บันเทิง

“บอย” รับบันดาลโทสะก่อน ไม่เอาผิดแท็กซี่ (คลิป)

“บอย” รับบันดาลโทสะก่อน ไม่เอาผิดแท็กซี่ (คลิป)

03 เม.ย. 2560

“บอย” ถกลเกียรติ วีรวรรณ แถลงเปิดใจกรณีแท็กซี่กร่าง “ขู่ยิง” ผู้บริหารชื่อดังยอมรับเต็มปาก ไม่ขอโทษใครก่อน แบบนี้เลย 

         จากเหตุการณ์คืนวันที่ 1 เม.ย. แท็กซี่ขู่จะยิง “บอย” จ่าย 1 พันรักษาชีวิต หลังจากผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ “Free'night Kub” ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความ “ความคิดส่วนตัวผมนะครับ โบกแท็กซี่แล้วไม่ไป จะบอกให้นะแค่ทุบรถยังน้อยไปด้วย ยังมีหน้าลงมาขู่เค้าต่อหน้าลูกเค้าอีก ไม่ได้ไปแถมต้องเสียเงินให้อีก 1,000 สังคมแย่ลงทุกวัน”  สำหรับพฤติกรรมของโชเฟอร์แท็กซี่ที่มีปากเสียงกับผู้ชายวัยกลางคนสวมเสื้อยืดสีดำที่มาพร้อมกับลูกสาววัย 10 กว่าปี โดยในคลิปโชเฟอร์แท็กซี่ขู่เรียกเงิน 1,000 บาท หากไม่ให้จะใช้ปืนที่พกมาทำร้าย เนื่องจากชายเสื้อยืดสีดำในคลิปไม่พอใจที่โชเฟอร์แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร และด้วยอารมณ์โกรธจึงใช้มือทุบไปที่รถ แท็กซี่จึงลงมาจากรถและชี้หน้าแสดงความไม่พอใจ พร้อมกับขู่ให้ยกมือไหว้ขอโทษ ซึ่งหากไม่ทำก็จ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 1,000 บาท หากไม่เช่นนั้นจะเอาปืนที่พกมายิง ทำให้ผู้ชายคนดังกล่าวที่มาพร้อมกับลูกสาวต้องยอมจ่ายเงินไป เพื่อความปลอดภัยของลูกสาว

 

“บอย” รับบันดาลโทสะก่อน ไม่เอาผิดแท็กซี่ (คลิป)

 

         หลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป หลายคนจำได้ว่าผู้ชายเสื้อยืดสีดำในคลิปคือ “บอย” ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ช่องวัน และค่าย “เอ็กแซกท์-ซีเนริโอ” ล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 3 เม.ย.ผู้บริหารชื่อดังได้แถลงข่าวผ่านรายการ “เที่ยงรายวัน” ทางช่อง “วัน 31” ณ สตูดิโอ GMM Grammy ชั้น2 ได้รับคำชี้แจงดังนี้

         "วันเสาร์ตอนค่ำๆ (1 เม.ย) บริเวณสุขุมวิท 33 ซึ่งจะมีงานเลี้ยงที่บ้านของผม แต่ผมกับลูกสาวคนโตไปดูหนังกันก่อน พอเวลาตอนกลับผมบอกกับลูกว่า ตอนแรกผมคิดว่าจะเรียก “อูเบอร์” ก็ได้ แต่ลูกสาวบอกว่า อูเบอร์ผิดกฏหมายนะพ่อ ผมเลยคิดว่าไม่เป็นไร และผมก็เรียกแท็กซี่ แต่มาเจอกรณีว่าแท็กซี่ไม่ไป ตอนนั้นมีคันหนึ่งผ่านมา เขาถามว่า ผมจะไปไหน สรุปเขาบอกว่าไม่ไป อันนั้น 1 คันแล้ว ก่อนหน้าที่จะเจอคันคู่กรณี  ทุกวันนี้มันมีปัญหาอยู่ ถ้าคุณรักจะทำอาชีพนี้ ทำไมคุณถึงยังตอกย้ำความไม่ดี 

 

“บอย” รับบันดาลโทสะก่อน ไม่เอาผิดแท็กซี่ (คลิป)

 

