
หลากหลายความคิด หนังไทยฝ่าวิกฤติก้าวผ่านปี 2560
หนังไทยเข้าสู่ภาวะซบเซา ผู้สร้าง ผู้ผลิต รวมถึงผู้บริหารโรงภาพยนตร์ ต่างมองว่าวิกฤติเหล่านี้ รวมถึงวิธีแก้ไขไว้อย่างไร
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าหนังไทยเข้าสู่ภาวะซบเซามาโดยตลอด เห็นได้ชัดจากการที่หนังไทยไม่ทำเงิน ค่ายหนังต่างลดจำนวนการสร้างเพราะหนังขาดทุน หลายคนมองว่าสาเหตุที่ทำให้หนังไทยซบเซานั้น มาจากความซ้ำซากของพล็อตเรื่อง การมีโรงฉายน้อย รวมถึงวิวัฒนาการที่ก้าวล้ำของสื่อดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมการเสพภาพยนตร์ของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มาดูกันหน่อยดีกว่าว่าผู้สร้าง ผู้ผลิต รวมถึงผู้บริหารโรงภาพยนตร์ ต่างมองว่าวิกฤติเหล่านี้ รวมถึงวิธีแก้ไขไว้อย่างไรบ้าง
เริ่มจาก “กอล์ฟ ” ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับ ที่กำลังผิดหวังกับรายได้ของภาพยนตร์เรื่องล่าสุด อย่าง “ปั๊มน้ำมัน A Gas Station” ได้กล่าวถึงหนังไทยทั้งปีที่ผ่านมาว่า
“แย่นะ ปี2559 เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าหนังไทยไม่ทำเงิน อาจเป็นเพราะเนื้อหา ไม่น่าสนใจพอที่จะดึงคนเข้าโรงหนัง ก่อนหน้านี้พอมีทีวีหนังก็เปลี่ยนไปแล้วยุคหนึ่ง พอมีวิดีโอ ซีดี วีซีดี ดีวีดี หนังก็เปลี่ยนไปอีกยุคหนึ่ง แต่ตอนนี้ส่วนหนึ่งดูทุกอย่างผ่านมือถือ เรารู้สึกว่าตอนนี้คนทำหนังไม่ได้ต่อสู้กับตัวหนังด้วยกัน แต่กำลังต่อสู้กับโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะพฤติกรรมการดูหนังของคนดูเปลี่ยนไปเยอะมาก ฉะนั้นคนสร้างหนังต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ต้องคิดเยอะๆ ว่าปีหน้าเราจะทำหนังอย่างไร ที่จะดึงคนดูออกมาจากมือถือได้ ทุกวันนี้พอคลิกมือถือ ก็เห็นหนังเห็นซีรีส์จากทั่วโลก การมาดูหนังในโรงหนังมันเปลี่ยนไป คนทำหนังต้องปรับตัวเข้าหาคนดู คืออาจจะทำหนังที่สามารถฉายในมือถือได้ ส่วนหนังที่จะเข้าโรงก็ต้องน่าสนใจมากพอ หากเราไม่มีเปลี่ยนแปลงตัวเองอาจจะตายหมู่ได้” กอล์ฟกล่าว
ในขณะที่ “มะเดี่ยว” ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์-ละคร เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งมองว่าปีที่ผ่านมาหนังไทยซบเซาอย่างมาก
“อาจเป็นเพราะคนดูอาจจะอยากดูอะไรใหม่ๆ เราคิดว่า การทำหนังต้องปรับเปลี่ยนแนวทางและการลงทุน เพราะตั๋วหนังเดี๋ยวนี้มันแพง คนดูหนังก็อยากดูอะไรที่แพง แพงในที่นี้ คือความคิดสร้างสรรค์และสไตล์ รวมถึงโปรดักชั่นด้วย เรื่องเทคโนโลยีก็มีส่วน แต่ไม่ทั้งหมดนะ เพราะการดูหนังในมือถือก็ส่วนมือถือ ดูหนังในโรงก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง ตลาดของคนที่จะดูหนังในโรงมันยังไม่หดตัวลงนะ เพราะหนังฝรั่งก็ยังได้ตังค์ การออกมาดูหนังในโรงยังเป็นวัฒนธรรมของการเสพมหรสพอยู่ แต่คนทำต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ” มะเดี่ยวกล่าว
หันมามองในส่วนของผู้ผลิตอย่าง M 39 กันบ้าง ซึ่ง “เอมี่” จันทิมา เลียวศิริกุล กรรมการผู้จัดการและโปรดิวเซอร์ของ บริษัทเอ็มเทอร์ตี้ ไนน์ จำกัด กล่าวว่าภาพยนตร์ไทยปี 2559 ไม่ต่างอะไรกับ 2 ปีที่ผ่านมา มันซบเซาอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
