บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 2

ยอดหญิงปันซู 2

01 เม.ย. 2560

Ban Shu Legend Ep.2 ปันซูใช้วิธีที่เคยใช้ทรายร้อนรักษาสัตว์ช่วยรักษาอ๋องหนานหยางหายจากอาการป่วย

ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26

    ปันซูนั่งเรือไปแต่เมาเรือมาก อาเจียนหลายครั้งมีหญิงคนหนึ่งมาช่วย ปันซูทำกระเป๋าตกจึงรีบกระโดดลงไป หญิงคนนั้นเรียกคนตามไปช่วยขึ้นมา เหลือเพียงจดหมายของแม่ เงินก็ไม่มี
    ไปเดินตลาดเห็นหญิงคนหนึ่งมาดักหน้าองค์หญิงเป่ยเซียง บอกว่าเป็นน้องสาว แต่องค์หญิงเป่ยเซียงว่าไม่มี แล้วสั่งทหารไล่นางไป ปันซูเห็นก็คิดหนักว่าแล้วพี่ชายเธอจะยอมรับเธอหรือไม่ เธอไม่มีอะไรยืนยันเลย
    อ๋องหนานหยางป่วยหนัก ประกาศหาหมอที่เก่งๆ เข้ารักษา โดยมีรางวัลให้อย่างงาม ปันซูเห็นก็เข้าไปพบ ปันซูใช้วิธีที่เคยใช้ทรายร้อนรักษาสัตว์ช่วยรักษาอ๋องหนานหยางหายจากอาการป่วย โดยจะให้รางวัลปันซู 
    แต่ปันซูขอเปลี่ยนเป็นให้ช่วยตนเข้าไปในวัง แต่อ๋องหนานหยางไม่สามารถช่วยปันซูเข้าวังได้ เพราะสนมเฟยไม่ยอม แล้วหนานหยางก็เชื่อฟังสนมเฟยมาก
    ปันซูเดินออกมา ก็เห็นม่อตงแต่งตัวคล้ายๆ นาง จึงเข้าไปทักทาย แล้วถามว่าแถวนี้หาซื้อเสื้อได้ที่ไหนอยากได้ทั้งราคาถูกและดูสวยด้วย ม่อตงพาไปซื้อเรียบร้อย
    “ขอบคุณท่านอา เมื่อก่อนข้าไม่รู้เลยจริงๆ ที่ลั่วหยางมีคนชาวหูมากอย่างนี้”
    ม่อตงว่า “ตลาดตะวันตกเมืองลั่วหยาง ถือว่าขนาดเล็กแล้ว ฟังปู่ข้าเล่าว่า หลายปีก่อนตลาดตะวันตกฉางอานน่ะ มีคนทำการค้าขายตั้งหลายพัน”
    “หลายพันคน น่าจะใหญ่มากเลย เฮอะ”
    “เอ่อ แม่นาง ขอถามเจ้าสักคำหนึ่ง ที่มือเจ้าใส่กำไลหญ้า รึว่า”
    “ถูกต้อง พ่อข้าเพิ่งจากไป”
    “งั้นข้าก็ขอพูดมากหน่อย กฎใส่เสื้อไว้ทุกข์ที่ตงง้วน ไม่เหมือนกับพวกเรา พวกเราใส่กำไลหญ้า พวกเขาใส่เสื้อสีขาว ระหว่างไว้ทุกข์ ไม่ให้ดื่มเหล้า ไม่ให้กินเนื้อสัตว์ ทำงานหลวงไม่ได้ ใส่กำไลหญ้านั้น หมายถึงขายตัวเป็นทาส ดังนั้นข้าขอเตือนเจ้า วันหลังขอให้ อย่าใส่กำไลหญ้าบ่อยนัก”
    ปันซูตกใจกับความรู้นี้ “ห๋า”
    “เฮอ กฎระเบียบตงง้วนมีมากมาย พวกเราคิดว่าญาติตายแล้ว เสียใจส่วนเสียใจ พิธีงานศพเสร็จแล้ว เราจะรู้สึกว่าวิญญาณของเขา ยังคงกลับไปที่ ข้างกายเทพคุนหลุน พวกเราก็อยู่อย่างปกติต่อไป แต่ว่าพวกเขาไม่เหมือนเรา พวกเขายิ่งเสียใจให้กับญาติ เวลายิ่งนาน ยิ่งกินข้าวไม่ลง คนก็ยิ่งชมเขาเป็นลูกกตัญญู”
