บันเทิง

ค้นหา"รายการเพลงในฝัน"ที่ไม่ได้มีแค่โฆษณาแฝง

ค้นหา"รายการเพลงในฝัน"ที่ไม่ได้มีแค่โฆษณาแฝง

19 ส.ค. 2552

จากผลการศึกษาของโครงการศึกษา และเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media Monitor) ซึ่งทำร่วมกันกับ ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในหัวข้อ "รายการเพลงในฟรีทีวี" นำเสนอข้อมูลตอนหนึ่งไว้อย่างน่าสนใจ โดยนำเสนอผลการศึกษาสถานีโทรทัศ

 ตลอดเดือนธันวาคม 2551 ที่พบว่าบนจอฟรีทีวี มีรายการเพลงในฟรีทีวีถึง 59 รายการ แต่เนื้อหารายการที่พบมากที่สุด กลับเป็นรายการส่งเสริมการค้า ถึง 86.44 เปอร์เซ็นต์ และมีรายการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีเพียง 6.78 เปอร์เซ็นต์ ศิลปวัฒนธรรมไทย 5.08 เปอร์เซ็นต์ ความรู้เกี่ยวกับดนตรีทั่วไป 1.69 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 นอกจากนี้ ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้จัดการกลุ่มงานวิชาการ โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อฯ ยังกล่าวด้วยว่า โฆษณาตรงที่พบในรายการมากที่สุดคือ ซีดี วีซีดี ดีวีดี ผลงานเพลง บันทึกการแสดงคอนเสิร์ต สินค้าที่พบรองลงมาคือ บริการดาวน์โหลดเพลงหรือเสียงเพลงรอสาย ขณะที่โฆษณาแฝงที่พบมากที่สุดคือ ลักษณะการแฝงในเนื้อหารายการ รองลงมาคือแฝงด้วยกราฟฟิก สปอตสั้น และวัตถุ ซึ่งสินค้าทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับบริษัทเพลง

 "รายการเพลงในฟรีทีวีปัจจุบัน ถูกทำให้เป็นเพียงช่องทางการโฆษณาขายสินค้า เป็นรายการที่นำเสนอมิติการบริโภคนิยม และขาดความหลากหลายในการสื่อสาร ขาดบทบาทการให้ความรู้ การเชื่อมโยงประสานทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเป็นพื้นที่ศิลปะในการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ" ธามแจกแจง

 ในเมื่อรายการเพลงในฟรีทีวี ถูกกลืนด้วยโฆษณาจากค่ายยักษ์ แล้วรายการเพลงแบบใดเล่า จึงจะเรียกได้ว่าถูกใจ ได้ประโยชน์ และเป็นรายการเพลงในฝันของทุกคน ลองไปฟังความเห็นจากคนในแวดวงกัน

 เริ่มจาก นรเศรษฐ หมัดคง นักวิจารณ์เพลง กล่าวว่าไม่โทษใครเลยที่รายการเพลงทุกวันนี้กลายเป็นการค้าไปหมด ไม่โทษแกรมมี่ อาร์เอส แต่ต้องโทษคนวางรากฐาน คำว่า  กทช. ที่ทุกคนคาดหวังแม้ผ่านมา 5 นายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

 "รายการบันเทิงคดี ของคุณมาโนช พุฒตาล ในอดีต เป็นตัวอย่างที่ดีของรายการเพลงในประเทศไทย เป็นรายการเพลงที่ทำให้ไฟในตัวผมลุกโชน คุณมาโนชไม่ได้แต่งตัวดีเด่น ไม่ได้มีโปรดักชั่นส์ใหญ่โต เพียงนั่งอยู่ในห้องเล็กๆ มีไฟสปอตไลท์ส่องนิดหน่อย แต่พอพูดออกมาแล้วรู้สึกว่าเราได้ความรู้ พูดถึงเพลงแล้วอธิบาย ว่าเพลงนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มิวสิกวิดีโอตัวนี้ สะท้อนถึงสังคมหรือยุคสมัยอย่างไร แนวเพลงที่เล่นทำให้นักดนตรีคนนี้พัฒนาไปมากน้อยแค่ไหน ถามว่ารายการคุณมาโนชมีโฆษณาแฝงไหม ตอบว่าก็มี เพียงแต่บอกแค่ว่าสินค้านี้สนับสนุนช่วงนั้นช่วงนี้เท่านั้น" นรเศรษฐกล่าว

