บันเทิง

“ตู่"บอกเล่าความประทับใจขอปฏิบัติตนเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต

“ตู่"บอกเล่าความประทับใจขอปฏิบัติตนเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต

09 พ.ย. 2559

“ตู่” นพพล โกมารชุน บอกเล่าความประทับใจ เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เมื่อครั้งเป็นพิธีกรงานคอนเสิร์ตของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ 

           เอ่ยปากว่าปลื้มปีติที่ได้มาทำหน้าที่บรรยายเสียงภาษาไทยในสารคดี “King Bhumibol of Thailand : The People's King ในหลวงในดวงใจ” ที่ โรงแรมคิมปินสกี้ ได้สอบถามถึงความรู้สึกในตอนนี้ “ตู่” นพพล กล่าวว่า

 

“ตู่"บอกเล่าความประทับใจขอปฏิบัติตนเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต

 

           “ตั้งแต่เด็กมาแล้ว เราจะได้ดูข่าวพระราชสำนัก เมื่อก่อนก็ดูไปอย่างนั้น เพราะแม่บอกให้ดู ก็จะเห็นว่าพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทุกภาคในประเทศไทย คำถามที่มีอยู่ในตอนนั้น คือทำไมพระองค์ท่านต้องเสด็จฯ ไป แต่พอเราโตขึ้นได้เรียนรู้มากขึ้น ทำให้เราทราบว่า ทุกที่ที่พระองค์เสด็จฯ ไปนั้นแสดงว่าตรงนั้นมีปัญหา พระองค์ไปเพื่อแก้ไขในปัญหา สิ่งที่พระองค์ทำให้ประชาชนในภูมิภาคนั้นๆ มีความเป็นอยู่ที่ดี มีอาชีพที่ดีขึ้นได้ เพราะพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์สอนทุกเรื่อง ที่มีความสำคัญ ดังนั้นเราจึงตามดูพระองค์ท่านในข่าวพระราชสำนักต่อๆ มา จนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ไม่อยู่กับเราแล้ว เราได้เห็นพระกรณียกิจของพระองค์ท่านมากมาย เรารู้สึกว่าจะหาพระราชาที่ไหนที่ยิ่งใหญ่เท่าพระองค์คงไม่มี (เคยรับเสด็จฯ ใกล้ชิดพระองค์ท่านไหม) หนเดียว ตอนนั้นเป็นพิธีกรคอนเสิร์ตของ หม่อมเจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นพระสหายของพระองค์ท่าน และเป็นคนประพันธ์เนื้อร้องให้ในหลวง เมื่อพระองค์ประพันธ์ดนตรี ก็จะจัดคอนเสิร์ตใหญ่ เราเป็นพิธีกรหลัก วันนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ กับสมเด็จ ราชวงศ์ทุกพระองค์ ทุกคนก็จะบอกกับเราว่า เราเป็นคนเริ่มต้นเป็นคนเปิดงาน ทำให้ดี ถ้ามีข้อผิดพลาดคนอื่นแย่หมดเลยนะ 

“ตู่"บอกเล่าความประทับใจขอปฏิบัติตนเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต

 

