บันเทิง

ศิลป์แห่งแผ่นดิน - วรรณกรรม ที่ปึกวงฆ้องชัย

ศิลป์แห่งแผ่นดิน - วรรณกรรม ที่ปึกวงฆ้องชัย

17 ก.พ. 2552

“ศิลปะแห่งแผ่นดิน” ฉบับนี้ ผมขอคุยกับท่านผู้อ่านด้วยเรื่อง “วรรณกรรม” ครับ

ก็เนื่องด้วยเมื่อวันเสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ที่ 7 - 8 - 9 กุมภาพันธ์ ที่เพิ่งผ่านมานี้ คณะเยาวชน นักเรียนมัธยมของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จากศาลายา นำโดยคณะอาจารย์ อ.นฤนาท ธีรภัทรธำรง  อ.สมศักดิ์  ทองช่วย อ.มารยาท  ประเสริฐ อ.พนมศักดิ์ มนูญปรัชญาภรณ์ อ.บันลือศักดิ์ แซ่ตั้ง (ท่านหลังนี้เป็นลูกชายของจิตการ, กวี, คนสำคัญของประเทศ จ่าง แซ่ตั้ง) โดยมี “ท่านกบ” มหารองลักษณ์ (ปัญญา วชิโรภิกษุเจ้า “สำนักสงฆ์ปึกวงฆ้องชัย” เปิดสำนักให้เป็นค่ายวรรณกรรมของเยาวชนกว่า 60 ชีวิต

 “ท่านกบ” เป็นภิกษุที่มีวัตรปฏิบัติดีงาม มีวิสัยทัศน์และโลกทัศน์ ทันสมัย ท่านเปิดพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางธรรมะ และกิจกรรมด้านศิลปะของเด็กๆ และเยาวชนอยู่เสมอ พร้อมด้วยแรงกายตรงใจจากชาวบ้าน “ท่าเตียน” ตำบลท่าไม้ เกยไชย มาเป็นแม่ครัวปรุงอาหารเลี้ยงเด็กๆ

 กิจกรรมแบบหลักสูตรระยะสั้น (mini course) นับว่าน่าสนใจ ทางโรงเรียนพานักเรียนเดินทางออกนอกสถานที่ มาถึงแหล่งเรียนรู้ ได้พบ “ครู” บุกถึงถิ่นเลยทีเดียว โดย “ผู้ทรงคุณวุฒิ” สำหรับรายการนี้ คือ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์ปี 2535 และนักเขียนรางวัล “ศิลปาธร” ประจำปี 2550 เจ้าถิ่น ณ กระท่อมเกี่ยวก้อย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ก็คือกระผมผู้เขียนเองแหละครับ ที่ได้รับเชิญเป็น “วิทยากรหลัก” ซึ่งหมายถึง ปักหลักอยู่โยงตั้งแต่เช้าตรู่ยันเย็นย่ำ แถมรอบค่ำอีกด้วย เหน็ดเหนื่อยแต่ก็รื่นรมย์กับกิจกรรมและเด็กเยาวชนผู้น่ารัก

 ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ปัญหาของการเรียนการสอนกวีนิพนธ์ มิได้อยู่ที่ตัว รูปแบบ ฉันทลักษณ์ หรือ “วิธีการ” แต่อยู่ที่ “วิธีมองวิดีโอ” หรือจะพูดให้ถูกคือ “วิถีคิด”

 สองคืนสามวัน คนหนุ่มสาว อายุ 16-18 ปี ได้เรียนรู้กระบวนการเขียนบทกวี กันอย่างรื่นรมย์ เริ่มต้นตั้งแต่ กลอน 4 กลอน 6 กลอน 8 และกาพย์ยานี 11 ไปถึงเรื่องธรรมชาติ โลก ชีวิต

 เรื่องบทกลอน บทกวี นี้เป็นเรื่องสำคัญมากเชียวครับ เพราะ เขาถือว่าเป็น “ยอดมงกุฎของงานวรรณกรรม” เลยทีเดียว ก่อนหน้ากิจกรรมเข้าค่ายที่นี่ มีกิจกรรมด้านวรรณกรรมและห้องสมุดของ ทีเค พาร์ค ที่มี กวี “วารี วายุ” หรือวินัย อุกฤษณ์ พร้อมด้วย อ.ยรรยง แก้วใหญ่ ครูภาษาไทยคนเก่งของปักษ์ใต้ มาเป็นวิทยากร ณ โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ อ.ชุมแสง บ้านผม เราได้คุยกันถึงทิศทางการเรียนการสอนบทกวีในโรงเรียน ระดับประถม มัธยม

 โดยคุณวินัย อุกฤษณ์ ได้ให้ข้อคิดไว้น่านำไปคิดต่อและปฏิบัติว่า บทกวี มีไว้สำหรับให้เรียนรู้โลก และชีวิต เริ่มจากรู้จักตนเอง รู้จักคนอื่น รู้จักธรรมชาติ สังคม ในมิติลึก  คำประพันธ์เป็นสื่อ หรือสะพานไปสู่การเข้าถึงความจริง ความงาม ความดี โดยครูผู้สอนจะต้องเดินเคียงข้างไปกับผู้เรียน นำพาไปสู่ความลึกซึ้ง ในสุนทรียภาพแห่งบทกวี

 สำหรับค่ายวรรณกรรมที่ผมเป็นวิทยากรที่สำนักสงฆ์นี้ เด็กๆ หลายคนสามารถกลั่นกรองร้อยเรียงถ้อยคำออกมาได้อย่างไพเราะงดงาม เรื่องชีวิต ผ่านกิจกรรมหลากหลาย เช่น การเขียนนิราศ การแต่งบทกลอน รูปแบบฉันทลักษณ์ต่างๆ การประพันธ์เพลงโดยใส่ทำนองลงในงานร้อยกรอง

 นับเป็นช่วงเวลาที่แสนดี แสนงาม ที่คนหนุ่มสาวจาก ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ ได้มาพบครูแดนไกลต่างถิ่น และกวีคนหนึ่งแห่งชนบท ได้พบนักเรียนหนุ่มน้อย สาวน้อย วันสดใส ที่มีพลังมีความสนใจใฝ่รู้ สำนักสงฆ์ปึกวงฆ้องชัยต้องอยู่บนทำเลที่แสนงาม โอบล้อมด้วยแม่น้ำเก่า (ยม) ที่เปลี่ยนทาง กลายเป็น “กุด” และได้โค้งตัวโอบกอดผืนดินขนาดเกือบร้อยไร่ไว้เป็นเกาะรูปวงกลม เปรียบได้ดั่ง “ปึก” (ส่วนนูนตรงกลาง) วง “ฆ้อง” สมดังนาม สถานที่แห่งนี้นั่นเอง

 สุดท้ายบทความสัปดาห์นี้ ขอนำเนอผลงานของนักเรียนหนุ่มสาวชาวมหิดลฯ สัก 2 ชิ้น ครับ

 “ปาก้อนหินลงสระน้ำ            คลื่นกระทบรอบด้าน

 ไม่ว่าจะเบาแค่ไหน  เหมือนทุกสิ่งที่เราทำ”  (เปรม  หวังเจริญ)

 

 “บางคนเห็นปัญหาแต่ไม่แก้ บางคนแก้ปัญหาแต่ไม่เห็น” (เจษฎา   จารุพงศา)

"ศักดิ์สิริ  มีสมสืบ"