
คิดสวนทาง - พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป
คนที่ทำงานเกี่ยวกับวงการดนตรีตอนนี้ เหมือนกับว่าทุกคนกำลังเป็นตัวแสดงในภาพยนตร์เรื่อง วิ่ง สู้ ฟัด กันอยู่ บางรายก็วิ่งกันจนฝุ่นตลบจนไม่เห็นทิศทางว่ากำลังวิ่งไปทางไหนด้วยซ้ำ
การเปลี่ยนแปลงในวงการดนตรีตอนนี้เร็วมาก จนหนังสือที่เกี่ยวกับธุรกิจดนตรีที่ซื้อมาเมื่อสองสามปีก่อน ข้อมูลไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในตอนนี้แล้ว หนังสือบางเล่มผู้เขียนต้องออกตัวไว้ในบทนำก่อนเลยว่า “ข้อมูลตัวเลขบางตัวเป็นจริงจนถึงเวลาที่หนังสือนี้ได้ถูกวางจำหน่ายเท่านั้น” แปลว่า หลังจากที่หนังสือได้วางจำหน่ายแล้วจะต้องมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดเดา หรือคาดการณ์ หรือคำนวณอะไรไว้ล่วงหน้าได้
ยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่มีคนเคยกล่าวว่า ผู้ที่มีข้อมูลมากก็จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบหรือมีอำนาจ ซึ่งน่าจะหมายถึงอำนาจในการต่อรองมากกว่า ทำให้ทุกคนวิ่งกันจ้าละหวั่นเพื่อแสวงหา และสะสมข้อมูลกันไว้มากมาย เมื่ออินเทอร์เน็ตอุบัติขึ้นมาบนโลกก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่จะตักตวงกันยังไงก็ไม่มีวันหมด ความนิยมในการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละหลายเท่าตัว เฉพาะในประเทศไทยก็มีคนที่มีความสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าหนึ่งล้านราย และจะเพิ่มเป็นเจ็ดล้านภายในระยะเวลาไม่เกินห้าปี
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลังจากการเกิดนวัตกรรมใหม่นี้คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนมานิยมหาเพลงฟังและดาวน์โหลดเพลงฟรีๆ จากอินเทอร์เน็ต เป็นผลให้การซื้อหาซีดีมาฟังเพลงจากศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบลดน้อยลง ทำให้ร้านขายซีดีขาดรายได้และไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ จึงทยอยปิดกิจการกันไป ปัจจุบันทราบข่าวมาว่าแผงเทป(ร้านขายซีดี)เหลือ อยู่ไม่ถึงสองร้อยแผง การทำธุรกิจดนตรีของค่ายเพลงที่ต้องปูสินค้าให้ทั่วประเทศก็หมดความจำเป็นไป เพราะไม่มีร้านจะให้ปู
เดิมทีการปูสินค้าให้ทั่วถึงทุกแห่งหนก็มีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าเพลงไม่เป็นที่นิยม ร้านค้าก็มีสิทธิคืนสินค้าได้ สินค้าก็ต้องกลับมากองอยู่ที่โกดัง เอาไปทำอะไรก็ไม่ได้ ไม่เหมือนเทปคาสเซตที่ยังนำมาลบแล้วขายให้นักศึกษาซื้อไปอัดคำบรรยายได้ กลายเป็นขยะกองโต และที่สำคัญกลายเป็นมลภาวะเป็นพิษที่ทำลายไม่ได้ ส่วนดีคือสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้เยอะ เพราะไม่ต้องผลิตมากแล้วสูญเปล่าเหมือนแต่ก่อน และก็เป็นการลดมลภาวะเป็นพิษไปในตัว
