
เปิดใจละเอียดครั้งแรกฮีโร่บางสะพาน 'ตูน บอดี้สแลม'(คลิป)
ความในใจของ "ตูน บอดี้สแลม" กับการเป็นเป็นฮีโร่ช่วยโรงพยาบาลบางสะพาน ที่มาพร้อมความกลัว
ถูกยกให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปี 2559 สำหรับ "ตูน" อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม กับความตั้งใจทำความดีด้วยการวิ่ง 400 กิโลเมตร จากกรุงเทพฯ ไปรพ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อหารายได้เพื่อช่วยสร้างโรงพยาบาลบางสะพาน โดยเมื่อจบโครงการได้เงินบริจาคถึง 80 ล้านบาท พร้อมกับคำชื่นชมมากมาย โดย ตูน บอดี้สแลม เปิดใจกับ "บันเทิง คมชัดลึก" อย่างละเอียด ถึงเส้นทางของโครงการ "ก้าวคนละก้าว" ว่าไม่ได้สวยงามอย่างที่หลายๆ คนคิด
พูดถึงความผูกพันกับอ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ก่อน
"ใช่ๆ เรามีบ้านอยู่ที่นั่นมาประมาณ 3 ปีแล้ว แต่เราไม่ได้รับรู้ปัญหาที่เกี่ยวกับโรงพยาบาลบางสะพานเลย เพราะว่าที่ผ่านมา เราไม่ได้ไปใช้โรงพยาบาล เราก็ใช้ชีวิตปกติ อ.บางสะพานเป็นอำเภอที่น่ารักมาก อาหารการกินหาง่าย ไม่แพง ทะเลสวย โอเคคนอาจจะน้อยหน่อย เพราะว่าค่อนข้างไกลจากกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตแค่ผิวๆ สุดท้ายมาได้รู้ปัญหาจริงๆ ตอนที่คุณหมอ ผอ. เชิดชาย (เชิดชัย ชยุวัฑโฒ) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน ท่านได้ติดต่อผ่านมาทางร้านขนม Sweet Home Bakery ใน อ.บางสะพาน เจ้าของร้านชื่อพี่แดง วันหนึ่งพี่แดงก็โทรมาว่า ท่านผอ.อยากจะให้เราไปช่วยวิ่ง ในอีเว้นท์ที่ทางรพ.จะจัดขึ้นประมาณ 10 กิโลเมตร เพื่อให้คนได้มาออกกำลังกัน สมมติมีเงินเหลือจากอีเว้นท์นี้ก็จะเอามาต่อเติมรพ. ในส่วนที่ขาดแคลนอยู่ จากจุดเริ่มต้นตรงนี้ เรายินดีช่วยอยู่แล้ว เพราะเราก็ชอบออกกำลังกายไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง"
จากจุดเริ่มต้นตรงนั้นมาถึงการวิ่ง 400 กิโลเมตร ในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ได้ยังไง
"หลังจากนั้น ก็มีการนัดกันกับทางคุณหมอเพื่อเข้าไปคุย เพื่อให้ได้เห็นหน้าค่าตากัน ปรากฎว่าคุณหมอก็พาทัวร์โรงพยาบาล แล้วเราได้เห็นภาพคนมานอนตรงทางเดิน คนป่วยมีเตียงอยู่ตรงข้างทางเดิน มีผู้ป่วยมานอนใต้เตียงผู้ป่วยอีกที ตรงทางเดิน พอเราเห็น เรารู้สึกว่าโห้ มันเป็นอย่างนี้เชียวเหรอ เด็กแรกเกิดที่ต้องการใช้เครื่องอบ เขาเรียกว่าอะไรนะ ตู้อบใช่ไหม เครื่องก็ไม่พอ มีอยู่เครื่องเดียว 2 เครื่อง ใช้สลับกันไป เด็ก 