
ทุกการกระทำทุ่มด้วยหัวใจสไตล์ ‘เวียร์’
พูดคุยกับกับพระเอกสุดฮอตแห่งช่อง 7 สี อย่าง "เวียร์" ศุกลวัฒน์
เป็นพระเอกเบอร์ต้นๆ ของ พ.ศ.นี้เลยก็ว่าได้ สำหรับ “เวียร์” ศุกลวัฒน์ คณารศ ที่ตอนนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เขาคือพระเอกเบอร์หนึ่งของวิกหมอชิตในเวลานี้ และด้วยความฮอตขึ้นหิ้งของหนุ่มคนนี้ ทำให้ทุกเรื่องราวของเวียร์เป็นที่จับตามองจากแฟนๆ วันนี้ “บันเทิง คม ชัด ลึก” ได้มีโอกาสพูดคุยกับหนุ่มคนนี้
@@ พระเอกเบอร์หนึ่ง
รู้สึกยังไงกับคำว่า “พระเอกเบอร์หนึ่งของช่อง 7”
เอาจริงๆ ก็คงจะต้องบอกว่า ดีใจที่มีคนคิดแบบนั้น แต่ถ้ามีคนมาบอกกับเราว่า ไอ้พระเอกเบอร์หนึ่ง ผมจะบอกไปเลยนะว่า อย่าพูดอย่างนี้เลย ไม่ใช่ว่ากดดัน หรืออะไรนะ ผมพยายามที่จะไม่เอามากดดัน พยายามมองในสิ่งที่ดีๆ ไม่พยายามที่จะเอาสิ่งพวกนี้มากดดันในการทำงาน เพราะมันก็จะไม่สามารถทำงานได้ดี แต่ถ้าเรามองกลับกันว่ามันเป็นแรงผลักดัน สมมุติว่าคนมองว่าเราเป็นเบอร์หนึ่ง เรากดดัน ไม่ตั้งใจ แล้วงานก็ออกมาไม่ดี แล้วยังจะบอกว่าเป็นมือหนึ่งได้ไหม หรือคนที่ไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่งก็ไม่ต้องตั้งใจทำงาน แล้วอย่างนั้นจะขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งได้ยังไง มันไม่เกี่ยวว่าใครจะเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สอง เบอร์สาม หรือแรงกดดันอะไร มันอยู่ที่ตัวเราล้วนๆ ไม่ต้องรอให้ใครมากดดันหรือมาบอกว่าเราเป็นเบอร์ไหนหรอก เราต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวคนก็จะเห็นเองว่าเราตั้งใจทำงานในอาชีพ เราแค่ทำหน้าที่ในอาชีพของเราให้ดีที่สุด การเป็นเบอร์หนึ่งใช่ว่าจะเก่งกว่าเบอร์สอง
มีสิทธิพิเศษของการเป็น “เวียร์” ไหม อย่างเช่นเลือกบทที่จะแสดงได้
ไม่มีนะ อย่างเรื่องเลือกบท ถ้าผู้ใหญ่ให้เลือกก็เลือก แต่ถ้าผู้ใหญ่บอกมาว่าต้องเล่นก็ต้องมีการคุยกันประมาณหนึ่ง จริงๆ แล้วส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ก็ไม่มีการบังคับให้เล่นนะ จะคุยกันในเรื่องของเหตุผลมากกว่า ถ้าสมมุติเหตุผลของเราฟังขึ้นว่าทำไมเราไม่เล่น ผู้ใหญ่ก็จะโอเค แต่ถ้าเหตุผลของเราถูๆ ไถๆ ไป เราก็ต้องยอมแพ้(หัวเราะ) บางเรื่องบทมันเหมาะกับเราก็โอเค แต่ถ้าบางเรื่องไม่เหมาะ หรืออาจจะคล้ายกับเรื่องที่เราเคยเล่นแล้ว ก็มีการเสนอแนะว่าบทนี้ดีมาก น่าจะให้พระเอกใหม่ๆ เล่น อาจจะต้องดันนิดหนึ่ง แต่ก็จะทำให้ช่องมีพระเอกเพิ่มขึ้นมาอีกคนด้วย ทุกครั้งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าบทนั้นบทนี้เหมาะกับผม และเสนอบทต่างๆ ให้ ผมดีใจนะ เพราะนั่นแปลว่าผู้ใหญ่เห็นว่าเรามีความสำคัญและมองว่าเราสามารถทำได้ แต่บางทีตัวเราเองก็มองว่าเราอาจจะไม่เหมาะกับเรื่องนี้ เพราะเราเองก็ไม่ได้เหมาะกับละครทุกเรื่อง
