
ศิลาในน้ำเชี่ยว - เลี้ยงชีพให้ชอบ
เราเคยเรียนรู้กันมาว่า สัมมาอาชีวะ หรือ การเลี้ยงชีพชอบ ซึ่งเป็นข้อหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 ที่เป็นหนทางสู่ความดับทุกข์นั้น หมายถึง การประกอบอาชีพการงานโดยสุจริตไม่หลอกลวงคดโกง แต่จริงๆ แล้ว สัมมาอาชีวะมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น ดังที่ ดร.อภิณัฏฐ์ กิติพันธ
สัมมาอาชีวะ ใช้คำว่า สัมมา แทนคำว่า กุศลา หรือ บุญญา เพราะ สัมมา หมายถึง การประกอบชีวิตที่ปราศจากความยึดถือ เพราะแม้แต่การยึดถือในบุญกุศลโดยปราศจากปัญญาก็เปรียบเสมือนการเดินทางไกลโดยไม่รู้จักเส้นทางที่จะไป ก็จะขนเสบียงไปมากมาย เพราะไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ยิ่งไม่รู้ยิ่งแบกมาก ยึดมาก แต่หากยิ่งรู้ (มีปัญญา) ยิ่งวางได้มาก
สัมมาอาชีวะเป็นการเลี้ยงชีพตามเหตุปัจจัยที่ต้องเลี้ยง พระพุทธเจ้าทรงสอนพระภิกษุสงฆ์ว่า พระสงฆ์อิ่มได้ด้วยมื้อเดียวโดยบาตรของตน บาตรจึงเป็นรูปพรรณสัณฐานของท้องของผู้บริโภค เล็กหรือใหญ่แล้ว แต่ว่าแค่ไหนจึงอิ่มพอดี หากใหญ่เกินไป คือละโมบ เล็กเกินไป คือไม่รู้ประมาณ ต้องเริ่มจากความพอดี อาหารที่บิณฑบาตมาได้หากเลยเวลาเที่ยงก็ต้องเททิ้ง หมดสภาพที่จะต้องรักษาอาหาร ไม่มีความเสียดาย เพราะ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เห็นสภาพจริงของอาหารว่า มีค่าเมื่อหิวเท่านั้น ส่วนสภาพหลอกนั้นตัวอย่างเช่น ในทางเศรษฐศาสตร์ อาหารเป็นทรัพยากร แปลงค่าเป็นอย่างอื่นได้ เปลี่ยนเป็นเงินได้ จากเดิมที่สิ่งต่างๆ แลกกันไม่ได้ก็มามีค่ากลางในการแลก อยู่ที่ว่าแลกด้วยความต้องการอะไร กลายเป็นอุปสงค์อุปทาน ถ้ามาขายข้าวตอนเราอิ่ม เราไม่ต้องการ ข้าวก็ราคาถูก
พระพุทธเจ้าตรัสว่า อะไรที่เกินไปเป็นภาระทั้งหมด เสียเวลาที่ต้องแบก สิ่งของที่พระพุทธเจ้าอนุญาตให้พระสงฆ์มีจึงล้วนประหยัด จำกัด และพอดีทั้งสิ้น เพราะสาระในคุณค่าของปัจจัย 4 ก็คือ ต้องตอบสนองในเวลาที่ขาดเท่านั้น พระองค์ทรงสอนให้เรามองเห็นคุณค่าจริงของสิ่งต่างๆ แยกออกจากสิ่งสมมติหรือค่าในการแลก เห็นความเปลี่ยนไปด้วยการกำหนดของทุกข์
การเลี้ยงชีพในทางปฏิบัติตามอริยมรรค คือ บำบัดทุกข์ให้พอเพียงอยู่ได้ในชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น เกินกว่านั้นกลายเป็นการสะสม ซึ่งจะทำให้เราเหนื่อยและเป็นการบ่อนทำลายกายใจ จึงควรเลี้ยงชีพให้ทุกข์ในปัจจุบันไม่บีบคั้นตนเองมาก อยู่ได้ด้วยปัจจัย 4 ตามฐานะแห่งตนโดยไม่เติมกิเลสให้พอกพูน ดังนั้น การปฏิบัติสัมมาอาชีวะในระดับสูงสุดคือ การเป็นภิกษุ ซึ่งเป็นผู้สมาทานและรักษาศีลเป็นอย่างดี และเลี้ยงชีพด้วยการไม่ถือครองด้วยปัจจัย 4 ส่วนระดับรองลงมาคือ เป็นผู้เลี้ยงชีพโดยไม่เบียดเบียนกุศลที่ตนกระทำ ซึ่งก็ยังถือว่าทำได้ยาก เพราะตราบใดที่เราต้องข้องเกี่ยวกับคนอื่น เพื่อให้ได้ทรัพย์มาแลกปัจจัย 4 ก็ต้องเป็นไปตามระบอบที่กำหนดจึงจะแลกได้ จึงต้องอยู่ในกลไกของโลก
ในสังคมพุทธวัดกันที่ศีล ถ้าขาดศีลก็จะปฏิบัติสิ่งใดให้ชอบไม่ได้เลย การรับสิ่งที่เกิดจากการทุศีลก็เป็นบาปไปด้วย เช่น เรารับเงินเดือนจากเจ้านายที่ทุศีล แม้จะอ้างว่าเป็นค่าตอบแทนแรงงานของเรา แต่จริงๆ แล้วแรงงานเราเป็นการทำให้คนทุศีลเจริญมากขึ้น ถือเป็นทุจริต
สัมมาอาชีวะในระดับที่ฆราวาสจะทำได้ คือ การหาโอกาสไปถือศีล 8 ไปนอนวัด นำอาหารที่เหลือจากที่พระฉันมากิน เลี้ยงชีพให้อยู่ได้รายวันเพื่อปฏิบัติธรรม ให้ทุกข์ดับหรือผ่อนปรนเป็นรายวันไปด้วยบุญที่ทำ ด้วยวินัยประพฤติ เกินกว่านั้นจะเป็นการส่งเสริมกิเลส
ในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ลองมาฝึกการเลี้ยงชีพให้ชอบกันบ้าง ก็เป็นโอกาสอันควรครับ ไม่ลองช่วงนี้ แล้วจะไปช่วงไหนกัน
"ดนัย จันทร์เจ้าฉาย"