4-5 คน เด็กคนแรกเข้าไปยังไม่ทันดีขึ้นเลย ก็ต้องเปลี่ยนไปให้อีกคนหนึ่ง สลับกันไปมา ใจเราตอนนั้นคืออยากช่วย ถ้ามาวิ่งแค่นี้ก็คงช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะงานนี้เรามาเป็นแค่คนหนึ่งที่มาช่วยเรียกแขก จากจุดตรงนั้น เรามองเห็นปัญหา ก็บอกกับทางคุณหมอว่า ผมยินดีช่วย และผมขอกลับไปคิดก่อนว่าถ้าผมทำได้มากกว่านี้ ขอทำนะ นั่นคือจุดเริ่มต้น"
พอได้ทำแล้ว ผลที่ได้มันเกินกว่าที่คาดไว้แค่ไหน
"ตอนแรก เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องคนรู้เยอะ เพราะเราเป็นคนขี้กลัวเหมือนกัน ขี้กลัวอย่างแรกเลย กลัวคนมองว่าทำเอาหน้า ทำโปรโมทตัวเอง บอกตรงๆ เรากลัว แต่พอจะเริ่มทำตรงนี้ ไปปรึกษากับพี่ๆ ที่เรารู้จักในด้านสื่อ เพื่ออยากให้เขาช่วยโปรโมท ไปปรึกษาเขาปุ๊บ พี่เขาก็บอกว่าถ้าเกิดเราลงแรงขนาดนี้ แล้วต้องการให้เกิดประโยชน์เยอะๆ ยังไงมันก็ต้องทำใหญ่ เพื่อประกาศให้คนรู้เยอะๆ คนรู้เยอะจะได้มีเงินมาช่วยเหลือเยอะๆ อยากให้เรามองข้ามไป ความกลัวในตรงนั้น ผมก็ฮึดขึ้นมาว่า เราจะทำให้เต็มที่ ให้คนรู้เยอะๆ จะได้ช่วยกัน"
ในตอนที่เริ่มวิ่งมีความกังวลไหมในภารกิจนี้
"สิ่งที่ผมกังวลไม่ใช่ว่าจะทำไม่สำเร็จ แต่กังวลเรื่องของการจราจร สิ่งที่ผมคิด คำนึง และเป็นห่วงกังวลตลอดเวลาทั้ง 10 วันนั้น คือไม่อยากให้สิ่งที่เราตั้งใจดี ไปเดือดร้อนสร้างความรำคาญใจให้กับใครแม้แต่คนเดียว เพราะเราเข้าใจดีว่า ไม่มีใครที่จะเห็นด้วยกับเรา 100 เปอร์เซ็นต์ เราไม่อยากให้มีแม้แต่เสี้ยวเดียวที่คนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจกับรถติดเพราะขบวนของเรา ถ้าสังเกตุผมกับทีมงานจะเข้มข้นมากเรื่องนี้ ผมจะถามทีมงานตลอดว่ารถติดไหม ถ้ารถติดไม่เอาแล้วผมจะขอโทษดาราที่ผมเชิญมา นักร้องที่ผมเชิญมา ให้ข้ามไปเซ็ทหน้าเลย เซ็ทต่อไปนี้ผมจะวิ่งให้คนน้อยที่สุด เพื่อที่จะใช้ขอบทางให้น้อยที่สุด เพราะอย่างที่เห็นว่าเราจะไม่ใช้ช่องทางการจราจรอยู่แล้ว เราจะใช้ไหล่ทาง แต่ก็จะมีบางที่ไปเบียดบังถนนในเลนแรก ในบางเซ็ทที่วิ่ง ถ้าวันไหนที่รถเยอะ ผมจะบอกทีมงานว่าผมจะวิ่งแบบกองโจร ความหมายคือวิ่งไปให้ถึงเส้นที่ตั้งใจไว้ โดยลดให้เหลือขนาดแค่ประมาณ 3-4 คน เพื่อไม่ให้ไปกีดขวางการจราจรเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเพิ่มมากขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่ผมกังวลมาเป็นอันดับแรก"
ภาพที่หลายคนประทับใจคือวันสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ที่มีผู้คนมากมายมาวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อม “ตูน” รู้สึกยังไง
