eat play life / อาทิตย์ที่ 4 ธ.ค.
สำนักหนังบู๊ลิ้ม
โดย นันทขว้าง สิรสุนทร
อย่างไม่เป็นทางการ, ดูเหมือน "สำนักภาพยนตร์" หรือตักศิลาของหนังหลายแห่ง จะแบ่งยุคของคลื่นลูกใหม่ โดยขีดเส้นไว้ที่ปี 1990 เป็นต้นมา โดยหนึ่งในนั้นก็คือ Sight & Sound วัดเส้าหลินของแผ่นฟิล์ม เหมือนที่ France Football เป็นง๊อไบ๊ของลูกหนัง
พอหลักไมล์ใหม่ถูกปักป้ายที่ทศวรรษ 90 ชื่อของ หว่อง คาร์-ไว ก็เป็นศาลเจ้าของบรรดาเทพๆ ที่มีชื่อติดเข้ามา เหมือนที่หนัง In The Mood for Love ของเขา "ติด" อันดันต้นๆ ของหนังชั้นดี
เพียงแต่ว่า... ถ้าจะนับถอยหลังไปในยุค 80s หรือปลาย 70s อีกสักเล็กน้อย มันจะมีบรรดา "จอมยุทธ์" อีกหลายสำนักวิทยายุทธ์ ที่เป็นต้นไม้ใหญ่ เป็นไม้ยืนต้นของการหนัง และสร้างสิ่งที่เป็นคุณูปการต่อโลกศิลปะมายาวนาน หนึ่งในนั้น คือกลุ่ม The Movie Brats
หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก ผู้กำกับชาวอเมริกันรุ่นใหม่ช่วงปลายยุค 70 และ 80 ที่เรียกกันว่า the “movie brats” ซึ่งทำงานอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความต้องการของตลาดฮอลลีวู้ด กับด้านที่ลุ่มลึก มีชั้นเขิงด้านศิลปะ พวก movie brats ทั่วไปเกิดในปี 1940 และหลังจากนั้น พวกเขาได้ร่ำเรียนทักษะของเขาในโรงเรียนภาพยนตร์ และถือว่าหนังที่อิงวรรณกรรมของยุโรปนั้น สูงส่งเทียบเท่ากับหนังคลาสสิกของฮอลลีวู้ด...
การนำเอาแบบแผนการสร้างหนังที่ยิ่งใหญ่ของฮอลลีวู้ดมาใช้นั้น เป็นหนึ่งในแนวทางนิยมกันมากใน New Hollywood ช่วงยุค 80 คน คนทำงานกลุ่มนี้ก็มี ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า, จอร์จ ลูคัส, สตีเว่น สปีลเบิร์ก, มาร์ติน สกอร์เซซี, ไบรอัน เดอ พัลม่า, จอห์น คาร์เพนเตอร์ และ เมล บรู๊ค โดยพวกเขา สร้างมุมมองใหม่ๆ หรือนำเสนองานในแง่มุมที่เสียดสี จุดร่วมหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน ก็คือการแตะความงามของฮอลลีวู้ดในเชิงเสียดสี แดกดัน
ในปี 1982 คาร์เพนเตอร์ นำงานของ Howard Hawks เรื่อง The Thing มาสร้างใหม่โดยใช้การมองโลกในแง่ร้าย ส่วน เดอ พัลม่า แสดงความเคารพปรมาจารย์ โดยสร้าง Scarface (1983) ซึ่งเป็นเรื่องราวแก็งสเตอร์คลาสสิกที่มืดมนและรุนแรง ซึ่งมี อัล ปาชิโน แสดงนำ ...ผู้กำกับที่ได้รับอิทธิพลจาก อัลเฟรด ฮิทช์ค็อกอย่างเต็มที่อย่าง เดอ พัลม่า เป็นที่รู้จักจากเรื่อง Obsession (1976) ซึ่งเป็นฉบับปรับเปลี่ยนของ Vertigo ของ ฮิทช์ค็อก และงานระทึกขวัญเรื่อง Dressed to Kill (1980) ซึ่งมีอิทธิพลมาจาก Psycho