    “เป็นกฎระเบียบที่แปลกประหลาดจัง อย่างนั้นก็ ไว้วันหลังตอนที่ไม่มีคน ข้าค่อยใส่นะ ขอบคุณที่ท่านอาเตือน”
    “เอ๊ะ ข้าดูเจ้าหน้าตาเหมือนชาวฮั่น วันหลังใส่เสื้อผ้าฮั่นจะดีกว่า ชาวฮั่นน่ะ ทำสงครามที่ทะเลทราย ชาวบ้านในเมืองหลวง ไม่อยากคบค้าสมาคมเท่าไหร่ ไม่เป็นมิตรต่อเราอย่างมาก อ้อ จริงสิ พวกเราน่ะ ต้องเรียกกันเองว่าเผ่าหู”
    “เผ่าหู”
    “เพราะว่าพวกเขาก็ เรียกเราอย่างนี้เหมือนกัน”
    “ห๋า แต่ว่าข้ามาจากบนทุ่งหญ้าชัดๆ ท่านอา ท่านก็มาจากผีซันไม่ใช่เหรอ”
    “แดนตะวันตกห่างจากที่นี้ไกลมาก เมืองก็มีมากมาย ชาวบ้านตงง้วนจะรู้ได้ยังไงล่ะ พวกเขารู้สึกว่าเรากับคนตงง้วน แต่งตัวไม่เหมือนกัน ก็เป็นคนนอกเผ่า เป็นพวกเดียวกับทะเลทรายตอนเหนือ”
    “ไร้เหตุผลจริงๆ” ปันซูบ่น
    “ตอนนี้ต้าฮั่นส่งทหารไปที่ทะเลทรายเหนือ ชาวบ้านในเมืองหลวง ก็ยิ่งไม่อยากเห็นเราใหญ่บวกกับนางโลมชาวหูในเมือง มากกว่าครึ่งหนึ่งเปิดร้านขายเหล้า เกรงว่าเจ้าแต่งตัวแบบนี้ พวกเขาจะคิดว่าเจ้าเป็น เอ่อเอาอย่างนี้ ย้ายมาอยู่ที่ฝั่งตะวันตกนี้เถอะ”
    “จริงเหรอ ขอบคุณท่านอา”
    “เรียกว่าท่านอาอะไรกัน ข้าชื่อม่อตง”
    “ขอบคุณท่านอาม่อตง อ้อ ใช่แล้ว ห่อผ้าของข้ากับม้าอีก ยังอยู่จวนของอ๋องหนานหยาง ข้าจะไปเอา อีกสักครู่มาหาท่านนะ”
    ปันซูไปจวนอ๋องหนาน ระหว่างทางถูกชายสามคนมาขวางและคิดว่าเธออยู่ร้านเหล้าก็จะลวนลาม ปันซูแกล้งทำเป็นกลัว เว่ยอิงเข้ามาช่วยจัดการชายทั้งสาม เว่ยอิงประคองปันซู แต่พอเห็นการแต่งตัวของเธอก็ปล่อยเธอลงพื้น
    “คนนอกเผ่า”
    ปันซูเจ็บป่นโกรธ “หืมโอ๊ย โอ๊ะ โอ๊ยโอ๊ย”
    เว่ยอิงมองนิ่งก่อนหันไปว่าชายทั้งสาม พวกชายทั้งสามกลัววิ่งหนีไป ปันซูโวยใส่เว่ยอิงกลับ เมื่อเห็นเว่ยอิงเดินหนีไปอย่างไม่สนใจเธอเลย
    “คนนอกเผ่า ทำไมเหรอ ข้าไม่ได้ขอร้องเจ้าช่วยเฮอะ เฮ้อะ เฮ้อ เจ้า เป็นคนแบบไหนกันเฮอะ”

ยอดหญิงปันซู 2
    ปันซูมาหาม่อตงก็เล่าเรื่องเว่ยอิง โดยบอกลักษณะท่าทางให้ฟัง
    ม่อตงรู้ทันที “คนคนนั้น ต้องเป็นท่านแม่ทัพเว่ยอิงแน่”
    “ท่านรู้จักเขาเหรอ”
    “อ้อ ข้าไม่เคยรู้จักกับเขา แต่ว่าอยู่ภายในเมืองลั่วหยาง กับชนเผ่าพวกเราหลบแทบไม่ทัน วิทยายุทธสูงมาก ชอบใส่เสื้อผ้าสีขาว ก็มีเขาคนเดียวนี่แหละ”
    “ยังจะเป็นแม่ทัพอีก มารยาทสักนิดก็ไม่มี ชนเผ่าพวกเรา อาศัยอยู่ที่นี่อย่างดี แตะต้องถูกเขาที่ไหนกัน”