@@ งานเบื้องหลัง
คนยังจับตามองว่า “เวียร์” เป็นหนึ่งในผู้จัดของค่าย “มุมใหม่”
ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น ไม่ได้เป็นผู้จัดด้วย เราสนิทกัน เวลามีอะไรก็จะมาคุยกันมาถาม เพราะเราทำงานกับพี่อ๊อด (บัณฑิต ทองดี) มานาน ตั้งแต่อยู่กันตนา จนมาเป็นบริษัทย่อย อย่างมุมใหม่ ฉะนั้นเวลามีอะไรเราก็จะคุยกันนอกเหนือจากหน้าที่หลัก ก็คือการเป็นนักแสดง ตีความบทของการแสดงเราก็มีส่วนช่วยอะไรที่เราช่วยได้ เหมือนเราเป็นพนักงานคนหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เราไม่เบื่อด้วย เพราะเราก็ได้มาช่วยทำงานด้วย และมาช่วยออกความคิดด้วย
สะสมประสบการณ์มาเยอะ จะมีโอกาสเบื้องหลังไหม
ยังๆ แต่ด้วยประสบการณ์ เราก็ทำมาเยอะ จริงๆ ผมเองก็ไม่ได้เด็กแล้ว ถามว่าถ้าให้ทำงานเบื้องหลัง ทำได้ไหม ก็ทำได้ เพราะคนอายุเท่าผมก็ทำกันแล้วเยอะแยะ เพียงแต่ว่าต้องเข้าใจว่าตอนนี้ช่องก็ยังจ้างผมอยู่ เราต้องทำตรงนี้ให้ดีก่อน เพราะเขายังคาดหวังว่าเรามีผลงานออกมา เพื่อที่จะสร้างหน้าสร้างตาให้กับช่องของเราอยู่ ถ้าเราไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ มันก็เหมือนกับว่าเราไม่ทำหน้าที่ที่เขามอบหมายออกมาให้ดีแล้ว ดันไปมองจุดอื่นไปก่อน ซึ่งถ้าตามหลักแล้ว ก็คือผิดแหละ อีกอย่างผมว่ามันเหนื่อย ถ้าเราเป็นนักแสดง และจะต้องไปทำเบื้องหลังด้วย หรือต้องไปกำกับด้วย มันต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ซึ่งนักแสดงไม่สามารถไปกำกับได้ ถ้ายังมีมุมที่เป็นนักแสดงอยู่ เพราะจะมีความละเอียดเกินไป และอาจจะทำให้งานล่าช้า เพราะว่าถ้าเราเป็นผู้กำกับจริงเราต้องตัดทุกอย่างออก ไม่ได้มองแค่ตัวเรา แต่เราต้องมองในภาพรวม ไม่ได้ดูแค่พระนาง แต่ต้องดูทุกตัวแสดงร่วม ซึ่งอาจจะเหนื่อยเกิน แล้วอาจจะยังไม่ต้องรีบทำ เพราะว่าตอนนี้เราเป็นนักแสดงก็สนุกกว่า แถมมันก็ไม่เหนื่อยด้วย(หัวเราะ) เราขอเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เราก็พยายามเก็บข้อมูลไปตลอด หากวันหนึ่งมีโอกาสได้ลงมาทำจริงๆ เราก็จะสามารถทำมันได้ เพราะว่าเราเรียนรู้มันมาแล้ว เรียกว่าช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยว
หมายความว่าถ้าเวียร์มาทำเบื้องหลังก็อาจจะพักงานการแสดงเบื้องหน้า เลยใช่ไหม
