
‘เอก’อัญเชิญพระนามสร้างพลังใจในเพลง ‘13 ตุลาหนึ่งทุ่มตรง’
"เอก" ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เผยความรู้สึกผ่านบทเพลง "13 ตุลา หนึ่งทุ่มตรง" สุดสะเทือนใจ
เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกของความเสียใจของคนไทยทั้งประเทศ กับเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับ “เอก” ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ กับบทเพลง “13 ตุลา หนึ่งทุ่มตรง” ซึ่งใครที่ได้ยินได้ฟังและได้ดูเอ็มวีเพลงนี้ ต่างรู้สึกสะเทือนใจเหมือนถูกดึงกลับไปยังห้วงเวลาที่แสนเศร้านี้อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง โดย “เอก” ธเนศ เผยถึงที่มาที่ไปของเพลงนี้กับบันเทิง "คมชัดลึก” ว่า
"ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกว่าเพลงนี้เป็นเพลงอะไร รู้สึกว่าเป็นบันทึก ความรู้สึกของเราในช่วงเวลานั้น ไม่ได้คิดว่าจะแต่งออกมาเป็นเพลงใดๆ จนกระทั่งเช้าวันที่ 14 ตุลาคม เราพูดคุยทางโทรศัพท์กับน้องคนหนึ่งชื่อ คุณประเสริฐ เอื้อกมลสุโข เป็นคนจุดประกายว่าเราควรจะทำเพลงถวายท่าน เราก็บอกไปว่าเราไม่แน่ใจว่าเราจะมีความสามารถที่จะทำงาน ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ เขาก็บอกเหตุผลมากมาย จนเรายอมจำนนด้วยเหตุผล สาระสำคัญคือใครทำอะไรได้ก็ควรจะทำเพื่อถวายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำสิ่งที่ดีงามและมีประโยชน์ตามคำสอนของท่าน ดึงคนกลับมาอยู่ในสิ่งที่ดีงาม เราเลยตัดสินใจว่าเราขอเล่าความรู้สึกที่มีต่อท่านในช่วงนั้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้
เอก - ธเนศ
ในรูปแบบการบันทึกความทรงจำที่แสนจะ โศกเศร้าของเราทุกคนในค่ำคืนนั้น เพื่อที่เราจะได้ไม่ลืมว่าเรารักท่านแค่ไหน การสูญเสียท่านในค่ำคืนนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน จริงๆ แล้วเป็นบันทึกที่อยู่ในใจของเรา และเรานำสิ่งที่บันทึกไว้ในจิตใจเราในค่ำคืนนั้น แล้วค่อยๆ รำลึกกลับไปอีกทีว่าตอนนั้นเรารู้สึกยังไง ความรู้สึกมันยังชัดเจนอยู่ ทำให้เราเรียงร้อยออกมา ก่อนที่จะเข้าห้องอัดก็มีการปรึกษากันหลายๆ คนว่าที่เราเรียงร้อยออกมามันเหมาะสมและสมควรทำหรือไม่ ทุกคนก็ลงความเห็นว่าสมควรทำ เราก็เลยเข้าห้องอัดในวันที่ 15 ตุลาคมเราได้มีการปรับเปลี่ยนคำบางคำที่เกี่ยวกับพระองค์ท่าน โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย ตอนแรกจะเป็นคำอื่น แล้วมีการประกาศว่าคำบางคำอาจจะไม่เหมาะสมในการใช้ เลยมีการปรับ แต่สุดท้ายกับเป็นเรื่องดี ด้วยเหตุนี้ เหมือนทุกอย่างถูกจัดสรรเอง เป็นการปรับไปปรับมาว่าอันไหนเหมาะสม สุดท้ายรู้สึกว่าเราต้องขออัญเชิญพระนามท่านมาปิดท้ายอันนี้ เพราะเรารู้สึกว่าพระนามของท่าน มันฉุดเราขึ้นมาจากความโศกเศร้า
