
Eat Play Life อาทิตย์ 20 พ.ย.
We Are ก่อน I Am และคนรุ่น ME หายไปจากออฟฟิศ
โดย นันทขว้าง สิรสุนทร
หลังจากถูกคาดหวังว่า จะเป็น generation ที่เปลี่ยนแปลงโลกอย่างรุนแรง และเป็นความหวังว่า จะนำสิ่งดีๆมาสู่สังคมยุค “ทำอะไรต้องบอกชาวโลก”
มาถึงตอนนี้ กำลังและเรี่ยวแรงของพวก Y & Z ดูจะอ่อนเพลียไปมาก อ่อนเพลียเพราะมันไม่ง่ายที่วิธีการทำอะไรใหม่ๆของพวกเขาจะประสบความสำเร็จ ทันทีแบบ “แข็งแรง” อะไรที่ประกาศว่า ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ปรากฏว่านาทีที่พวกเขาทำ ก็มีเพื่อนร่วมรุ่นของเขา ทำพร้อมกันเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม นักโฆษณาก็เชื่อว่า ด้วยลักษณะนิสัยของ megeneration นั้น ก็ยังมีโอกาสมากกว่ารุ่นอื่นๆ เพราะ X ก็ landing แล้ว ขณะที่ babyboomer ก็ประกาศรีไทร์ไปแล้ว (โดยการแทนค่าอย่างง่ายๆ ก็คือ gen me คือพวกยุคใหม่ที่มองเอง สนใจตัวเองเป็นหลัก, ส่วน gen we คือคนยุคที่เติบโตมากับทศวรรษที่ 60s-70s ที่มองการเป็นสังคมโดยรวมมาก่อนตัวเอง หรือพูดให้ง่าย พูดคำว่า we are ก่อน i am
การถูกตั้งคำถามอีกครั้ง ถึงเรี่ยวแรงและอาการสะดุดของ gen me โดยคนรุ่น gen we ทำให้ผมนึกย้อนไปถึง“การตลาดเน้นตัวตน” ของลูกค้า (customized marketing) ที่ถูกนำมาเล่นอย่างลุกลามใหญ่โตในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา
เราคงจำการจั่วหัวสกู๊ปขึ้นปกของTime ไม่นานมานี้ได้ ซึ่งว่าด้วยเรื่องMe Me Me Generation ซึ่งจะว่าไป เป็นการรับลูกกับบรรยากาศของ “ยุคแห่งความหลงใหลตัวเอง” อย่างน่าสนใจ
แต่ระหว่างปรากฏการณ์ในเรื่องGen Meซัดคลื่นเข้าสู่คนรุ่นนี้ มีเรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจแต่ถูกมองข้ามไป ...แง่มุมเล็กๆ ที่ว่านี้ก็คือ ผู้กำกับจากรุ่น 6 ของจีนอย่าง เจีย ฉางเก๋อ ให้สัมภาษณ์ว่า “ระยะหลังๆ” เพลงที่ถูกแต่งในแผ่นดินใหญ่อย่างจีน มักใช้คำว่าi amมากกว่าwe are(ซึ่งคำหลัง มักซ่อนอยู่ในเพลงมากมายจากทศวรรษที่ 60'sเป็นต้นมา)
มือกระบี่จากรุ่น 6 มองว่า การใช้ถ้อยคำที่แตกต่างไป คือi amมาแทนที่we areในเพลงป๊อปทั่วๆ ไป มีนัยที่แสดงการประกาศตัวตนทางอ้อมว่า นี่คือยุคสมัยที่เรากำลังให้ความสำคัญกับ “ตัวเอง” มากกว่า “พวกพ้อง” หรือให้น้ำหนักไปที่ “ปัจเจกบุคคล” มากกว่า “พลังมวลชน” ซึ่งจะว่าไป มันก็คือแรงสั่นสะเทือน ที่ไปกับคลื่นที่ถาโถมของGen Meทีกำลังกลายเป็นตลาดใหญ่และกลุ่มคนยุคใหม่ในตอนนี้
ภาพของวัยรุ่นสาวที่นอนราบกับพื้นบนปกTimeและใช้มือถือถ่ายรูปตัวเอง พาเราไปสู่ความคิดที่เกี่ยวเนื่องได้อีกหลายช็อต อาทิ วัฒนธรรม “โชว์ แชท แชร์ เชื่อ” ของวัยรุ่นที่เล่นกับsocial networkหรือ การมองเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกในแบบเด็กยุคใหม่ ภาพต่างๆ ที่ไล่เรียงมานั้น ดูเหมือนว่าGen Meจะมีสองด้านให้สังคมมองเข้าไป..
