'อิ๋งอิ๋ง' พาเที่ยว 'อินเดีย'
ในรายการ “เปิดโลกสดใส”
ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจักรีพฤหัสที่ 6 เม.ย. นี้ พิธีกรสาว “อิ๋งอิ๋ง-สิทธิณี กิตติสิทโธ” ยังคงพาทัวร์ประเทศอินเดียนำเสนอเรื่องราวต่างๆรวมถึงถ้ำเอเลแฟนต้าด้วย
“อินเดีย” ถือเป็นประเทศที่มีชัยภูมิที่ดี เนื่องจากมีทะเลโอบล้อมทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกอย่างต่อเนื่องยาวไปจนถึงทางด้านใต้สุด จึงทำให้อินเดียกลายเป็นประเทศที่มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 7,517 กิโลเมตร ซึ่งตลอดแนวชายฝั่งทะเลนี้ มีท่าเรือตั้งอยู่ราวๆ 200 แห่งเลยทีเดียวค่ะ
“เอเลแฟนต้า” เป็นภาษาโปรตุเกสแปลว่าช้าง โดยชื่อนี้ปรากฏขึ้นเมื่อราวๆ 500 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าอาณานิคมอย่างโปรตุเกส ได้เดินเรือมายึดครองหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกของชมพูทวีป เมื่อทหารโปรตุเกสมองเห็นหินแกะสลักเป็นรูปช้างตั้งโดดเด่น จึงเรียกว่า “เกาะช้าง” และนานวันเข้าจึงทำให้ชื่อเดิมที่เคยเรียกเกาะนี้ว่า ”เกาะฆรบุรี (อ่านว่าคะ-ระ-บุ-รี)”ก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
“ถ้ำเอเลแฟนต้า” หรือที่เรียกว่าเป็นนครแห่งถ้ำบนเกาะในทะเลโอมานแห่งนี้ ประกอบไปด้วยศิลปะหินที่เชื่อมโยงกับการบูชาองค์พระศิวะ และถือเป็นศิลปะอินเดียที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดของถ้ำ ด้วยผลงานประติมากรรมชั้นเลิศ ที่มีทั้งวัด รูปปั้นเทพเจ้า รวมถึงลายสลักต่างๆ ที่ตกแต่งถ้ำเอเลแฟนต้าเอาไว้ได้อย่างสวยงาม จึงทำให้องค์การยูเนสโกรับรองให้ที่นี่ เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1987 สันนิษฐานกันว่าถ้ำแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ราชวงศ์ไตรกูฏกะ(อ่านว่า ไตร-กู-ตะ-กะ) ที่ปกครองดินแดนที่ราบสูงเดคข่านตะวันตกของอินเดียเมื่อราวๆ 1,500 ปีมาแล้วค่ะ และสร้างที่นี่ขึ้นมา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่พระองค์ได้รับชัยชนะจากการสงคราม อีกทั้งยังเป็นเทวสถานในการอุทิศถวายต่อองค์เทพที่พระองค์ทรงศรัทธาอีกด้วยค่ะ สำหรับประติมากรรมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของถ้ำเอเลแฟนต้า นั่นก็คือรูป “มเหศวรมูรติ” หรือ “พระตรีมูรติ” หรือพระศิวะ 3 หน้า ซึ่งพระพักตร์ตรงกลาง เป็นพระศิวะผู้เมตตากรุณา หรือเรียกว่า “ จันทรเศษมูรติ “ พระพักตร์ทางด้านซ้าย จะเป็นพระศิวะปางดุร้าย เรียกว่า “ไภรวะ” พระพักตร์ทางด้านขวา จะเป็นใบหน้าสตรี ซึ่งหมายถึง“ พระอุมาภควดี” ซึ่งเป็นอัครมเหสีของพระองค์
ติดตามชมรายการ “เปิดโลกสดใส” ได้ทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 17.30 น. ช่อง 5 หรือติดตามได้ใน website :www.eingeing.com



