บันเทิง

eat play life / อาทิตย์ที่ 12 ก.พ. 60

eat play life / อาทิตย์ที่ 12 ก.พ. 60

11 ก.พ. 2560

แล่เนื้อเถือหนัง 'ออสการ์'

โดย นันทขว้าง สิรสุนทร

     แม้ National Retail Federation จะมีข้อมูลสอดคล้องไปกับ Sport Entertainment US ว่า ปี 2017 ควรจะเป็นช่วงเวลาที่ภาคอุตสาหกรรมและกีฬา ควรจะกลับมา “คิดใหม่ ทำใหม่” ด้วยการเน้นความบันเทิงเพื่อให้เกิดการกระตุ้น ให้ผู้คนหันมาเสพมากขึ้นและเกิดรายได้ในระยะยาว
    ทว่า จากรายชื่อหนัง 9 เรื่องที่เข้าชิงออสการ์ 2017 ในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ต้องบอกว่า แม้แทบทุกเรื่องจะเป็นงานที่มีคุณภาพ และเป็นตัวแทน “หนังแต่ละแนว” เข้ามาชิงชัยนั้น แต่มากกว่า 80% ไม่ใช่หนังแมส หรือภาพยนตร์ที่ “เอื้อ” ให้เกิด “แรงกระเพื่อม” แบบ talk of the town แบบบรรยากาศออสการ์สมัยก่อน
    ที่จะดูสนุกสนานอยู่บ้างก็คือ หลังการประกาศหนัง ดารานักแสดง ที่เข้าชิง สื่อเมืองนอกก็จัดการพาดหัวด้วยคำว่า four race โดยคำที่ว่านี้ เป็นความหมาย “ซ้อนไปซ้อนมา” อันมี “นัย” ถึง 4 แง่มุมด้วยกัน นอกจากจะแปลว่าแข่งขัน
    มันยังหมายถึงการชิงชัยของนักแสดงผิวสี 4 คน จาก 4 เรื่องที่สูสีกัน และความหมายสุดท้ายคือ การแดกดัน “ออสการ์” ที่ปีก่อนโดนด่าเรื่อง OscarSoWhite คือบ้าพวกผิวขาว ไม่เลือกนักแสดงผิวสีเข้าชิง (จนฐานคนดูหดหาย เนื่องจากประชากรผิวสีรวมตัวแอนตี้การดูออสการ์)
    บทความนี้เป็น overture หรือ “โหมโรง” เกี่ยวกับ “ตุ๊กตาทองอเมริกัน” ที่มีอายุยืนยาว เดินทางมาเกือบจะ 100 ปีแล้ว ...
    25 ปีที่เขียนสกู๊ป บทความ หรือตะลอนไปพูดตามที่ต่างๆ เกี่ยวกับออสการ์ ผมยอมรับว่าตัวเองไม่ได้ “ตื่นเต้น” แล้วกับการมาถึงของออสการ์ แต่ในข่วงเวลาหนึ่ง งานออสการ์เฟื่องมาก ป๊อปมาก ขนาดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เอย ห้างกาดสวนแก้วเอย ยังเคยจัดงานถ่ายสด และชวนกันไปเสวนากันอยู่พักหนึ่ง ส่วนในกรุงเทพฯ ไม่ต้องพูดถึง มีการจัดออสการ์แข่งกันถึง 2-3 งาน ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา
    “ออสการ์” ไม่ใช่รางวัลหนังที่ “ดีที่สุด” มันคือรางวัลทางภาพยนตร์ที่ “ให้กำลัง” คนสร้างงานมากกว่า เพราะตลอดเกือบหนึ่งศตวรรษของออสการ์เอง มันมีทั้งช่วง “ลุ่มๆ ดอนๆ” และ “ขึ้นๆ ลงๆ” รวมทั้งดีอย่างไม่น่าเชื่อ (โดยเฉพาะปีที่แล้ว ที่แหกฟ้าคว้าดาว ให้งานนอกกระแสอย่าง spotlight กับปีที่ให้ No Country for Old Men ได้รางวัลหนังเยี่ยม)