คนโฆษณาบางคนบอกผมว่า
"อยากให้ย้อนคิดถึง“คำจำกัดความ” ของ Gen ME ก่อนว่า บ่งบอก อะไร มีพฤติกรรมชัดๆ แบบไหน สถาบันสุขภาพแห่งอเมริกา ให้คำ อธิบายว่า Gen Me เป็นกลุ่มที่หลงในบุคลิกภาพ ของตนเอง มีความเชื่อว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ทีนี้ถ้าเรา ถอยออกมาจากวงจรหัวข้อที่กำลังถกเถียงกัน ย้อนดู “พฤติกรรมของคนในรุ่นก่อนๆ" ก็จะเห็นว่า ลักษณะของรูปแบบความคิดไม่ต่างกัน
สิ่งที่แตกต่าง คือ ดีกรีของการแสดงออกที่แรงขึ้น มีช่องทางมากขึ้น ฉับไว และส่งอิทธิพลสูงกว่าเดิม เปรียบเทียบกรณี อั้ม เนโกะ แอนตี้ชุดนักศึกษาที่ใช้วิธีแสดงออกด้วยการติดโปสเตอร์ สมัยก่อนตั้งแต่ยุคGen Y Gen xก็แอนตี้การใส่ชุดนักศึกษาเหมือนกัน มีแบบฟอร์มที่เรียกว่า5ย คือ ยาง (รองเท้า) ยาว (ผม) ยืด (เสื้อ) ยีนส์ (กางเกง) ย่าม (กระเป๋า)
ทีนี้พอเราพูดว่าGen Meนั้น“อยู่กับตัวเอง”นั้น ไม่น่าจะใช่
แต่เขาอยู่ในโลกของกลุ่มจำเพาะ ยังคงมีปฏิสัมพันธ์หากเป็นกลุ่มของเพื่อนที่ติดต่อกันผ่านapplicationsต่าง ๆ ไม่ว่าจะIG Twitter FBหรือ ไลน์กรุ๊ป หากเป็นยุคก่อนกลุ่มผู้ชายก็จะรวมตัวกัน ที่โต๊ะสนุ๊กเกอร์ ต่อมาเป็น ร้านเกมส์ ตอนนี้ ก็รวมตัวกันในไลน์กรุ๊ป"
สำหรับกรณีเรื่องอาการหลงตัวเองนั้น เธอมองว่า
“วัยนี้เชื่อว่าทุกคนต่างต้องการได้รับการยอมรับต้องการมีStatusแล้ว เทคโนโลยี การสื่อสาร สามารถทำให้“ความต้องการของเขาตรงนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ แล้วใครล่ะจะไม่ชอบ มีเพื่อนมากขึ้น ได้รับการยอมรับมากขึ้น โพสต์อะไรไปก็มีสาวกติดตาม มีคนกดไลค์ กดแชร์ วันดี คืนดี ก็เป็นaccidental heroแบบ“ลัดนิ้วมือ”บางคนไม่ได้สวยแบบแม่ให้มาapplicationก็จัดให้ได้ อย่างกรณีของ "เอื้อยบ้านเบี้ยว" หรือDakota Roseดังนั้นในวันที่วัฒนธรรมบริโภคขยายตัวมากขึ้น บุคลิกหน้าตา ความโดดเด่นเป็นสิ่งที่ขายได้“อัตลักษณ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”ในความรู้สึกของGen Meนะ"
จากคำตอบของเธอ ทำให้แตกคำถามออกไปอีกว่า พฤติกรรมของGen Meแบบไทยๆ กับแบบฝรั่งมังค่านั้น ต่างกันมั้ย?
"ในโลกของสังคมออนไลน์ พฤติกรรมของGen Meทั้งสองสังคม เรียกได้ว่าค่อนข้างเหมือนกัน คือแสดงความเป็นตนออกมา การเล่าเรื่อง การแชร์เหตุการณ์ต่าง ๆ รอบตัว หรือกระทั่งการใช้สังคม ออนไลน์ เป็นเครื่องมือแสดงการยอมรับ หรือต่อต้าน ตลอดจนความต้องการที่จะเป็นNet Idolซึ่งสิ่งนี้ ก็สะท้อนความเชื่อที่ว่าช่วงวัยของคนทุกชาติ ทุกเผ่าพันธ์ มีลักษณะที่เหมือนกัน ไม่แตกต่าง คือ ต้องการที่ยืน ต้องการการยอมรับ และแสดงตน
และวันนี้ เมื่อมี เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีสื่อสาร ที่ทำให้โลกไร้พรหมแดน มีเวทีที่กว้างใหญ่แล้ว แรงปราถนา แรงเลียนแบบ ก็ยิ่งต่างกันน้อยลง หากสิ่งที่ วัยรุ่นไทย หรือ สังคมไทยต้อง คิดต่อ กรณี“สิทธิหรือเสรีภาพ”ที่เราต้องการนั้น ต้องมี ต่อท้ายด้วย จารีต และประเพณี กฏของสังคมที่เราดำรงอยู่ ว่ากันว่า ตามหลักของ รัฐธรรมนูญ ที่กำหนด ไม่ได้มีเพียงสิทธิเสรีภาพ แต่มีข้อต่อท้ายที่บัญญัติไว้คือ ต้องคำนึงถึง กฏของสังคมที่ดำรงอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เชื่อว่าGen Meของฝรั่งได้รับการปลูกฝัง ได้แข็งแรงกว่าเด็กไทย"
นิตยสารTimeฉบับฉลองศตวรรษที่ 21 เคยตั้งคำถามว่า คนรุ่นGen Meมีเส้นทางตัวเองที่ชัดว่า ไม่ขอเดินตามGen Xที่ทำงานบริษัท มีลักษณะของการทำงานเก็บเงินไปเรื่อยๆ นั่นทำให้มีคำถามว่า แล้วหนุ่มสาวที่เรียนจบใหม่ พวกเขาหายไปไหนในเมื่อบริษัทต่างๆ ก็ออกมายอมรับว่า เด็กรุ่นใหม่ไม่อยากมาทำงานตามออฟฟิศ?
หรือพูดง่ายๆ คือ หนุ่มสาวยุคMeหายไปจากออฟฟิศ...