อย่างไรก็ดี บรรดา movie brats ไม่เพียงนำแนวทางคลาสิคของฮอลลีวู้ด มาสร้างใหม่ใน "แบบฉบับของตน" แต่ยังได้กลับไปให้ความสำคัญกับ "ตระกูลหนัง" สายคลาสสิค ที่หายไปตั้งแต่ยุค 60 การกลับมามีต้นฉบับและอิทธิพลที่ดีเช่นนี้เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การกลับมาของหนังอเมริกันยุคใหม่
ถ้าย้อนไปดู มีหนังอยู่อย่างน้อย 3 เรื่องในยุค 70 ที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม movie brats ครอบครองฮอลลีวู้ด ในปี 1971 คอปโปล่า ประสบความสำเร็จกับ The Godfather หนังแก๊งสเตอร์ชิ้นเอกซึ่งผสมผสานการมองสังคมอย่างวิพากษ์วิจารณ์กับความบันเทิงได้อย่างลงตัว และยังบดบังรัศมีของหนังที่เคยประสบความสำเร็จใน Hollywood box office ทุกเรื่อง
ซึ่งรวมถึงหนังรายได้งามอย่าง Gone with the Wind (1939) และ Doctor Zhivago (1965) ที่ไม่เคยมีหนังเรื่องใดสามารถแข่งขันได้ในอดีต แต่ ไม่ใช่ภาพยนตร์ทุกประเภทจะสามารถฟื้นตัวใน New Hollywood ได้ หนังตะวันตก (westerns), หนังครอบครัวเรียกน้ำตา และหนังมาเฟียย้ายไปได้ดีในจอทีวี โดยมักเป็นหนังชุด งานที่ประสบความสำเร็จในโรงช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนมากเป็นแนววิทยาศาสตร์, ผจญภัย และสยดสยองอาบเลือด (คงไม่ลืมว่า คาร์เพนเตอร์ ได้ตั้งมาตรฐานใหม่ในแง่ของระดับความโหดร้ายและคุณภาพของประเภทภาพยนตร์ เมื่อสร้าง Halloween ในปี 1978)
เคยมีนักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตที่เป็นที่ถกเถียงว่า ในแง่หนึ่งการที่ The Godfather ประสบความความสำเร็จ ทั้งเงินและกล่อง เพราะการแสดงที่ยอดเยี่ยมของ "ตัวจริง" หลายคน ซึ่งสองคนในนั้น คือ มาร์ลอน แบรนโด และ อัล ปาชิโน
Movie Brats ประกาศเสียงของรุ่นที่ดังอีกครั้ง เมื่อมาถึงในปี 1974 สตีเว่น สปีลเบิร์ก ได้ประกาศศักดาด้วยหนังบันเทิงคลาสสิคเรื่อง Jaws ซึ่งใช้แบบแผนการเล่าเรื่อง การปรากฏภาพของตัวละครของ Hitchcock ในเรื่อง The Bird
ทริคง่ายๆ ก็คือ ใช้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกมนุษย์ทำลายมา "กระตุ้นความกลัว" ของคนดู หนังของ "พ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด" เรื่องนี้สามารถครองตำแหน่งภาพยนตร์ที่มีรายได้สูงสุดตลอดกาลเพียง 3 ปี ก่อนจะถูกแทนทีโดย Star Wars (1977) ของ จอร์จ ลูคัส
มีอีกหลายๆเรื่อง ที่ "พวกเขา" สร้างและไม่ว่าจะดีหรือโดนด่า มันเป็นปรากฏการณ์ของวงการ และสร้างแนวทางบางอย่างในเวลาต่อมา...
และไม่ว่าทิศทางและเทรนด์หนังจะเติบโต เดินทางต่อไปอย่างไร
The Movie Brats คือหมุดไมล์ที่ต้องบันทึกไว้…