eat play life / อาทิตย์ที่ 12 ก.พ. 60
    ย้อนหลังเท้าความกันสักนิด...
    ออสการ์หนังเยี่ยมในช่วงทศวรรษที่ 80-90s นั้น มี “ท่าบังคับ” อย่างไม่เป็นทางการอยู่ 5 ข้อ 1.หนังเยี่ยมมักทำรายได้มากมายเกินหลักร้อยล้าน, 2.หนังเยี่ยมมักเป็นแนวทางเนื้อหาที่ดูง่าย มีความป๊อปปูลาร์สูง (สองคุณสมบัติแรกนี้ titanic, forest gump, braveheart คือตัวอย่างที่ชัดเจน)
    3.หนังชนะออสการ์มักเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ มีขนาดที่ใหญ่โต เน้นโปรดักชั่น และ 4.มักเป็นงานที่จรรโลงคุณค่า อารมณ์ ความรู้สึกตามขนบของสังคมอเมริกัน (ดังที่เคยมีการแดกดันว่า ออสการ์คือ รางวัลอเมริกันเพื่อคนอเมริกัน) ข้อสุดท้ายคือข้อที่ 5 .... หนังเยี่ยมออสการ์จะไม่ปล่อยให้คนดู ออกจากโรง หรือกลับบ้านไปด้วยความสับสน ค้างคา มันต้องพูดประเด็นชัดเจน และมักเป็นด้านขาวสะอาด คุณงามความดี
    ถ้า... เอา 5 คุณสมบัตินี้ มา “จับ” หนังทั้ง 9 เรื่องที่เข้าชิงออสการ์ 2017 ม้าที่นำหน้าในบรรดาม้า 9 ตัวก็คือ la la land (นิตยสาร variety เมื่อเกือบ 80 ปีที่แล้วเปรียบเทียบการจัดงานออสการ์ เหมือนการแข่งม้า เพราะทำให้เกิดรายได้ เกิดการสร้างงานแก่ชาวอเมริกัน)
    ที่สำคัญ หนังเพลงเพียงเรื่องเดียวที่เข้าชิงในสาขาหนังเยี่ยมปีนี้ มีครบทุกท่วงท่าที่ออสการ์ต้อง ทั้งรายได้และการแสดงที่ดี ทั้งการเขียนบทที่เต็มไปชั้นเชิง และที่สำคัญ มันทำให้คนดู enjoy และอิ่มเอมไปกับสิ่งที่หนังเล่า นี่คือ “รสชาติ” แบบที่คนอเมริกันต้องการ 
    โดยมีหัวใจสำคัญเน้นย้ำตลอดเวลาเกี่ยวกับ “คุณค่า” ของยุคสมัย ที่ไม่ลืมเชิดชู “ความฝันแบบอเมริกันชน” (เมื่อปี 2000 นิตยสาร Time เคยส่งอีเมลสัมภาษณ์ว่า อะไรคือทีเด็ดที่หนังเรื่องหนึ่งจะได้ออสการ์ ผมตอบไปว่า การเชิดชูคุณค่าแบบ “อเมริกันชน”)
    พ้นจากการตั้งข้อสังเกตนานาประการที่กล่าวมาข้างต้น... สิ่งที่น่านับถือ น่าทึ่ง ไม่ว่าเราจะชอบหรือชังรางวัลออสการ์ก็ตาม นั่นคือ “ตุ๊กตาทองอเมริกัน” ตัวนี้ มีการ “ปรับตัว” ไปตามกระแสสังคมโลกตลอดเวลา อาทิ เมื่อสังคมโลกเน้นการขุดคุ้ยตรวจสอบความจริง spotlight ก็ชนะเลิศ, พอเทรนด์ผิวสีมา 12 Years a Slave ก็ส่งหนังมา, เมื่อนโยบายการเมืองในยุค 90s คลี่คลาย เจ้า Forest Gump ก็ตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกของสังคมอเมริกัน, พอผ่านเหตุการณ์สังคมหย่าร้างเป็นประวัติการณ์ จนอเมริกันถามหาคุณค่าของการอยู่ร่วม American Beauty ก็ขึ้นไปคว้าหนังเยี่ยมในปี 2000
    “การปรับตัว” กับแง่มุมทางสังคม ไม่ถือว่าเกิดขึ้นทุกปี แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ มีเรื่องฮาๆ คือ ปีที่ The Hurt Locker ได้หนังเยี่ยมในปี 2008 นั้น มันไม่มี "วี่แวว" มาก่อน ทุกคนเต็งไปที่ avatar แบบไร้ราคาต่อรอง ทว่า... อย่าลืมว่า ตลอดทั้งปี 2008 นั้น กระแสเดียว ที่พัดแรง และพัดตลอดทั้งปีคือ กระแสเฟมินิสต์ !
    The Hurt Locket คือหนังของผู้กำกับหญิง !
    แล้วทำไมปีนี้ ออสการ์ จึงจะไม่สนุกเอาเสียเลย เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขัน “ซูเปอร์โบวล์” ครั้งที่ 51
    “ออสการ์” กับ “ซูเปอร์โบวล์” กลายเป็น “ย้อนแย้ง” กันเองในแง่ของอุตสาหกรรมบันเทิง เพราะว่าอะไร
    สัปดาห์หน้า เรามาต่อตอนสอง...
    ว่าด้วยการปะทะกันระหว่างสาย “เสรีนิยม” กับ “อนุรักษ์นิยม” บนเวทีหนัง ที่ดังที่สุด
    “แต่ไม่ได้ดีที่สุด” !!!