อินเทอร์เน็ตที่มาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคจึงมาเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ผลิตไปในคราวเดียวกัน แต่ผลก็ไปกระทบกับโรงงานผลิตซีดีที่ลงทุนไปหลายล้าน เพื่อให้มีปริมาณการผลิตที่สูง ผลิตได้คราวละมากๆ โรงงานเหล่านี้ก็นั่งตบยุงกันไปไม่มีงานเข้า หรือจะไปรับจ๊อบผลิตซีดีผีก็ไม่ทราบได้ แต่ได้ข่าวว่าพวกผีก็จะกลายเป็นผีไปจริงๆ เพราะขนาดโกงเขามาขายถูกๆ แล้วก็ยังขายไม่ได้ พวกผีก็ถูกเปลี่ยนพฤติกรรมไปเช่นเดียวกัน
ศิลปินก็เหมือนกัน ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการขายยกเข่ง คือทั้งอัลบั้มมีเพลงดีที่ขายได้อยู่เพลงเดียว ก็คงจะไม่ใช่กลายเป็นศิลปินไส้แห้งแค่นั้น อาจจะกลายเป็นศิลปินมะเร็งลำไส้ได้ เพราะกลุ้มใจกินแต่เหล้า ข้าวปลากินไม่ลง เพราะไม่มีงานจะทำ เปลี่ยนมาเป็นการออกซิงเกิลแล้วทดลองให้ดาวน์โหลดฟรีในเว็บก่อน ถ้ากระแสตอบรับมาแรงก็จะได้ขยับไปทำ อีพีหรืออัลบั้มเต็มกันต่อไป ข้อดีคือ ค่ายเพลงไม่ต้องลงทุนทำทั้งอัลบั้มก็ทำให้ประหยัดงบการผลิตไปได้อีกเยอะ
อินเทอร์เน็ตได้เข้ามาแก้ปัญหาโลกแตกระหว่างศิลปินกับฝ่ายการตลาดได้ คือ ถ้าเพลงขายได้ระเบิดเถิดเทิงก็จะมีแต่เสียง อู๊ อี๊ วู้ ว้าว ชมกันไปชมกันมา พี่เก่ง น้องเก่งก็ว่ากันไป แต่ถ้าเพลงขายไม่ได้ล่ะก็… ฝ่ายศิลปินก็บอกว่า ”โปรโมทน้อย” ฝ่ายการตลาดก็บอกว่า ”เพลง ไม่โดน” หรือถ้าถึงขั้นใช้คำหยาบก็บอกว่า ”เพลงไม่ดี” ศิลปินก็บอกว่า “เพลงผมนะดีชัวร์อยู่แล้ว พี่นะหาเป้าไม่เจอเลยไม่โดน” ฝ่ายการตลาดก็บอกว่า “เป้านะเขาตั้งกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้วแล้วคุณไปอยู่ที่ไหนมา” กลายเป็นพูดกันคนละเรื่อง สุดท้ายก็ต้องลงเอยว่า “อย่างนี้ต้องลาออก”
การเอาเพลงซิงเกิลขึ้นเว็บให้ดาวน์โหลดฟรีก็จะเป็นการพิสูจน์ว่าเพลงทำงานได้หรือไม่ และเมื่อฝ่ายการตลาดไม่ต้องทุ่มงบประชาสัมพันธ์ขนาดที่ต้องเอาชีวิตลูกเมียเข้าไปเป็นเดิมพัน
เพราะอาจจะต้องตกงานถ้าทำงานพลาดเป้า ก็ทำให้อารมณ์ไม่เครียดมากนัก เพราะการออก แบบหน้าตาเว็บประชาสัมพันธ์ศิลปินไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร พร้อมที่จะเปลี่ยนทั้งเว็บและศิลปินได้ทุกเมื่อ งบประชาสัมพันธ์ที่เคยละเลงกันเละเทะก็ประหยัดไปได้มาก กลายเป็นว่า ค่ายเพลงถึงรายได้จากยอดขายจะลดลง แต่กลับทำกำไรได้มากขึ้น พฤติกรรมทั้งฝ่ายศิลปินและฝ่ายการตลาดก็เปลี่ยนไป เพราะขนาดให้กันฟรีๆ แล้วยังไม่มีใครฟัง ก็ไม่ต้องมาเถียงกันให้เสียเวลา
ของฟรี…ดีลูก เคยได้ยินสำนวนนี้มานานแล้ว และก็ยังเป็นจริงกับทุกชาติทุกภาษา ทุกคนชอบของฟรี การที่อินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ก็เพราะเรารู้สึกว่าได้ใช้บริการฟรีๆ ถึงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน แต่เมื่อเทียบกับบริการและประโยชน์ที่ได้รับแล้วก็ยังคิดว่าเหมือนใช้ฟรี แต่ถ้าวันใดการเข้าอินเทอร์เน็ตแต่ละครั้งต้องเสียเงิน พฤติกรรมของผู้บริโภคก็คงต้องเปลี่ยนไปอีก คราวนี้คงได้เผาตำรากันเป็นกองภูเขาเลากาแน่
เรื่องยังไม่จบ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



