บันเทิง

หนังสั้น ครั้งที่ 13

หนังสั้น ครั้งที่ 13

03 ก.ย. 2552

“หนังปีนี้เป็นยังไงมั่งครับ...อาจารย์” ผมเดินเข้าไปสวัสดีทักทายก่อนจะเอ่ยถามสั้นๆ กับ ‘อาจารย์แดง’ กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน ถึงภาพรวมหนังสั้นที่เข้าประกวดในเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็น ครั้งที่ 13 แล้ว

 “อืม ดี... ดีเลยทีเดียว” อ.แดง เป็นประธานมูลนิธิฯ และกรรมการตัดสินรางวัลในสายช้างเผือกพิเศษ ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับมาสั้นๆ เช่นกัน

 เราสนทนากันเล็กน้อย ก่อนที่ผมจะขอตัว แล้วรีบเข้าไปดูหนังชนะการประกวด ที่ถูกนำมาฉายอีกครั้งในวันปิดเทศกาล ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่หอศิลป์กทม. โดยไม่กี่นาทีก่อน เพิ่งมีพิธีมอบรางวัลกันไป...และก็เป็นอย่างที่อาจารย์แดงบอกครับ หนังชนะเลิศปีนี้แต่ละเรื่อง มีความน่าสนใจไม่น้อย (และก็เป็นมาอย่างนี้ทุกปี) แม้ในวันปิดเทศกาล จะไม่มีเวลาพอที่จะฉายหนังชนะการประกวดครบทุกประเภทก็ตาม แต่หนังแอนิเมชั่นลายเส้นง่ายๆ อย่าง  “จม” (ชนะเลิศรางวัล ปยุต เงาประจ่าง) ก็สามารถตรึงผู้ชมให้จมอยู่กับกองความคิดที่หนังทิ้งไว้หลังจบ หรือ “นักโทษ” เจ้าของรางวัลชนะเลิศ ‘ช้างเผือก’ สำหรับนิสิตนักศึกษา ที่นอกจากงานโปรดักชั่นจะทำได้เนี้ยบเทียบเท่าระดับมืออาชีพแล้ว ยังสะท้อนความคิดความอ่านของคนทำลงไปได้อย่างน่าสนใจ ไม่เว้นแม้แต่รางวัลในสาขาใหม่ระดับนานาชาติ ที่เปิดรับหนังสั้นจากทั่วทุกมุมโลกที่จัดมาเป็นปีที่สอง ซึ่งปีหน้าหนังจากแดนภารตเรื่อง “Three of Us” คว้ารางวัลไปครอง ก็ถือว่าเป็นหนังอินเดียที่ถ่ายทอดบรรยากาศชีวิตชนชั้นล่างได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้หนังคลาสสิกระดับตำนานจากชาติเดียวกันอย่าง “สลัม บอมเบย์” หรือหนังหลายๆ เรื่องของสัตยาจิต เรย์ บรมครูผู้กำกับของคนทำหนังทั่วโลก
 
 ที่น่าปลื้มใจยิ่งไปกว่านั้นคือ จำนวนคนทำหนังหน้าใหม่ประเภท ‘ขาสั้น คอซอง’ ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นในแต่ละปีหลังเปิดสายประกวด ‘ช้างเผือกพิเศษ’ ขึ้น และดูเหมือนว่าน้องๆ เหล่านี้ สนุกกับการทำหนังมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้อายุคนทำหนังมือรางวัลในสายนี้ ก็ยังน้อยลงเรื่อยๆ
 
 จากที่อาจแค่เล่นสนุก จนบานปลายเลยเถิดเกิดเป็นความตั้งอกตั้งใจ และรักในการทำหนังมากเป็นพิเศษ ดังนั้นปีนี้ จึงเห็นรายชื่อชื่อหนึ่ง ทำหนังมากกว่าหนึ่งเรื่อง และก็คว้ารางวัลมากกว่าหนึ่งสาขา จากหนังมากกว่าหนึ่งเรื่องของเขาที่ส่งเข้าประกวด ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เวทีนี้ ขาดคนมีฝีมือนะครับ หากแต่บ่งบอกถึงผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นตั้งใจต่างหาก (เพราะชื่อชื่อนี้ ทำหนังส่งประกวดทุกปี และแต่ละปี ก็ส่งประกวดมากกว่าหนึ่งเรื่อง)