           ตอนนั้นเราก็ตื่นกลัวมาก ตั้งใจมาก ท่องคำที่จะต้องกล่าวเปิดงาน และตั้งสติว่าพระองค์ท่านคงไม่ว่าหรอก หากจะมีผิดบ้าง ซึ่งงานชิ้นนั้นก็ผ่านไปด้วยดี พองานจบทุกคนต้องตั้งแถวส่งเสด็จ ข้างหน้าเราจะมีคนส่งเสด็จเยอะมาก ประมาณ 3-4 แถว พอในหลวงกับเสด็จ เสด็จฯ ลงมา และเสด็จฯ ผ่านไป เราก็รู้สึกปีติที่ได้ยลสิริโฉมใกล้ชิดมาก ดีใจมาก สักพักสมเด็จก็เสด็จกลับมา แล้วมองมาทางเรา แล้วถามว่า เป็นไงเหนื่อยไหมเป็นพิธีกร เท่านั้นแหละเราเหมือนกับสั่นไปทั้งตัว และพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จฯ มาประทับข้างๆ สมเด็จ สมเด็จก็บอกว่าคิดถึงแม่เขา (จุรี โอศิริ) นะ แม่เขาเป็นอย่างไรสบายดีไหม คิดถึงตอนที่แม่เข้าไปพากย์หนังให้เราดู แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงแย้มสรวลให้ แล้วพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินต่อไป แค่นั้นเราก็รู้สึกว่าทั้งชีวิตมันเต็มตื้นมากๆ พระองค์ท่านไม่เคยลืมแม้กระทั่งแม่ที่เข้าไปพากย์หนัง เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว คือสมัยนั้นพระองค์จะทอดพระเนตรหนัง  เรื่องที่แม่เข้าไปพากย์ คือเรื่องแม่นาคพระโขนงตอนนั้นอาเนก (อเนก นาวิกมูล) เป็นคนทำ วันนั้นพระองค์ท่านจะประทับบนโซฟา ส่วนนักพากย์ทุกคนจะนั่งกับพื้นและพากย์กันตรงนั้นเลย ในหลวงก็จะมีพระราชดำรัสว่าพากย์กันแบบที่ชาวบ้านเขาดูนะ ไม่ต้องเกร็ง ฉันอยากสนุกด้วย ตอนนั้นแม่เล่าว่า ทุกคนพากย์กันเต็มที่ มีกลเม็ดอะไรงัดมาใช้หมด พอเสร็จก็พระราชทานเลี้ยง แม่บอกว่าไม่เคยทานเกี๊ยวที่ไหนอร่อยเท่า (หัวเราะ) วันนั้นแม่มีความสุขมาก ตั้งแต่วันที่ 13 มา ยังคิดถึงวันที่แม่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านแล้ว ถือเป็นบุญกับชีวิตมากๆ เราถือเป็นส่วนที่เล็กมากๆ ในประเทศนี้ แล้วท่านให้ความเมตตา พระองค์ท่านไม่เคยลืมนักพากย์อย่างแม่ ซึ่งมีอาชีพแค่พากย์หนัง ส่วนเราเป็นแค่พิธีกร ท่านก็ยังห่วงใยว่า เราเหนื่อยไหม แค่นี้ก็ถือเป็นมงคลชีวิตสูงสุด” ตู่กล่าว

 

“ตู่"บอกเล่าความประทับใจขอปฏิบัติตนเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต

           เมื่อถามว่า ได้ยึดเอาคำสอนอะไรของท่านมาใช้บ้าง ผู้จัด ผู้กำกับละครดังกล่าวว่า “มีอยู่คำหนึ่งที่เราใช้มาทุกวันนี้ คือคำว่า จงทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลาตลอดชีวิต น้ำครึ่งแก้วนั้นสามารถเติมได้ เติมความรู้เติมประสบการณ์ให้กับชีวิต เพื่อนำไปพัฒนาให้เกิดความก้าวหน้าในชีวิต ตรงนี้คืออาชีพของเรา เมื่อไหร่ที่เราหยุดพัฒนาตัวเองนั้นไม่ได้ เพราะการทำงานในสายละคร หนัง งานบันเทิง มันจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน เรียนรู้จากการเป็นนักแสดง เรียนรู้จากผู้กำกับและนักแสดงคนอื่นๆ ที่ทำงานด้วยกันด้วย เมื่อไหร่ที่เราทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วมันเติมอะไรไม่ได้ ก็จะมีแต่ล้นและเสียหายไป ดังนั้นเราจะใช้พระราชดำรัสเป็นสิ่งนำชีวิตมาตลอด คือเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต” ตู่นพพลกล่าวปิดท้าย