“ปัญหาของผู้สร้างคือเวลาทำหนังนั้น ต้องทำกันล่วงหน้า กว่าหนังจะออกมา มันก็ต้องใช้ระยะเวลา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น กระแสหนังก็เปลี่ยนไปแล้ว มันเลยดูเหมือนเราทำหนังออกมาแนวซ้ำๆ คนดูก็ต้องทิ้งเราอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ เราต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง เพื่อที่จะต่อสู้กับธุรกิจตรงนี้ มันไม่ใช่แค่เปลี่ยนแค่ตัวหนัง หรือวิธีการทำหนัง แต่เราต้องปรับเปลี่ยนเรื่องการตลาดและการจัดจำหน่าย มันต้องเติบโตไปพร้อมๆ กัน ในแง่ของการผลิตเราให้ความสำคัญกับลายมือ ลายเส้นของผู้สร้าง ถ้าเรายังมองเห็นว่า เขายังมีกลุ่มตลาดของเขาอยู่ ก็ให้เขาไปพัฒนาของเขา แต่หน้าที่เรา คือมองของเขาว่า จะสามารถนำมาพัฒนาทางการตลาดได้อย่างไร เหมาะกับตลาดแบบไหน และควรจะลงทุนแบบไหน เพื่อนที่จะนำเสนอการลงทุน คือเราก็แบ่งๆ กันทำหน้าที่เพราะถ้าทำคนเดียวอาจจะไม่รอด” เอมี่กล่าว
ในส่วนของโรงภาพยนตร์ซึ่ง “กบ” สุวรรณี ชินเชี่ยวชาญ ประธานเหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เอสเอฟ คอร์ปอเน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รายได้โดยรวมของโรงภาพยนตร์ปี 2559 ใกล้เคียงกับปี 2558 เพราะภาพยนตร์มีความหลากหลายมากขึ้น จะเห็นได้ว่าการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์นั้น ยังเป็นที่นิยมในกระแสนิยม
“ตั้งแต่เราเปลี่ยนการฉายจากระบบฟิล์มเป็นดิจิทัลทำให้ต้นทุน ในการผลิตสื่อที่จะฉายต่ำลง ทำให้หนังขนาดกลางและเล็ก รวมถึงภาพยนตร์อินดี้เข้ามาฉายในโรงได้มากขึ้น ถือเป็นกำไรของคนดู แต่ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีการผลิตภาพยนตร์ไทยออกมาน้อยมาก ทำให้สัดส่วนของรายได้จึงน้อยตามไปด้วย จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ คนดูมีพัฒนาการสูงขึ้น คนทำหนังก็ต้องมีการพัฒนามากขึ้น หากเป็นบทภาพยนตร์ที่เรียบง่ายเกินไป คนดูก็สามารถหันไปดูละครทีวี ภาพยนตร์ทางทีวีและสื่อออนไลน์ทดแทนกันได้
ดังนั้นผู้สร้างหนังต้องเสนอมุมมองที่ต่างกันมากขึ้น แต่ถ้าหนังแหวกแนวจนสื่อสารกับคนดูไม่รู้เรื่อง หนังก็จะไม่ประสบความสำเร็จ การที่จะบอกว่าหนังได้รางวัลอย่างเดียวบางทีมันก็ไม่เพียงพอ อาจทำให้คนดูรู้สึกกลัวด้วยซ้ำว่าจะดูรู้เรื่องไหม คนทำหนังต้องสื่อสารให้คนดูเข้าใจ สื่อสารตั้งแต่ก่อนเข้าโรงและหลังออกจากโรง ถ้าหนังดีจริง มันก็มีการบอกต่อ จริงๆ เราพยายามเปิดกว้าง เพื่อให้ผู้ผลิตได้ฉายหนังในโรงภาพยนตร์ แต่หนังก็ต้องมีคุณภาพ หากมีปัญหาเรื่องคุณภาพ เราก็ลำบากใจนิดหนึ่ง หนังอินดี้หลายเรื่องที่ฉายในเอสเอฟ บางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมรอบฉายมันน้อยเหลือเกิน ต้องบอกก่อนว่าโรงหนังต้องคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ ผู้สร้างหนังอินดี้นอกจากสร้างความประทับใจในกลุ่มคนดูเฉพาะแล้ว ต้องพยายามขยายให้คนดูกลุ่มอื่นเข้ามาซึมซับได้ด้วย ดังนั้นการโฆษณาก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะถ้าคนมาดูในโรงมีจำนวนไม่มากก็ทำให้ภาพยนตร์ยืนโรงไม่ได้” กบกล่าว
นี่อาจจะเป็นความคิดส่วนหนึ่ง ที่จะทำให้เห็นแนวทางและเห็นภาพของหนังไทยได้ชัดมากขึ้น คงต้องดูกันต่อไปว่า หนังไทยจะฝ่าวิกฤติซบเซาไปได้ไหม