    “ข้าได้ยินว่า เขาอยู่ที่ทะเลทรายตอนเหนือ ตอนทำสงครามได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก เป็นไปได้ว่า เพราะสาเหตุนี้ ดังนั้น ไม่ชอบเห็น ชนนอกเผ่าอย่างพวกเรา”
    ปันซูสวน “ฮึ แล้วยังไงเหรอ เป็นคนใช้กำลังอยู่ดี ชนนอกเผ่าก็มีดีกับไม่ดี แบบนี้ยังแยกไม่ออกอีก ใช้กำลังตามใจชอบ ไม่มีสมองคิดเลยสักกะนิด”
    “เขาไม่เพียงแค่เป็นคนใช้กำลังเท่านั้น ตอนนี้เป็นอาจารย์สอนอยู่ในวัง ผู้ที่พบเห็นเขา ล้วนชมว่าครบทั้งบู๋นบู๊”
    “เอ๊ะ ท่านอาม่อตง เขาเกลียดพวกเราขนาดนี้ ทำไมชอบช่วยพูดแทนเขาล่ะ”
    “ข้าไม่ได้ช่วยเขาหรอก ถ้าไม่ใช่เขานำทหารสู้รบชนะ โจรที่ทะเลทรายตอนเหนือ ทั้งครอบครัวของน้าข้า ก็ไปพบเทพเจ้านานแล้วผู้คนที่อยู่ตลาดตะวันตก คนที่ขอบใจเขาก็มีไม่น้อยเลย”
    “งั้น จะยังไง เขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร”
    “ได้ๆๆ ข้าไม่พูดแล้วเฮอ เอ่อ พูดไปก็แปลก เช้านี้เรื่องที่เจ้าให้ข้าไปสืบ ตอนนี้ได้ข่าวมาแล้ว ใต้ท้าหลิวฝ่ายการศึกษาบอกว่า ไทเฮา กำลังเตรียมคัดเลือกอาจารย์หญิงสองคน ที่มีความรู้ความสามารถ มาให้สอนองค์หญิง กับลูกสาวผู้สูงศักดิ์เรียนหนังสือ แม้ว่า ไม่ใช่ขุนนางหญิงอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีเกียรติอย่างมาก ตอนนี้น่ะ คัดเลือกผู้หญิงสูงศักดิ์จากตระกูลที่มีชื่อ ในราชสำนักทุกคน ถึงตอนนั้นข้าจะช่วยเจ้าสืบให้ ว่าไทเฮาคัดเลือกคุณหนูบ้านไหน จากนั้นค่อยคิดวิธี ช่วยจัดให้เจ้าเข้าไป เป็นนางกำนัลรึทำงานเรือน แบบนี้ เจ้าก็เข้าวังได้แล้ว”
    ปันซูดีใจ “จริงเหรอ อย่างนั้นต้องขอบคุณท่านอาม่อตงแล้ว ใช่แล้ว ท่านอา รบกวนท่าน สืบข่าวให้ละเอียดหน่อย ข้าจะได้เตรียมตัวไว้ก่อน”
    ม่อตงรับคำ ปันซูเริ่มมีความหวังอีกครั้ง
    ระหว่างทางเดิน ปันซูมากับม่อตง เขาถามย้ำอีกครั้ง
    “เจ้าคิดดีแล้วจริงๆ เหรอ นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ”
    ปันซูตอบอย่างมั่นใจ “วางใจเถอะ ท่านอาม่อตง ข้าเป็นลูกสาวของปันเชาจริงๆ จะพูดไปอีก ก็แค่สอนเด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง เขียนอ่านหนังสือ ความลับไม่แตกแน่นอน”
    “ข้าว่าชนเผ่าอย่างพวกเจ้าน่ะ ไม่มีของดีจริงๆ เฮ่อ เจ้าว่า ท่านปันก็เป็นวีรบุรุษในใจของพวกเรา แถมข้ารับเงินของเจ้าอีก ตามเหตุผลแล้วข้าต้องช่วยเข้า ม่อม่อคนนี้อยู่ข้างในนี้ นางหยิ่งยะโสมาก จะยอมสอนกฎระเบียบในวังให้เจ้ารึไม่ ก็ยังไม่แน่”
    “ท่านอาม่อตง คำพูดขอบคุณข้าไม่พูดอีกแล้ว สรุปแล้ว ข้าจะต้องตอบแทนท่านแน่”