 วิภว์ บูรพาเดชะ นักวิจารณ์เพลงอีกคน ยอมรับว่าห้ามไม่ให้มีโฆษณาในรายการเพลงไม่ได้ แต่หากจะมี ก็ควรเป็นไปอย่างมีศิลปะ ไม่ใช่ยัดเยียดอย่างที่เป็นอยู่ เพราะที่สุดแล้ว รายการแบบนั้นก็จะถูกละทิ้งไปจากความสนใจของผู้ชม

 "ผมอยากให้มีรายการเพลง ที่ให้ความรู้กับคนดูอย่างจริงจัง และสนุกด้วย สมัยก่อนเราจะเห็นรายการบันเทิงคดี ซึ่งคุณมาโนชจะเปิดเพลงแบบไม่จำกัดค่าย พร้อมกับการให้ความรู้ เปรียบเทียบเหมือนเราได้เปิดแม็กกาซีนดีๆ ดูสักเล่มหนึ่ง แต่มาช่วงหลังไม่มีรายการเพลงดีๆ ให้ฟังเลย
 เท่าที่ในปัจจุบันที่พอจะไปได้ก็มีรายการ 108 มิวสิค ของอาจารย์ปราชญ์ อรุณรังษี ผมว่าคอนเซ็ปต์รายการดี เพียงแต่การนำเสนอยังไม่สนุก อีกทั้งยังเป็นในแนวทางร็อก ขาดความหลากหลาย คนที่มาร่วมในรายการก็เฉพาะกลุ่มอยู่ การที่เราไม่มีรายการเพลงที่ให้ความรู้ ให้ข้อมูลดี ศิลปินไทยดีๆ ก็จะถูกลืมไปด้วย เพราะปัจจุบันรายการเพลงจะเน้นแค่พิธีกรหน้าตาดีซะมาก" วิภว์แสดงความคิดเห็น

 บรรณ สุวรรณโณชิน หรือ บรรณ บราซิล นักร้อง-นักแต่งเพลงอิสระ ให้ความเห็นอย่างเข้าใจว่าการผลิตรายการเป็นเรื่องของธุรกิจ การลงทุนย่อมต้องหวังผล ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องพูดยากที่ผู้ผลิตรายการเพลงในปัจจุบันจะหวังใช้รายการเป็นช่องทางในการนำเสนอสินค้าของตน
 "ถ้าถามถึงรายการเพลงในจินตนาการ สำหรับผมต้องเป็นรายการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับดนตรีด้วย ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีเลย ถึงจะเคยมีก็อยู่ได้ไม่นาน รายการส่วนใหญ่ทุกวันนี้ เป็นรายการที่เน้นบันเทิงอย่างเดียว หรือบันเทิงธุรกิจด้วยซ้ำ ถ้าถามผม ผมอยากให้เป็นรายการที่สอดแทรกสาระ หรือสาระบันเทิงเข้าไปด้วย คุณจะขายเพลงของคุณ ผมไม่ไปติดใจตรงนั้น เพียงแต่คุณก็สามารถทำสกู๊ปเจาะลึกประกอบเข้าไปได้

 เช่น การบอกที่มา ที่ไปในประวัติเพลงนั้นๆ อย่าง ถ้าคุณเป็นรายการลูกทุ่ง คุณก็อาจจะเล่าที่มา ประวัติของเพลงลูกทุ่ง อย่างเพลงเกิร์ลลี่ เบอร์รี่ ก็สามารถทำสกู๊ปประกอบไปได้ว่าเป็นเพลงแดนซ์ยุคไหน อย่างไร

 รายการลักษณะนี้ต้องอาศัยคนอย่างพี่หมึก (วิโรจน์ ควันธรรม) พี่มาโนช  คนเหล่านี้จะมีมุมมอง และมีความรู้ในด้านนี้อย่างดี แต่ส่วนใหญ่จะถูกมองข้าม เพราะทุกวันนี้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่มักเอาอะไรที่ง่าย จนกลายเป็นการตีหัวเอาเงินวัยรุ่นอย่างเดียว ด้วยความที่หลอกง่าย ผมเข้าใจว่าการค้าขายต้องมี แต่ต้องมีสาระสอดแทรกด้วย" บรรณกล่าว

 แล้วคุณล่ะ...ลองกลับบ้านไปเปิดฟรีทีวี คุณมองรายการเพลงปัจจุบันเป็นอย่างไร