         พออีกคันหนึ่งผ่านมา ผมก็เรียก นั่นคือคันที่เป็นคู่กรณี เขาก็ขับผ่านไปเลย ซึ่งผมยอมรับว่าตอนนั้นอาจจะมีอารมณ์ ผมบันดาลโทสะ ผมยอมรับว่าผมผิด ผมพยายามจะเรียกเขา คือถ้าเป็นคน เราคงเดินไปสะกิด แต่นี่เป็นรถ คือผมใช้เท้า เพื่อที่จะสะกิดเรียก ซึ่งคนขับแท็กซี่ก็ไม่รู้ว่าผมใช้เท้า แต่แรงหรือไม่แรง คือผมไม่รู้ แต่เหมือนผมไปเตะรถเขา ไม่ได้ทุบ ผมเปิดประตูเพื่อจะเข้าไป เพื่อจะนั่ง แต่แท็กซี่คันนั้น เปิดประตูออกมา ด้วยสภาพโกรธมาก ถามว่าทุบรถผมทำไม ผมเลยบอกว่า แล้วทำไมคุณไม่จอด “ไฟติดว่าว่าง” เขาบอกว่าเขาอาจจะไปรับผู้โดยสารคนอื่น แต่ไฟคุณเปิดว่าว่าง และเขาบอกว่า “มายิงกันสักนัดไหม” ซึ่งลูกสาวผมอยู่ตรงนั้น ลูกสาวผมบอกว่า “พ่อไปเถอะ” ผมยอมรับว่ามีส่วนผิดที่ผมไปทำร้ายรถเขา รถใคร ใครก็รัก ผมเข้าใจ 

         พอเขาบอกว่า มายิงกันสัดกนัดไหม ผมเลยบอกว่า ผมขอโทษก็แล้วกัน เขาเลยบอกว่า “ไหว้สิ” ผมก็ยกมือไหว้ แต่ในคลิปอาจจะไม่เห็น ตอนนั้นหน้าลูก หน้าภรรยา หน้าครอบครัวของผมขึ้นมาเต็มไปหมด ผมมาคิดว่าผมก็ต้องโทษตัวเองเหมือนกัน ผมเลยบอกเขาว่า จะให้ผมชดใช้เท่าไหร่ เขาเลยบอกว่า 1 พัน ซึ่งต้องบอกว่าเขาไม่ได้เรียกร้องเงินจากผมก่อน ผมเป็นคนเสนอไปเอง ผมเลยให้ไป 1 พันบาท

 

“บอย” รับบันดาลโทสะก่อน ไม่เอาผิดแท็กซี่ (คลิป)

 

         ถามว่าผมติดใจอะไรไหม ผมเข้าใจได้ ถ้าขับรถมาแล้วมีคนมา ทุบตึง! ที่รถ คงต้องโกรธ แต่เราต้องแยกคนละประเด็น เพราะไฟรถติดว่าว่าง แต่คุณไม่รับมีแบบนี้หลายๆ คัน สำหรับเรื่องของผม ไม่ใช่กรณีแรกที่เป็นแบบนี้ แต่ผมต้องยอมรับว่าการที่ผมไปทำลายทรัพย์สินเขา ผมต้องทำการชดใช้ จริงๆ เรื่องนี้มันน่าจะจบแล้ว 

         เพียงแต่มี 1 ประเด็น คือการที่เขาพูดว่ามา “ยิงกันสักนัดไหม” ผมคิดว่ามันน่าจะเกินกว่าเหตุ และมีเด็กอยู่ตรงนั้นด้วย ประเด็นใหญ่ที่ว่า คือไม่ใช่เรื่องของผมกับแท็กซี่ แต่เรื่องใหญ่จริงๆ คือทั้งผมและคนขับแท็กซี่ เป็นเหยี่อของระบบ เรามีทางเลือกว่าเราใช้บริการอะไรก็ได้ แต่กฏหมายกำลังจำกัดทางเลือกของประชาชน ผมเป็นคนที่ใช้บริการทั้งแท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์ แต่วันนั้ผมขึ้นมอเตอร์ไซค์ไม่ได้ เพราะผมมีลูกมาด้วย 

         ผมคิดว่าจริงๆ แล้วผมอยากจะตั้งคำถามว่า ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้วตัวเลือกเรามี แต่กฏหมายจำกัดตัวเลือกเรา ไม่อย่างนั้นผมเรียกอย่างอื่นแล้ว ถ้าลูกผมไม่ทัก แต่มันไม่ถูกกฏหมาย 

         หลังจากจากนี้ จริงๆ ผมไม่อยากจะเอาเรื่อง และผมอยากขอโทษคนขับแท็กซี่คนนั้นด้วย ในเรื่องของการที่ผมบันดาลโทสะ ผมขอโทษ แต่ต้องเข้าใจว่าจริงๆ เขาเปิดไฟว่างอยู่ ผมไม่อยากจะเอาผิดอะไรใคร แต่ถามว่าผมจะเอาความอะไรในเชิงกฏหมายมั้ย ถ้าจะทำให้ถูกต้อง ผมต้องลงบันทึกประจำวัน แต่ผมไม่อยากเอาผิดอะไร เพราะมันเป็นเรื่องของการมีความผิดด้วยกันทั้งคู่ ผมอาจจะแค่ไปลงบันทึกประจำวันเอาไว้ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่ได้แจ้งความ" คุณบอยกล่าว