    “เอ่อ ข้าไม่ได้ขอร้องเจ้าตอบแทน เอ๊ะ ไม่ถูกต้อง”
    ปันซูไม่เข้าใจ “ทำไมเหรอ”
    “แม่ทัพปันเพิ่งจากไปไม่นาน พูดตามกฎระเบียบของชาวฮั่น ลูกที่ยังไว้ทุกข์ ทำงานราชการไม่ได้ ที่จริงข้าเอาชื่อ ช่วยเจ้าแจ้งเข้าไปแล้ว เกรงว่าพวกเขาคงไม่ยอมรับเจ้า”
    “เรื่องนี้ข้าลืมไปแล้วเอ๊ะ ถ้าข้าบอกว่า ข้าเป็นลูกสาวของปันกู้ ท่านลุงของข้าก็ได้แล้ว หลานสาว คงไม่ยุ่งยากมากขนาดนั้นนะ”
    “อืม คัดเลือกรอบแรก ฝ่ายการศึกษาของใต้เท้าหลิว ข้าได้พูดกับเขาแล้ว เข้าวังไม่มีปัญหา แต่ว่าจะให้อยู่ต่อในวังยังไงเพื่อเอาของที่พ่อเจ้าเหลือทิ้งไว้ คงต้องอยู่ที่เจ้าแล้วล่ะ”
    “วางใจเถอะ ข้ารู้ควรทำยังไง”
    “ข้าเชื่อเจ้า”
    ม่อตงพาปันซูไปพบกับหลิวม่อม่อ เมื่อก่อนอยู่ในวัง เป็นคนรับใช้สนมโจว ปันซูมอบเงินให้บอกว่าภายในสามวัน ข้าต้องเรียนรู้กฎระเบียบทั้งหมดในวัง รู้ทุกเรื่องที่มีอยู่ในวัง 
    ถึงวันเข้าสอบ ระหว่างเดินขึ้นห้อง ปันซูเดินสะดุดรองเท้าหลุดจึงหยุดชะงัก หัวหน้าวังเหล่มองแล้วถามว่าทำไมหยุด
    “ข้า อันตัวข้า ตอนเด็กที่บ้านสอนไว้ อย่าฆ่าสิ่งมีชีวิต เมื่อกี้นี้ เมื่อกี้บังเอิญมองเห็นตัวนี้ ดังนั้นจึงตั้งใจหยุดเดิน ให้มันเดินผ่านไป ใต้เท้าดูสิ สัตว์ตัวเล็กที่อ่อนแอ รอดตายไปได้ ยังโลดเต้นอีกด้วย”
    “ชายหญิงมีจิตกุศล สมควรได้รับคำชม แต่ว่าอย่าเสียเวลานาน รีบตามให้ทันขบวนเถอะ”
    “เจ้าค่ะเฮ้อ ฮึ่ม”
    ขณะนั่งสอบ อาจารย์โค่วหลันจือเข้ามาถามหัวหน้าวังว่าการสอบถึงไหนแล้ว
    “ได้สอบจริยามารยาทกับกุลสตรีไปแล้ว คนที่สอบไม่ผ่าน ถูกส่งออกนอกวังไปแล้ว ที่เหลือเหล่านี้ กำลังเขียนบทท่องจำ”
    หลันจือหยิบผ้าขึ้นมา “นี่ฝีมือใครปักเหรอ”
    ปันซูมองแล้วลุกขึ้น “ข้าปักเอง”
    หลันจือเตือน “น้องสาวคนนี้ ในวังจะเรียกเจ้าเรียกข้าไม่ได้ เจ้าต้องเรียกตัวเองว่าหม่อมฉัน หัวหน้าวัง ข้าดูฝืมือการปักของนาง ยังต้องการให้ฝึกฝนอีก คิดว่าให้นางมาใหม่ปีหน้า"
    ปันซูได้ยินก็ไม่พอใจ “เฮอ เพราะอะไร เจ้ามาไล่ข้าไปแบบนี้ได้ไง”
    หัวหน้าวังปราม “ห้ามเสียมารยาท ท่านนี้คือผู้ดูแลโรงเรียนในวัง อาจารย์โค่ว”
    ปันซูไม่สน “แล้วยังไงล่ะ เมื่อกี้ท่านพูดว่า คนที่ไทเฮาส่งมาดู การสอบครั้งนี้คือท่าน ไม่ใช่นางซะหน่อย”
    สาวใช้ของหลันจือดุ “บังอาจ ในวังเป็นสถานที่สำคัญ จะให้ผู้หญิงต่ำต้อยอย่างเจ้า อยู่ที่นี่โวยวาย ตะลึงอยู่ทำไม ไล่นางออกไป”
