บันเทิง

พระเจ้าแผ่นดินของผม

พระเจ้าแผ่นดินของผม

15 ต.ค. 2559

พระเจ้าแผ่นดินของผม : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนครีไทย โดย... ขุนอิน

 


          เมื่อประมาณปีพศ. 2510 ตอนนั้นผมยังจำความรู้สึกในวัยเด็กได้ดีว่า คุณแม่ดวงเนตร ดุริยพันธุ์ ของผมได้พาผมไปที่ถนนแห่งหนึ่งและไปหยุดรออะไรสักอย่างหนึ่งตรงข้างฟุตบาทของถนน โดยด้านซ้ายมือจะมีโรงงานน้ำอัดลมไบเล่ เหตุที่จำโรงงานนี้ได้ดีก็เพราะว่าเป็นน้ำอัดลมที่ผมชอบดื่มในวัยเด็กนั่นเอง นอกนั้นผมจดจำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก แต่มาภายหลังพอโรงงานไบเล่ รื้อถอนไปตั้งอยู่ที่อื่นผมก็จะรู้ว่าตรงข้างๆ โรงงานนั้นได้กลายเป็นธนาคารกรุงเทพสาขาผ่านฟ้านั่นเองครับ
    
          ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าคุณแม่ผมพาผมมาทำอะไรเพราะเดี๋ยวท่านก็จับผมอุ้มเดี๋ยวก็จับให้ผมยืนบนพื้นถนน จนกระทั่งมีขบวนรถยนต์หลายคันวิ่งผ่านมาคุณแม่ผมก็จับผมอุ้มเข้ากับเอวเพื่อให้ได้ดูรถยนต์หลายๆ คันนั้นวิ่งผ่านไปพร้อมกับคนข้างๆ ที่ยืนเรียงแถวเป็นหน้ากระดานยาวไปจนสุดสายตาของผม โดยทุกคนนั้นก็จะยกมือไหว้เหนือหัวยามเมื่อขบวนรถยนต์นั้นวิ่งผ่านหน้ามา และหลังจากที่ขบวนรถยนต์นั้นได้วิ่งจากไปแล้วผมจึงค่อยมาทราบภายหลังว่าคุณแม่ผมท่านได้พาผมมาดู ในหลวง เสด็จฯ ผ่านถนนราชดำเนินนั่นเอง และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมจึงได้รับรู้ถึงคำว่า “ในหลวง” มาจนถึงทุกวันนี้ครับ
    
          ต่อมาจากนั้น ผมอยู่ในวัย 8 ขวบ คุณพ่อกับคุณแม่ของผมนั้นได้หย่าร้างกันผมได้เลือกที่มาอยู่กับ คุณพ่อสุพจน์ โตสง่า ของผมด้วยเหตุผลของในเรื่องดนตรีปี่พาทย์ โดยคุณพ่อของผมนั้นท่านเป็นคนที่ตีระนาดเก่งมากที่สุดในยุคนั้นจนได้รับฉายาว่า “ระนาดน้ำค้าง” และคุณพ่อผมนั้นเปรียบเป็นไอดอลของผมในทุกๆ ด้านมิใช่เพียงแต่ในเรื่องของระนาดเอกเท่านั้นนะครับ
    
          ในวัยเด็กผมได้รับคำสั่งสอนจากคุณพ่อในทุกๆ ด้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของดนตรีปี่พาทย์และที่สำคัญในเรื่องที่คุณพ่อผมได้พูดให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ ก็คือเรื่องของคำว่า “บารมี” คุณพ่อผมนั้นสอนให้ผมนั้นรู้จักในเรื่องบารมีของบรมครูที่เป็นองค์เทพต่างๆ อย่าง พระปรคนธรรพ โดยท่านจะสอนผมว่าตะโพนของบ้านเรานั้นมีพระปรคนธรรพสถิตย์อยู่ เราต้องหมั่นบูชาและกราบไหว้แล้วท่านจะคุ้มครองเรา
    
          นอกจากนี้คุณพ่อผมได้สอนผมให้รู้จักคำว่า พระบารมีของพระเจ้าแผ่นดิน โดยท่านได้บอกว่า พระเจ้าแผ่นดินนั้นคือผู้ที่มีบารมีในผืนแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ทั่วราชอาณาจักรไทย ก็คือผืนดินทั้งหมดนี้พระเจ้าแผ่นดินนั้นเป็นเจ้าของ โดยบารมีในทุกๆ ที่ โดยเรานั้นเป็นผู้ถือสิทธิ์ครอบครองโดยโฉนดบ้าน เราหาได้มีบารมีในพื้นดินของบ้านเราแต่อย่างใดและพระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์ที่เปรียบเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้นก็จะมีบารมีของท่านอยู่ในทุกๆ พระองค์ ซึ่งคุณพ่อของผมเล่าให้ฟังว่าในครั้งหนึ่ง สมเด็จพระปิยมหาราช พระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลที่ 5 ไดัเคยพระราชทานพระปรมาภิไธยของพระองค์ ให้นำไปติดที่ ต้นตะเคียนศักดิ์สิทธิ์ ประสงค์เพื่อที่จะขอแผ่นดินขององค์ท่านตรงนั้นคืนต่อต้นตะเคียนเพื่อที่จะไปสร้างสาธารณประโยชน์ก็คือทางรถไฟ ที่จังหวัดกาญจนบุรีนั่นเอง หลังจากนั้นต้นตะเคียนต้นนั้นที่ไม่มีใครกล้าตัดหรือโค่นลง ก็ค่อยๆ เหี่ยวเฉาตายไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งแต่ต้นตะเคียนต้นนั้นก็ยังอาศัยแผ่นดินของพระองค์ท่านอยู่ และต้องเกรงกลัวในพระบารมีของรัชกาลที่ 5