 ชื่อ ‘นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ ดูเหมือนจะเป็นขาประจำเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย แต่หนังของเขายังดูสนุกและสะท้อนแง่มุมทางสังคมที่น่าสนใจเสมอ หรือแม้กระทั่งหนูน้อย เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ ที่ส่งหนังสั้นเข้าประกวดทุกปี ปีละหลายๆ เรื่อง บางครั้งก็หลายเวที ถึงจะได้รางวัลบ้าง ไม่ได้บ้าง แต่คงจะไม่สำคัญเท่ากับว่ามันอาจเป็นสิ่งที่ ‘เขาอยากทำ’ มากกว่า ‘อยากได้รางวัล’ เห็นแล้ว ปลื้มอกปลื้มใจแทนผู้ปกครองของเด็กคนนี้นะครับ ที่ลูกชายเลือกใช้เวลาว่างที่มีประโยชน์กับตัวเอง ชนิดที่เด็กวัยรุ่นอีกหลายคนในบ้านเรา ไม่มีวัน ‘คิดดี ตั้งใจดี และทำดี’ แบบนี้ได้แน่ๆ

 การทำหนังสั้นส่งประกวด ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นบันไดไต่ไปสู่การเป็นผู้กำกับหนังไทยในระบบธุรกิจอย่างที่เป็นอยู่เสมอไปนะครับ และทุกๆ เวทีที่จัดประกวด ก็คงไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างคนทำหนังรุ่นใหม่ หรือต้องการปลูกฝังคนทำหนังตั้งแต่เยาว์วัย…หาก ‘หนังสั้น’ คือเวทีแห่งการแสดงออกทางความคิดผ่านรูปแบบของหนัง ซึ่งจำเป็นต้องใช้กระบวนการทางศิลปะต่างๆ นานามากมายมารวมเข้าไว้ด้วยกัน เป็นงานที่ต้องใช้ความคิด ความตั้งใจและอาจรวมถึงเรี่ยวแรงมหาศาล ฉะนั้นการที่เด็กมัธยมสักคนหนึ่ง จะลุกขึ้นมาทำหนังสักเรื่อง จึงถือเป็นสิ่งน่ายินดียิ่ง (หากไม่หมกมุ่นกับมันมากเกินไปจนเสียการเรียน ซึ่งก็คงเป็นเรื่องยาก)

 จากที่แค่มีหนังประกวดไม่กี่สิบเรื่องในปีแรกๆ จนกลายเป็นจำนวนหลายร้อยเรื่องในปีต่อๆ มา จากที่แค่หาเงินจัดกันเอง จนมีผู้มาให้การสนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชนในอีกหลายปีให้หลัง บ่งบอกถึงการเป็นที่ยอมรับนับถือจากทั่วทุกวงการ คนทำหนังหลายคน เติบโตและสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักจากเวทีนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้กำกับ ‘แฟนฉัน’ และผู้กำกับอีกหลายคนในสังกัด GTH ...บางคนใช้เป็นเวทีฝึกปรือฝีมือ จนพัฒนาแก่กล้า กลายเป็นคนทำหนังคุณภาพ ที่หาได้ยากในบ้านเรา อย่าง ‘มะเดี่ยว’ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

 งานเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย คึกคักทุกปี เต็มไปด้วยชีวิตชีวาทุกครั้งที่งานเริ่ม และจบลงด้วยความประทับใจทุกครั้งเมื่อถึงวันสุดท้าย และนอกจากเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ได้แสดงออกทางความคิดผ่านหนังสั้นแล้ว เวทีนี้ยังเพาะต้นกล้าใหม่ๆ ให้แก่วงการหนังไทยอยู่เสมอ แม้ยังไม่ใช่ในเร็ววัน แต่ทว่าต้นกล้าจากแปลงนี้ มักเติบใหญ่เป็นลำต้นแข็งแรง ยืนท้าลมฝนไม่ไหวเอนต่อกระแสลม ผลิดอกออกผลทางความคิดอันงอกงามให้ผู้คนได้ชื่นชมอยู่เสมอ...
 สังเกตมั้ยครับว่าเราแทบไม่เคยผิดหวังเมื่อได้ดูหนังของ ‘มะเดี่ยว ชูเกียรติ’ ‘ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์’ หรือ ‘โอ๋ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ’ ซึ่งแต่ละคน ต่างเป็นผลิตผลคนทำหนังจากเวทีนี้ทั้งสิ้นครับ

" ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"