         ทั้งนี้ในส่วนของแท็กซี่คู่กรณี ชื่อนายรุ่งนคร ดลกุล อายุ 40 ปี พร้อมรถแท็กซี่ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น อินโนว่า สีเขียวเหลือง ทะเบียน มช 3666 กรุงเทพมหานคร ทางรายการได้เปิดเทปสัมภาษณ์โซเฟอร์บางส่วน ในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน         

         “ผมบอกคุณไปแล้วว่าผมจอดไม่ได้ ผมไม่รู้หรอกว่า 2 คันก่อนหน้านั้น ที่คุณเรียกมีอะไรบ้าง แต่เรารักทรัพย์สินของเรา ถ้ามีใครมาทำลายทรัพย์สินเราต้องปกป้อง และเงิน 1 พัน บาท คุณบอยเสนอขึ้นมาเอง ผมไม่ได้เรียกร้อง ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในตอนนี้ มันขึ้นอยู่กับบุคคลคนที่ 3 ที่เป็นคนโพสต์ และรายละเอียดที่ออกมาเป็นความผิด ที่ผิดเพี้ยน ถ้าอยากรู้ความจริง ต้องเอาผมกับคุณบอยมานั่งคุยกันทั้งคู่”  

 

“บอย” รับบันดาลโทสะก่อน ไม่เอาผิดแท็กซี่ (คลิป)

 

         ด้านบอย ถกลเกียรติ กล่าวต่อว่า "ผมคิดว่าเราพูดตรงกัน ผมเห็นใจ และสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องของระบบ ผมโกรธที่เขาไม่ยอมไป ซึ่งพอเปิดประตู ผมอยากจะไปใช้บริการ ถามว่าลูกร้องไห้ไหม ใช่ ตอนนั้นลูกบอกผมว่า พ่อไปเถอะๆ อยู่ตรงนั้นผมสงสารลูกจริงๆ แล้วถ้าใครรู้จักผมดี ผมเป็นคนที่หลักการมาก่อน ถ้าคุณทำอาชีพนี้ ในเมื่อ “ไฟว่าง” เปิดอยู่คุณต้องรับ ถามว่าที่พูดไม่ตรงกัน แท็กซี่บอกว่าเอาปืนมายิงกันเลยดีกว่า แต่ทางผมคิดว่า เขาจะเอาปืนมายิง แบบนี้เรียกการสื่อสารผิดพลาดใช่ไหม ณ เวลานั้น ภาษาไทยเวลาเราพูดคือมันไม่มีประธานไม่มีกรรม การที่บอกว่ามายิงกันสักนัดไหม เราก็ไม่รู้ว่าอะไรคือประธาน อะไรคือกรรม (หัวเราะ)  ส่วนจะดำเนินการอย่างไร อย่างที่บอกถ้าด้วยความถูกต้อง ผมคงต้องลงบันทึกประจำวัน แต่จริงๆ ไม่ได้อยากให้เป็นเรื่องราวต่อไปเลย จริงๆ ถ้าไม่มีเรื่อง ในโลกออนไลน์ออกมามันก็จบแล้ว

         ผมต้องขอโทษที่ไปทำลายทรัพย์สินตรงนั้น มันเป็นบทเรียนด้วยกันทั้งหมด สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประเด็นใหญ่คือ บทเรียนของระบบที่ในเมื่อเรามีตัวเลือกเยอะแยะ ทำไมต้องจำกัดตัวเลือกเรา พูดตรงๆ นะ ผมเจอแท็กซี่ไม่รับไปน้อยมาก แต่เราอ่านมา และเจอคนที่โดนแบบนี้เยอะมาก ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่คนจับตามอง คุณกำลังทำให้อาชีพที่คุณทำ หมดความเชื่อถือ แต่ไม่ถึงขนาดที่ทำให้ผมไม่ขึ้นแท็กซี่ ถามว่าผมจะกลายเป็นกระบอกเสียงทำให้การขับ “อูเบอร์” ถูกกฏหมายหรือไม่ คือผมไม่ได้มีหน้าที่ทำตรงนั้น ผมเป็น 1 เสียง ที่อยากฝากไปถึง ผู้ที่รับผิดชอบ ให้กฏหมายมีการเปลี่ยนแปลง" บอยกล่าวสรุป