
‘หลิน’ ซึ้งใจ ‘โทนี่’ คอยดูแลคุ้มกันเหมือนเจ้าหญิง
“หลิน” มชณต สุวรรณมาศ เผยถอดเฝือกที่ขาออกแล้ว แต่ยังต้องคอยระวัง เปรย “โทนี่ รากแก่น” ดูแลดีเป็นพิเศษ ลุ้นหนังเหมือนลุ้นหวย ดีใจเล่นหนังเรื่องแรกแตะ 100 ล้าน
ก่อนหน้านี้ถือสปิริตแรงกล้านั่งรถเข็นใส่เฝือกมาร่วมงานแถลงข่าวหนัง “มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ” พอวันฉลองรายได้หนังทะลุ 100 ล้านบาท สาว “หลิน” มชณต ดูแข็งแรงขึ้น เดินได้ไม่ต้องใส่เฝือกแล้ว พอได้เจอจึงต้องถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าตัวเผยว่า
"สุขภาพดีขึ้นเยอะ พอเราถอดเฝือก เราก็แฮปปี้ เริ่มกลับมาออกกำลังกาย ไปไหนมาไหนเยอะขึ้น พยายามรักษาให้มันไม่เป็นซ้ำอีก แล้วใช้มันอย่างระมัดระวัง เพราะมันเพิ่งหาย ยังอ่อนแออยู่ หมอก็ยังนัดอยู่ นัดอีกทีอีก 2 เดือน คอยดูห่างๆ แต่เขาก็บอกวิธีการดูแลให้เรา เราก็ถามเขาว่าส้นสูงใส่ได้ไหม หรือต้องบริหารท่าไหน ตอนนั้นหลินใส่เฝือกอยู่ 6 อาทิตย์
(ใส่เฝือกแต่เห็นไปเที่ยวมา) จริงๆ ทริปนั้นเราแพลนกันไว้ก่อนเจ็บขาอีก แล้วเราอยากไปก็เลยไป พี่โทนี่ก็ช่วยดูแลหลายอย่าง เพราะญี่ปุ่นเดินเยอะ แล้วต้องขึ้นลงรถไฟ เขาคอยช่วยดูแล
ตอนไปดูคอนเสิร์ตเขาก็คอยกันคนให้ กลัวคนจะมาเหยียบขาเรา แล้วมีเพื่อนๆ คอยช่วยด้วย เหมือนเวลาเราป่วยเขาก็ดูแลเราพิเศษขึ้นกว่าปกติ เราก็รู้สึกดี รู้สึกพราว มีคนดูแล ดูเป็นเจ้าหญิงเนอะ แบบคอยกันให้ คอยให้เกาะแขน ทั้งๆ ที่ปกติเราไม่ได้เป็นคนเดินจับมือกันอยู่แล้ว แต่พอเราเจ็บ เราก็มีแบบได้เกาะหน่อย ได้เดินจูงมือข้ามถนน เราก็แซวกันเองว่า หวานเป็นพิเศษเนอะช่วงนี้
ส่วนวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเลย พี่เขาทำงาน เขาไปโปรโมทหนัง เราก็อยู่กับเพื่อน ไปร้านกาแฟทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ไม่มีดอกไม้ ไม่ได้ให้อะไรกันเลย เหมือนแค่แซวกันเฉยๆ ว่า วาเลนไทน์ เราก็เห็นคนลงรูปคู่ เราก็จะลง แต่ก็เขิน ไม่ลงดีกว่า แต่มีส่งข้อความไปว่า แฮปปี้วาเลนไทน์ เหมือนใครทักมาวันนั้น เราก็ส่งให้ ส่งให้เพื่อนด้วย" หลินตอบ
ถามต่อว่ามาเล่นหนังเรื่องแรก หนังประสบความสำเร็จขนาดนี้ โทนี่ ว่าอย่างไร หลินเผยว่า
"เขาก็แฮปปี้ด้วยมากๆ คอยช่วยลุ้นหนังเรา ลุ้นกันเหมือนลุ้นหวยเลย เราก็ดีใจ บอกพ่อ บอกแม่ ว่าหนัง 100 ล้านแล้วนะ
มันเป็นเรื่องแรกของเราด้วย เวลาที่เราพูดถึงหนังเรื่องนี้แล้วมันประสบความสำเร็จ แล้วมียอดมายืนยันถึงความสำเร็จของมันด้วย เราก็ดีใจ ดีใจที่ไปไหนคนก็มาทักเรา เรียกว่า น้องดิว ตามชื่อในเรื่อง ต่อจากนี้ก็ยังไม่มีอะไรติดต่อเข้ามา แต่ถามว่าพร้อมไหม ก็ดูเอาตามความเหมาะสมว่าบทบาทที่ติดต่อมามันเข้ากับเราหรือเปล่า เพราะเรายังเป็นนักแสดงหน้าใหม่อยู่ บทนี้อาจจะใกล้ตัวเรา เลยทำได้ดี แต่บทอื่น เรียกว่าเราไม่อยากเล่นบทที่มันเกินตัว แล้วมันฉุดคนอื่น ก็ต้องดูตามความเหมาะสมว่าเราจะพัฒนาไปถึงบทนั้นได้ไหม เพราะว่าเราต้องทำให้ดีที่สุดเหมือนกันในทุกๆ งาน ก็ติดใจงานแสดง จริงๆ ก็เริ่มสนใจทางด้านนี้ เลยเริ่มมารับ มาเทสหนัง อยากรู้เหมือนกันว่าตัวเองจะทำมันออกมาได้ดีไหม พอมันโอเค เราก็ดีใจ กล้าพูดได้แล้ว ว่าเราเป็นนักแสดงได้แล้วนะ" หลินกล่าว