ถูกต้อง เพราะว่าถ้าเรายังแสดงอยู่ แล้วต้องมากำกับด้วย คิดว่าไม่น่าสามารถทำได้ หรือถ้าทำได้จริงๆ ก็อาจจะไม่ดี คงทำออกมาได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาเป็นว่าเราแสดงให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อน แล้วพอวันหนึ่งที่เราตัดสินใจว่าเราจะเป็นผู้จัด หรือผู้กำกับ เราก็จะไม่เล่นไม่แสดงแล้ว แคสตัวละครใหม่เลย เรามานั่งกำกับอย่างเดียว คือผมยังรู้สึกว่าผมไม่เก่งถึงขั้นที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างให้มันออกมาดีที่สุด ถามว่าอีกนานแค่ไหน เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่อยากดูผมหน้ากล้องแล้ว แต่ถ้ายังอยากดูอยู่ผมก็ยังทำงานอยู่เบื้องหน้าอยู่ จนอายุ 40-50 ปี
คิดว่าจะเป็นพระเอกไปอีกนานแค่ไหน
บอกแบบนี้แล้วกันว่า ถ้าผมอายุ 50 ปีแล้วคุณยังรับได้ผมก็จะแสดงต่อไป แต่กลัวว่าถ้าแก่ไปเรื่อยๆ เราก็ต้องดูว่าปัจจุบันนี้วงการละครของเรา คนดูเราเปิดรับแค่ไหน เพราะว่าบางทีคนดูก็อาจจะต้องการดูของใหม่ พระเอกนางเอกใสกิ๊ก ซึ่งถ้าคนดูยอมรับนักแสดงที่อายุมากๆ ตรงนี้ได้ นักแสดงก็จะมีพื้นที่ให้เล่นและมีช่วงระยะเวลาในการทำงานยาวต่อไปอีก
เวียร์ติดภาพกับการที่จะต้องเป็นพระเอกไหม
สมมุติผมอายุมากขึ้นแล้ว ตอนนั้นวงการละครกระแสมันเป็นยังไง ผมก็ไปตามนั้นเลยนะ สมมุติว่าคนในยุคนั้นเขาไม่ต้องการพระเอกแก่จริงๆ เราก็คงต้องไปทำอย่างอื่น หรืออาจจะต้องไปเล่นเป็นบทอื่น ถ้าเกิดว่าเขายังโอเค มันกว้างขึ้น เริ่มเหมือนกับฮอลลีวู้ด ดูที่ความสามารถ ไม่ได้ดูว่าต้องสดใสเป็นวัยรุ่นกรุ๊งกริ๊ง อันนี้ก็ได้ สมมุติให้ยุคนั้นผมอายุมากขึ้นแล้วบทที่ผมได้เป็นบทนำแต่ไม่ได้เป็นพระเอก ผมว่ามันแจ๋วเลยนะ
@@ รักของ “เวียร์”
มุมมองความรักของเวียร์กับความรักครั้งนี้เป็นยังไง
ผมว่าความรักก็เหมือนการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเรื่องพวกนี้มันมีอยู่แล้ว แต่เราไม่เอาตรงนั้นเป็นหลักในการตัดสินใจ เราเพียงแค่รู้ว่า ทุกๆ อย่างมีความเสี่ยง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของความรัก เรารู้ไว้ แต่เราไม่เอามันมาเป็นอุปสรรคในการเดินหน้า ส่วนใหญ่ในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้ชายสักเท่าไหร่หรอก มันอยู่ที่ผู้หญิงมากกว่า ผู้หญิงเขามีความเสี่ยงมากกว่า เพราะว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นผลเสียส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่ผู้หญิงมากกว่า ส่วนเราเป็นผู้ชายเราเป็นสุภาพบุรุษ ถ้าเราไม่รู้จักบริหารความเสี่ยง แล้วเขาจะมากล้าเสี่ยงกับเราเหรอ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะเต็มที่ทำให้เขาเห็น ให้เขาพิสูจน์ว่าเรามาจริงหรือมาเล่น เราต้องให้เวลาเขาในการที่ให้เขาพิสูจน์เรา
สิ่งที่ทำตอนนี้คือต้องการจะสร้างความเชื่อมั่นให้ “เบลล่า”