              คุณพ่อผมบอกว่าพระเจ้าแผ่นดินในยุคของเราก็คือ รัชกาลที่ 9 นั้นก็มีบารมีสูงไม่น้อยไปกว่าพระองค์อื่นๆ โดยที่สำนักปี่พาทย์โตสง่าในยุคของปู่ผมนั้นมีบ้านเรือนที่ติดอยู่กับข้างวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ซึ่งจะค่อนข้างมีความสนิทกับ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ก็คือองค์ที่เพิ่งสิ้นพระชนม์ สิ่งสำคัญคือพระสังฆราชองค์นี้นั้นเป็นพระพี่เลี้ยงของพระเจ้าแผ่นดินของเราในขณะที่พระองค์ท่านทรงพระผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหารนั่นเอง โดยขณะที่พระองค์ทรงพระผนวชอยู่นั้นได้ทรงปฏิบัติอยู่กิจของสงฆ์โดยเคร่งครัดและบำเพ็ญพระบารมีอยู่ในขั้นสูงจนประชาชนทั่วไปที่อยู่ในย่านวัดบวรในสมัยนั้นต่างทราบกันดีว่าพระองค์ท่านทรงพระบารมีไปถึงพระนิพพานได้อย่างแน่นอน แต่พระองค์ท่านเสียสละเลือกที่จะลาผนวชออกมาเพื่อดูแลประชาชนของพระองค์ท่านนั่นเอง
    
          สิ่งที่ผมจดจำจากคำสั่งสอนของคุณพ่อผมมานมนานนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องเล่าถึงคำว่าบารมีต่างๆ เหมือนกับคุณพ่อของผมท่านจะสอนให้ผมรู้จักกับคำว่าที่สูงที่ต่ำนั่นเองแหละครับ จึงทำให้ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมเชื่อมั่นมาเกือบทั้งชีวิตกับคือคำว่าพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดิน ในยุคนี้คือยุคของโลกโซเชียลตัวผมเองถ้าไม่ใช่วันที่ 5 ธันวาคม แล้วนั้นผมไม่เคยที่จะโพสต์อะไรที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านเพราะผมเชื่อว่าด้วยพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดินนั้นไม่ควรจะมาอยู่ปะปนกับสามัญชนคนธรรมดาอย่างพวกเราโดยเด็ดขาด
    
          ผมไม่เคยแปลกใจในตัวเองเลยว่าทำไมผมไม่เคยใช้คำว่า “เรารักในหลวง” หรือว่า “ขุนอินรักในหลวง” เหมือนกับคนอื่นๆ ในโลกโซเชียล ตรงกันข้ามผมกลับแปลกใจเสียอีกว่า ทำไมคนสมัยนี้ถึงใช้คำว่า “รัก” กับพระเจ้าแผ่นดิน ที่เปรียบเป็นสมมุติเทพที่มีบารมีสูง ซึ่งก็เหมือนกับผมศรัทธาและเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าหรือแม้กระทั่งความศักดิ์สิทธิ์ของพระปรคนธรรพ ที่ผมไม่สามารถบอกได้เลยว่า “ผมรักพระพุทธเจ้า” หรือว่า “ผมรักพระปรคนธรรพ” แม้แต่เพียงครั้งเดียว
    
          แต่มาถึงขณะนี้แล้วพระองค์ท่านได้เสด็จสู่สวรรคาลัย ผมเพิ่งเริ่มจะเข้าใจโดยในความรู้สึกแล้วว่าทำไมคนสมัยนี้ถึงใช้คำว่า “เรารักในหลวง” และผมก็จะขอร่วมใช้ด้วยว่า “ผมรักในหลวง” เป็นครั้งแรกและคงเป็นครั้งสุดท้าย ถึงตรงนี้แล้วผมกำลังเขียนด้วยหยดน้ำตาที่ไหลซึมออกมาเองโดยมิได้เสแสร้ง ก็คงเป็นเพราะด้วยความที่ผมผูกพันกับคำว่าพระเจ้าแผ่นดินของผมมาตั้งแต่วัยเด็กนั่นเองแหละครับ
    
          ประเทศไทยยังคงดำรงต่อไปแต่คำว่าพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดิน ในคำสั่งสอนของคุณพ่อผมนั้นยังคงอยู่ในความเชื่อและความทรงจำของผมต่อไปจนชั่วชีวิตและอีกไม่นานผมเองก็คงต้องกลายเป็นผู้สั่งสอนลูกหลานของผมให้ได้รู้จักกับคำว่า พระบารมีพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลที่ 9 และพระบารมีพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลที่ 10 ของผมทั้งสองพระองค์ ครับ