“ตอนนั้นผมไม่เห็นภาพนั้น มาเห็นตอนหลัง ประทับใจมาก ที่คนในพื้นที่เขาตื่นตัว ผมเดาว่าเขาคงจะรู้สึกขอบคุณ ที่เรามาทำอะไรให้บ้านเขาบ้างเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้ในชีวิต แม้แต่วันที่ไปเล่นคอนเสิร์ตก็ไม่ได้รู้สึกแบบนี้ มันเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในชีวิต จริงๆ ไม่ต้องถึงวันที่ไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทาง แค่วันที่ 3-4 ที่จังหวัดเพชรบุรี หลังจากวิ่งผมกลับไปพักที่โรงแรม มีคนไปรอผมที่โรงแรมวัดจากสายตาน่าจะประมาณเกือบพันคน ซึ่งเวลาเราไปปทัวร์คอนเสิร์ต เราก็จะเห็นภาพชินตาก็คือมีน้องๆ แฟนเพลงมารอหน้าโรงแรม มาขอถ่ายรูป แต่ไม่เยอะขนาดนี้ และช่วงอายุของคราวนี้ก็แตกต่างจากการไปทัวร์คอนเสิร์ต คือมีตั้งแต่เด็กน้อยใส่ชุดนอน ใส่ชุดนักเรียนมารอยืนให้สตางค์แบงค์ 20 บาท จนถึงเด็กโตหน่อย ไปถึงผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ผู้เฒ่าผู้แก่ มารอเราเต็มโรงแรมเลย เรายังไม่ลงรถเราเห็นภาพนี้ เป็นภาพแรกที่เราเห็นหลังจากที่เราเริ่มวิ่งว่ามีคนให้ค่ากับสิ่งที่เราทำ ตอนนั้นผมคิดอยู่ในใจตอนที่เห็นภาพนี้ ”นี่!! เราทำอะไรลงไป“ มันเป็นในความหมายที่ดีนะ ”มันเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เราทำลงไป แล้วเขามารอเรามากขนาดนี้" เรารู้สึกว่ามันเกินสิ่งที่เราคาดคิด คนที่มารอเราอยู่ตรงนั้น ผมเชื่อว่าเขาไม่ใช่แฟนเพลงผมแน่ๆ เขาไม่ได้มา เพราะผมคือ ตูน บอดี้สแลม แต่เขามาเพราะเขาอยากจะช่วยโรงพยาบาล เขามาเพราะได้ยินข่าวว่า ไอ้ตูนคนนี้ มาวิ่งเพื่อเอาเงินช่วยโรงพยาบาล มีคนเฒ่าคนแก่เดินมาบอกผมว่า “จะเอาเงินไปช่วยสร้างโรงพยาบาลใช่ไหม” เขาเลยอยากจะมาร่วม มาเจอตัวเป็นๆ เขาอยากจะมาให้เงินผม เพื่อไปช่วยโรงพยาบาล ทำให้ผมรู้สึกว่ามันตื้นตัน มันมีความรู้สึกหลายๆ อย่างที่รวมอยู่ในวันนั้น มันเกินความคาดหวัง เพราะเราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมารอเราขนาดนี้ ไม่ได้คาดหวังว่าคนจะมารอเราตามรายทางขนาดนี้ เราไม่เคยมีภาพนี้อยู่เลยก่อนหน้านี้ พอมาเจอภาพนี้มันเป็นความประทับใจ ที่เราไม่รู้จะอธิบายยังไง ตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มวิ่งจนถึงวันที่ 10 ภาพทุกภาพที่ผมได้เห็นตลอด 10 วัน จะเป็นภาพที่ผมไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต"
"ตูน บอดี้สแลม"



