
มองผ่านเลนส์คม - คลื่นใต้น้ำ
ใครที่คิดว่าความขัดแย้งสองสีในสังคมไทยสงบราบคาบแล้ว หรือใกล้จะสงบแล้วหลังจากรัฐบาลใหม่นำโดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นบริหารประเทศ เพราะข่าวทั่วไปในสื่อกระแสหลักชวนให้คิดเช่นนั้น คงต้องคิดทบทวนอีกหลายๆ รอบ
ถ้าคิดชั้นเดียวแบบบทละครไทยทางทีวีที่คนไทยคุ้นชิน ทันทีที่พระเอกนางเอก (ของเรา) เป็นฝ่ายชนะ ก็แปลว่าละครจบ
มองโลกแคบแค่ดีกับชั่วสู้กัน ไม่เห็นธรรมชาติและธรรม อาจไม่เข้าใจว่าทำไมใต้น้ำที่ดูเหมือนเงียบสงบมีคลื่น และไม่เข้าใจว่าทำไมคลื่นต้องหาเรื่องให้น้ำกระเพื่อม ในเมื่อน้ำนิ่งก็ดีอยู่แล้ว
ความจริงคือสรรพสิ่งมีการเคลื่อนไหว แม้เราไม่อยากให้เคลื่อนไหว ธรรมชาติก็เคลื่อนไหว
มีเพียงความตายเท่านั้นที่ไม่เคลื่อนไหว
ประเด็นคือ คนคิดเป็นรู้จักและยอมรับความหลากหลายของความคิด แต่คนคิดไม่เป็นแม้จะได้ชื่อว่าฉลาดและเรียนหนังสือเก่ง ก็ไม่รู้จักความหลากหลายของความคิด เพราะหลงติดกับตัวตนที่พองใหญ่เป็นอึ่งอ่างในกะลา ว่ามีแต่ตนเท่านั้นถูกและดี
ความหลงตัวว่าถูกและดีเพียงหนึ่งเดียว เป็นกับดักความคิด ทำให้ความคิดตายซากตั้งแต่เกิด ไม่สามารถก้าวไปสู่เส้นทางสร้างสรรค์
เขียนเรื่องทำนองนี้บ่อยๆ เพราะสังคมไทยเรานี้ ยังมีเรื่องราวเกิดขึ้นบ่อยๆ ในลักษณะที่ผู้มีอำนาจบ้าง สื่อมวลชนเสียงดังบ้าง พยายามบอกให้คนทั้งสังคมเชื่อว่า คนทั้งสังคมต้องคิด เชื่อ และทำเหมือนกันในแนวทางที่ผู้มีอำนาจหรือสื่อมวลชนกำหนดแล้วว่าถูกและดี
ผิดจากนั้นถือว่าเลวทั้งหมด ถือว่าบ่อนทำลายความมั่นคงของสังคมทั้งหมด และถ้ามีผู้พยายามตั้งคำถาม ก็มักถูกหมายหัวว่าเป็นคนขายชาติ
ความขัดแย้งสีเหลืองสีแดงที่ยังไม่สงบ แต่ได้รับการนำเสนอผ่านเรื่องราวข่าวสารต่างๆ ที่คล้ายจะถูกบิดให้เห็นว่าสงบเพราะฝ่ายผู้ร้ายแพ้แล้วนั้น เป็นความคิดแบบละครไทย
ความคิดที่ไม่ใช่ละครไทยคือ ต้องจัดการทุกเรื่องราวตามหลักการอย่างเสมอภาค และเลิกแบ่งคนเป็นฝ่ายพระเอกกับผู้ร้าย เพียงเพราะคนเหล่านั้นมีความคิดความเชื่อทางการเมืองต่างกัน
สื่อสารมวลชนทุกสาขาสามารถเติมความฉลาดให้ผู้บริโภคได้เท่าๆ กับมอมเมาผู้บริโภคซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยข้อมูลบิดเบี้ยว
ละครเป็นสื่อบันเทิงชนิดหนึ่ง แต่สื่อนั้นมีหลากหลายรูปแบบและเนื้อหา เวลานี้จึงได้ยินผู้บริโภคสื่อจำนวนไม่น้อยบ่นว่าเสียดายพื้นที่สื่อ
"นิธินันท์ ยอแสงรัตน์"



