าห้องก็เหยียบกับดัก กระถางธูปตกลงมาดีที่ปันซูปันไปโดนขันที เหล่าบัณฑิตหัวเราะโดยเฉพาะหลิวเอี้ยน มีอาฮุ่ยมาเป็นลูกสมุน เหยาดุเล็กๆ แล้วก็ไปนั่งที่
    หลิวเอี้ยนว่า “อาจารย์เหยาไม่มีใครคิดทำเจ้าแต่ก็พลอยถูกไปด้วย”
    “อ้อที่แท้กระถางธูปเจ้าเป็นคนวาง” ปันซูโมโห“เจ้ารู้มั้ยแบบนี้ทำให้คนบาดเจ็บได้”
    “ใจกล้ากล้ามาใส่ร้ายข้าตาของเขาข้างไหนเห็นข้าเอากระถางธูปวางข้างบนพี่น้องทุกคนพวกเจ้าเห็นรึเปล่า”
    ทุกคนพูดเหมือนกัน “ไม่เห็น”
    อาฮุ่ยว่า “ไม่แน่เป็นเพราะสวรรค์ทนดูไม่ได้มีบางคนอวดเก่งเกินไปถึงได้ส่งทหารเทพลงมาเอากระถางธูปวางไว้บนคานประตู” ทุกคนหัวเราะ
    เหยาว่า “พวกพวกเจ้าทำเกินไปแล้วท่านท่านนี้คืออาจารย์ปันเป็นๆๆ ครูของพวกเจ้า”
    หลิวเอี้ยนสวน “แล้วๆ แล้วทำไมเหรอ” ทุกคนหัวเราะ
    หลิวเอี้ยนมองปันซู “เจ้าคือปันซูใช่มั้ยข้าขอบอกเจ้าวันหลังถ้าเจ้ายังกล้าไร้มารยาทกับดาวในวังของพวกเราคราวหน้าโดนหัวของเจ้าไม่ใช่แค่กระถางธูปอันหนึ่ง”
    ทุกคนหัวเราะ ปันซูงงว่าใคร เหยาจึงบอกว่าเว่ยอิง จากนั้นหลิวเอี้ยนก็ชวนทุกคนเล่นโดยไม่สนใจเหยาที่กำลังจะสอน มีเพียงอาซิ่วกับอาหลิงที่ตั้งใจฟังเหยา
    ปันซูมองแล้วถามเหยาว่าจะไม่ทำอะไรเหรอ เพราะหลิวเอี้ยนพาเพื่อนเล่นการพนันด้วย เหยาว่าปล่อยไป เราก็ทำหน้าที่สอนไป ปันซูงงมาก เธอรับไม่ได้ส่งเสียงดัง จนทุกคนนิ่ง
    ปันซูสั่ง “ตอนนี้ทุกคนได้ยินชัดเจนรึยังพวกเจ้าทุกคนกลับไปที่นั่งของตัวเองนั่งตัวตรงถือหนังสือให้ดีอาจารย์เหยาจะเริ่มสอนแล้ว” 
    เหล่าบัณฑิตไม่พอใจปันซูกระแอม“อื้มคุณชายหญิงทุกท่านล้วนเกิดในตระกูลชื่อดัง แน่นอนย่อมรู้ว่าเคารพอาจารย์เป็นคุณธรรมที่ดีงามเมื่อก่อนนี้พวกเจ้าอายุน้อยเวลาเรียนบางครั้งไม่ตั้งใจก็แล้วไปแต่ในเมื่อไทเฮาให้ข้าเป็นอาจารย์หญิงอาจารย์เว่ยได้พูดกับข้าอีกว่าต้องสอนให้มีคุณธรรมความดีดังนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าหวังว่าทุกคนสามารถสำนึกแก้ตัววันหลังไม่ว่าเวลาใดก็ตามหากพบเห็นอาจารย์เหยาต้องให้ความเคารพนับถือนางอบรบว่าสิใดควรทำก็อย่าได้ออกนอกลู่เด็ดขาด ฮึมิเช่นนั้นรับรองว่าเสียงข้าได้ทิ่มแทงเข้าในโสตประสาทของเจ้าแน่”


จบตอนที่3