    ปันซูสวน “คนที่โวยวายคือเจ้า พี่น้องที่อยู่ในนี้ ใครบ้างไม่ใช่ลูกหลานตระกูลขุนนางมีชื่อเสียง ไหนเลยให้เจ้าอยู่ในนี้วิจารณ์รวยจน”
    สาวใช้หลันจือจะเอาเรื่อง “เจ้า”
    หลันจือปราม “ยังไม่หุบปากอีก น้องสาวท่านนี้ปากช่างคมนัก สาวใช้ของข้า ถูกควบคุมดูแลหละหลวมไปเจ้าพูดได้ถูกต้อง ผู้รับผิดชอบการสอบครั้งนี้ แน่นอนคือหัวหน้าวัง ที่ข้าพูดเมื่อกี้นี้ เป็นแค่ความคิดเห็นเท่านั้น สำหรับหัวหน้าวังจะฟังรึไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้า”
    หัวหน้าวังว่า “อาจารย์โค่วถ่อมตัวไปแล้ว ที่ท่านพูดก็มีเหตุผล”
    ปันซูนิ่งๆ แล้วเอ่ยว่า “ท่านใต้เท้าข้าน้อย แม้ว่าถูกไล่ออกจากวังแล้วงั้นมีบางเรื่อง ยังอยากขอคำชี้แนะหน่อย ถ้าข้าจำไม่ผิดละก็ ตัวอักษร “ยัง” นี้ เป็นคำถ่อมตัวที่ผู้หญิงใช้กับผู้อาวุโส แต่โรงเรียนในวัง เป็นไทเฮาอยู่ในวัง เปิดให้ลูกหลานผู้สูงศักดิ์ศึกษา ไม่ใช่เป็นราชสำนักหรือศาล ถ้าอาจารย์หญิงท่านนี้ ไม่มีตำแหน่งฐานะ งั้นคิดว่า ก็ไม่แตกต่างอะไรกับพวกเรา แล้วทำไม ต้องให้ข้าใช้คำว่า “ยัง” ล่ะ”
    หญิงงามที่มาสอบเห็นด้วย “ข้ารู้สึกว่าน้องสาวท่านนี้ พูดได้มีเหตุผลทีเดียว มารดาเป็นลูกสาวคนโตขององค์หญิงเล่อผิง ก็สอนข้าแบบนี้เหมือนกัน”
    หญิงอีกคนก็เห็นพ้อง “ใช่แล้ว คนที่มาที่นี้ได้ ทุกคนมีฐานะไม่แตกต่างกัน เป็นแค่ลูกสาวขุนนางบ้านนอก ยังไม่ได้แต่งเข้าจวนแม่ทัพใหญ่ ก็ทำตัวเป็นผู้สูงศักดิ์แล้ว”
    ทุกคนเห็นพ้อง “ใช่ๆๆ”
    หัวหน้าวังปราม “พอแล้วข้ายังไม่ได้พูดเลย พวกเจ้าใจร้อนอะไรกัน รีบเขียนข้อสอบเถอะ ไทเฮาทรงรออยู่ที่ตำหนักอยู่เลย”
    ปันซูยอมนั่งลง “เจ้าค่ะ”
    หัวหน้าวังหันมาหาหลันจือ “ที่จริงผู้หญิงคนนี้ความสามารถไม่เลว ข้ารู้แต่แรกควรทำยังไง เพียงแต่ว่า นางแซ่ปัน”
    “แล้วยังไงเหรอ เป็นแค่ขุนนางเล็กๆ เบี้ยหกร้อยหาบ” เป่ยเย้ไม่พอใจ
    หลันจือปราม “เป่ยเย้หลันจืออายุน้อย ทำการวู่วาม ยังคงเป็นหัวหน้าวังคิดได้รอบคอบ มิน่าขุนนางผู้หญิงในวังมากมาย ไทเฮา ไว้ใจเจ้าเพียงคนเดียว”
    “ดูท่านพูดสิ หากกล่าวถึงคนที่ไทเฮาชื่นชมที่สุด สตรีความรู้อันดับหนึ่งในเมืองหลวงนี้ นอกจากท่านแล้ว ยังมีคนที่สองอีกเหรอ”
    “งั้นข้าก็ขอกลับไปที่โรงเรียนก่อน ไม่รบกวนท่านทำงานแล้ว”
    หลันจือออกไปนิ่งๆ หัวหน้าวังมองตาม “ชอบเกลียดไม่ตระหนกเช่นนี้ มิน่าไทเฮาทรงเลือกนาง เป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ เฮ่อ”

จบตอนที่ 2