สำหรับเรา ถ้าพูดถึงช่วงเวลา วันที่ 13 ตุลาคม เวลาหนึ่งทุ่มตรง มันเป็นอารมณ์อื่นไปไม่ได้ ยังไงก็เศร้า ยังไงก็เสียใจ ยังไงใจแทบจะขาดอย่างที่บอกไว้ในเพลง แต่เรารู้สึกได้เลยว่าเราจะเศร้าไปตลอดชั่วกัปชั่วกัลป์ไม่ได้ และมั่นใจได้เลยว่า พระองค์ท่านไม่ได้ต้องการที่จะเห็นลูกๆ ของท่านเป็นอย่างนั้น แต่จะเล่าเป็นเรื่องราวเป็นบทเพลง เป็นบันทึกที่ชวนปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมา เราก็รู้สึกว่าด้วยข้อจำกัดของบันทึกสั้นๆ ที่เรียกว่าเพลง ไม่น่าจะอยู่ด้วยกันในอารมณ์ความรู้สึกนี้ พิจารณาไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายการเชิญพระนามท่านมาปิดท้าย ได้ให้ความรู้สึกถึงพลังบางอย่าง ที่ทำให้มีพลังขึ้นมาทันที ในท่อนสุดท้ายให้ความรู้สึกสว่างและมีพลังขึ้นมา เพราะฉะนั้นเลยลงตัวว่าด้วยพระบารมีของท่านเพียงแค่เอ่ยพระนามท่านเราก็รับรู้สึกถึงพลังแห่งความดีงามที่เราจะทำสิ่งดีๆ ต่อไป มีเกิดกำลังใจ เกิดสิ่งที่ดีงามมากมาย แค่เอ่ยพระนามท่านจิตใจที่โศกเศร้าก็จะมีพลังขึ้นมาทำความดี" เอกกล่าว
ศิลปินรุ่นใหญ่เผยว่าเพลงนี้ให้ความรู้สึกสะเทือนใจ เพราะว่าเขาไม่อยากหลอกตัวเองถึงความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นในเวลานั้น เพลงนี้จึงออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ที่เกิดขึ้นเวลา 1 ทุ่มของวันที่ 13 ตุลาคม
“เราทำเพลงนี้ความรู้สึกที่เราอยู่กับความจริง โดยเรามีความเชื่อว่าถ้าเราหนีความจริงไปเรื่อยๆ มันหนีไม่ได้ เพราะว่าความจริงยังไงก็ถูกบันทึก ถูกประทับไว้ในจิตในใจเราอยู่แล้ว ความโศกเศร้าความอาดูรในการสูญเสียในครั้งนี้ มันหนีไม่ได้หรอก ถึงเราจะหลอกตัวเองไปยังไงก็ตาม เพราะฉะนั้นเราเผชิญหน้ากับความรู้สึกจริงๆ นี้ไปเลย เลยถ่ายทอดไปแบบนี้ แต่กระนั้นอย่างที่บอกไปว่าเลยมีความจำเป็นต้องอัญเชิญพระนามท่านมาพูดแบบง่ายๆ เลยคือ มาเป็นขวัญกำลังใจ มาเป็นสิริมงคล ในวันนี้จะไม่มีท่านอยู่แล้ว แต่ทุกๆ ครั้งที่นึกถึงท่านจะรับรู้ได้เลยว่าท่านจะอยู่กับเราตลอดไป ทุกครั้งที่นึกถึงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ท่านทำให้กับพวกเรา ท่านยังอยู่ตลอดไป ท่านฝากสิ่งดีงามบอกไว้ให้เราเดินตาม นี่คือความจริง” ศิลปินรุ่นใหญ่บอก
“เอก” ธเนศ เผยถึงมิวสิกวิดีโอว่าภาพทุกภาพเป็นภาพจริงจากภาพข่าว จากเฟซบุ๊ก จากโซเชียลต่างๆ แม้กระทั่งภาพคนนั่งดูทีวี แค่ให้นั่ง เปิดเพลงให้ฟัง แล้วให้ดูพระราชกรณียกิจของในหลวง แล้วถ่ายไป โดยที่คนที่อยู่ในมิวสิกวิดีโอเหล่านั้น สะท้อนความรู้สึกออกมาจริงๆ
“บันทึกนี้ไม่ได้บันทึกแค่ในบทเพลงอย่างเดียว ยังบันทึกภาพในมิวสิกวิดีโอนี้ด้วย ในเรื่องราวผู้กำกับ คือ คุณเอ็กซ์ (บุรินทร์ ปัณฑุยากร) และ คุณติ๊ก (ธงชัย ศุภกร) เรียงร้อยเรื่องราวให้มีพลังไปด้วย เพราะหลายๆ คนในโซเชียลแรกๆ ก็จะรู้สึกแย่ๆ สุดท้ายทุกคนก็เรียกสติตัวเองกลับมา จะทำสิ่งดีงาม อยากให้ค่อยๆ ดูทีละช็อตละช็อต จะเกิดพลังขึ้นมาอีกเช่นเดียวกัน และอยากถือโอกาสตรงนี้ขอบคุณนอกจากคนที่เอ่ยชื่อมาแล้ว ทุกคนมาช่วยไม่คิดสตางค์เลย อีกคนที่มาช่วยเรียบเรียงและบริหารจัดการคือ คุณโกมล บุญเพียรผล ต้องขอบคุณทุกคน และเพลงนี้ใครจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้าใดๆ เรายินดีเลย” เอกกล่าวปิดท้าย