ประมาณนั้น แต่เราก็ไม่ได้ที่จะไปเล่นอะไรนะ ผมว่าของแบบนี้เราก็ต้องดูๆ กันไป ค่อยๆ ดูกันไป เราเองก็ต้องทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันให้เขาเห็นว่าเราก็ตั้งใจ ซึ่งบางทีผู้ชายก็ยังมีความเป็นตัวของตัวเองสูงอยู่ ซึ่งผู้หญิงก็ไม่รู้ว่าเขาจะมั่นใจในตัวเราได้หรือเปล่า เราก็จะพยายาม โตแล้ว ก็ลดความเป็นตัวเองในแบบผู้ชายของเราที่ผ่านมา เราคิดแค่ตัวเราคนเดียว คิดถึงแต่ตัวเองก็ไม่ได้ไปมองอย่างอื่น เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าเราจะดีภายในระยะเวลาสั้นๆ ทุกอย่างมันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ซึ่งเขาก็ไม่บีบเราว่าเราจะต้องดีให้ได้ภายในเวลานั้นเวลานี้ ทุกอย่างก็เลยค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปดีกว่า”
การที่เวียร์แสดงออกมาชัดเจนขนาดนี้ เป็นการกันท่าไม่ให้ใครเข้ามาจีบ “เบลล่า” หรือเปล่า
ใครจะไปรู้(เสียงดังขึ้น) อาจจะมีก็ได้ ซึ่งถ้ามีเราก็ทำอะไรไม่ได้ เราไม่ได้เป็นเจ้าของเขานี่ ถามว่า ณ ตอนนี้เปิดโอกาสซึ่งกันและกันไหม ก็แล้วแต่เลย(เสียงสูง) ในส่วนตัวของผมไม่ได้เป็นคนแบบนั้น และไม่ได้มีใครเข้ามา ผมว่าคงไม่มีใครกล้าหรอกมั้ง ผมเดาว่าผมเองก็น่ากลัวอยู่นะ อย่างกับน้องตอนแรกๆ เขาอาจจะกลัวผมเหมือนกันก็ได้(หัวเราะ) แต่นี่รู้จักกันมานานแล้วไง(ยิ้ม)”
5 ปีที่ผ่านมาปรับจูนเข้าหากันเยอะไหม
เรื่อยๆ นะ จากตอนแรกคุยกันคำสองคำ(หัวเราะ) คือช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราก็ไม่ได้มีอะไรหรือมีใครอยู่แล้ว ซึ่งผมก็เดาว่าทางฝั่งน้องก็เช่นเดียวกัน แล้วเราก็ไม่ได้มีการปิดกั้นกันและกันอยู่แล้ว มันอยู่ที่ว่าต่างคนต่างคิดยังไงมากกว่า
เมื่อไหร่จะเรียกว่าเป็นแฟนกันได้
ถ้าจะเรียกแฟนก็คงเป็นตอนที่แต่งงานกันเลย คือมันเหมือนเวลาเราเห็นผู้ใหญ่เขาคุยกันเวลาเขาจะแนะนำคนที่เป็นสามีภรรยากันเขาก็จะแนะนำว่านี่แฟนผม ซึ่งผมรู้สึกว่ามันน่ารัก เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมเลยไม่อยากใช้คำนี้ อยากใช้ในตอนนั้นมากกว่า ถามว่าสถานะตอนนี้คืออะไร เราก็คุยกัน ก็พยายามทำให้ทุกวันแฮปปี้มีความสุขที่สุด เพราะทุกวันนี้มันก็ได้เรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะเรื่อยเปื่อยนะ คือเราก็พยายามอยากทำให้ให้ดีที่สุด
มองอนาคตในเรื่องของครอบครัวไว้อย่างไร
ชีวิตครอบครัวในอนาคตทุกอย่าง มันต้องเกิดจากความรักทั้งหมด เกิดจากความรัก ความเอาใจใส่ ความเข้าใจ ความมีตรรกะ มีเหตุ มีผล ถ้าคนเรามีสิ่งนี้ทำอะไรก็ดี มองทุกอย่างในแง่ดีอยู่กับมันให้ได้ แล้วก็ตั้งรับแบบมีสติถามว่า เวลาทำอะไรหรือเวลารักใครเราเต็มร้อยไหม เอาเป็นว่าเราก็พยายามทำให้ดีที่สุด เราก็ตั้งใจที่จะทำให้มันดี
แมนๆ สไตล์ “เวียร์” ศุกลวัฒน์
เรื่อง : ณัฏฐิรา หลอดแก้ว



