
37ปีบรมครูไพบูลย์ บุตรขันสุขทุกข์ที่ใครยากจะรู้
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา คนในวงการเพลงกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันทำบุญรำลึกถึง บรมครูนักแต่งเพลง ไพบูลย์ บุตรขัน ภายใต้การนำของบริษัทเมโทรแผ่นเสียงเทป ณ วัดสำแล จ.ปทุมธานี และกำลังมีโครงการปั้นหุ่นและสร้างห้องแสดงผลงานของครูให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
ครูไพบูลย์ บุตรขัน เสียชีวิตไปครบ 37 ปี ทิ้งผลงานทรงคุณค่าไว้มากมายในวงการทั้งเพลงลูกทุ่งและเพลงลูกกรุง อาทิเพลง มนต์รักลูกทุ่ง น้ำท่วม บุพเพสันนิวาส โลกนี้คือละคร มนต์เมืองเหนือ ฝนเดือนหก ไอดินกลิ่นสาว ฯลฯ ซึ่งในบรรดาเพลงที่ครูแต่งและเป็นอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ หากครูยังมีชีวิตอยู่ท่านคงได้รับผลตอบแทนมากมายจากการทำงานคุณภาพ ที่อาจทำให้ครูมีความเป็นอยู่ในระดับเศรษฐีคนหนึ่งทีเดียว
ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ได้รับฟังจากคำบอกเล่าของญาติสนิทมิตรสหายที่ใกล้ชิด ลูกศิษย์ผู้คุ้นเคย ของครูไพบูลย์ถึงเรื่องราวชีวิตของครูตั้งแต่ก้าวย่างเข้าสู่วงการเพลง ทั้งในยุครุ่งโรจน์และร่วงโรย ซึ่งควรแก่การบันทึกไว้เป็นอย่างยิ่ง
ชีวิตวัยหนุ่มโสดของครูไพบูลย์ มีความสุขตามอัตภาพคงไม่ได้อู้ฟู่ฟุ้งเฟ้อเหมือนนักแต่งเพลงยุคนี้ เพราะนักเขียนนักแต่งเพลงในสมัยนั้นมักถูกมองว่าเป็นพวก "เต้นกินรำกิน" หรือไม่ก็เป็น "นักเขียนไส้แห้ง" ประกอบกับช่วงกลางๆ ของชีวิตครูไพบูลย์ต้องมาถูกโรคร้ายคุกคาม ซึ่งสมัยนั้นการแพทย์และยารักษาโรคยังไม่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน
โรคร้ายลุกลามจนครูไพบูลย์ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวห่างหายจากผองเพื่อน ช่วงนั้นหลายคนบอกว่าเป็นช่วงที่ครูไพบูลย์ ทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก แต่ครูก็ไม่เคยบ่นหรือโวยวาย มีแต่ปรับทุกข์เบาๆ กับเพื่อนๆ ที่สนิทๆ หรือกับลูกศิษย์ที่คุ้นเคยไปมาหาสู่กันเท่านั้น
ช่วงที่ผลงานเพลงของครูกำลังเจิดจรัส บรรดา กองละคร นักร้อง ห้างเทป ผู้สร้างภาพยนตร์ ทุกคนล้วนต้องการเพลงของครูไพบูลย์ ถนนทุกสายมุ่งสู่บ้านในย่านปทุมวัน ประกอบกับครูเป็นคนขี้เกรงใจ จึงแต่งเพลงให้แก่ทุกคน หลายคนคิดว่าครูไพบูลย์ร่ำรวยมีเงินมากมาย
ในขณะที่เพลงที่ครูประพันธ์ ได้รับความนิยมอย่างสูงอย่างต่อเนื่อง แต่โรคร้ายที่น่ารังเกียจก็คุกคามร่างกาย จนกลายเป็นอุปสรรคของการเขียนเพลง ขายเพลง จนเขียนเพลงได้ช้าลง และน้อยลงในที่สุดเมื่อถึงจุดนี้ ถนนทุกสายที่เคยไปมาหาสู่ก็เงียบเหงาเดียวดาย เพื่อนห่างเหิน ศิษย์ห่างหาย ครูไพบูลย์ได้แต่เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เงียบๆ
ญาติสนิทรวมทั้งลูกศิษย์หลายคนยืนยันตรงกันว่า ชั่วชีวิตครูไพบูลย์ไม่เคยมีความสุขที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ปีสุดท้ายช่วงปลายชีวิตของครู ภาพยนต์ร์เรื่อง "มนต์รักลูกทุ่ง" โด่งดังทั้งภาพยนตร์และเพลงประกอบเรื่อง เป็นช่วงเวลาที่ครูไพบูลย์มีความสุขเล็กๆ เพราะได้เปิดหูเปิดตาตามสถานที่ต่างๆ ครูไพบูลย์มีกำลังใจอีกครั้ง สร้างเพลง เขียนบทภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง และสร้างนักร้องใหม่ ช่วงนั้นครูจึงย้ายบ้านใหม่ไปอยู่หมู่บ้านจัดสรรและแต่งงานพร้อมกับขึ้นบ้านใหม่ไปเลย
9 มกราคม 2515 ครูไพบูลย์จัดงานแต่งงานอย่างเป็นทางการกับลูกศิษย์สาว ดวงเดือน ดุษณีวงศ์ เสร็จงานครูไพบูลย์ก็ต้องเดินทางไปดูสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ในต่างจังหวัด วันสารทจีนหลังจากแต่งงาน ครูเพิ่งมีเวลามานั่งสังสรรค์กับลูกศิษย์พร้อมเปรยๆ ว่ารู้สึกเหนื่อยและไม่ค่อยสบาย ซึ่งนอกจากโรคร้ายแล้วครูไพบูลย์ยังเป็นโรคกระเพาะด้วยจนต้องเข้าโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2515 ในขณะที่ครูไพบูลย์จะมีงานเปิดรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ที่โรงหนังเอ็มไพร์ ในวันที่ 1 กันยายน แต่ก่อนหน้าเพียงไม่กี่วัน คือวันที่ 29 สิงหาคม 2515 ครูไพบูลย์ได้สิ้นลมหายใจ ที่โรงพยาบาลเปาโล สะพานควาย
จากวันแต่งงาน 9 มกราคม 2515 จนถึงวันเสียชีวิต 29 สิงหาคม 2515 รวมระยะเวลา 8 เดือน 20 วัน น่าจะเป็นช่วงที่ครูไพบูลย์มีความสุขที่สุดในชีวิต แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ครูยังมีงานมีภาระที่ต้องทำงานรับใช้สังคมตลอดเวลา
แม้วันนี้ผ่านมา 37 ปีแล้ว ที่ครูไพบูลย์ บุตรขัน จากไป แต่ผลงานเพลงที่มาจากสมองอันอัจฉริยะของครู กลับไม่เคยทำให้ครูรํ่ารวยเงินทองและไม่ได้เสวยสุขกับผลงานของตัวเองเลย
จนถึงวันนี้ลิขสิทธิ์เพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน ยังเป็นคดีความฟ้องร้องกันระหว่างผู้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ว่า ใครจะเป็นตัวจริงที่จะได้ครอบครองและเสวยสุขกับผลงานของครู



