
จากเส้นทางชีวิตที่พลิกผันฝ่าฟันพิสูจน์วันนี้ของ‘พอร์ช’
จากเส้นทางชีวิตที่พลิกผันฝ่าฟันพิสูจน์วันนี้ของ ‘พอร์ช’ ศรัณย์ : บันเทิงวันเสาร์ เรื่อง : การะเกด อัศวเสนา ภาพ : วริศรา วุฒิกุล
กำลังมีผลงานละครเรื่อง “ชื่นชีวา” ออนแอร์อยู่ขณะนี้ สำหรับพระเอกหนุ่มรูปหล่อ “พอร์ช” ศรัณย์ ศิริลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นขวัญใจของสาวๆ หลายคน วันนี้ “บันเทิง คม ชัด ลึก” เลยขอคว้าตัวนักแสดงหนุ่มมาพูดคุยเพื่อทำความรู้จักหนุ่มคนนี้ให้มากยิ่งขึ้น ว่าแล้วไปสัมผัสตัวตนของหนุ่มพอร์ชกันเลย...
ผลงานล่าสุด
@ละคร “ชื่นชีวา” บทบาทเป็นอย่างไรบ้าง
ในเรื่องจะขรึมๆ อึดอัดมากเลยตอนเล่น คือในเรื่องพูดน้อยและใช้สายตาอะไรแบบนี้มากกว่า เป็นบทที่โต และไกลตัวมาก เพราะในเรื่องคือเงียบอย่างเดียวเลย และไม่พูด ใครว่าอะไรก็ตอบสั้นๆ เช่น ครับ, จริงเหรอ แค่นี่เลย พูดน้อยมาก แต่เน้นใช้สายตาในการสื่ออารมณ์มากกว่า ยิ้มแบบดีใจนะ ก็ยิ้มแค่มุมปาก แล้วก็กลับมาหน้าเดิม ผมว่าคาแรกเตอร์นี้เป็นคาแรกเตอร์ที่ขี้อายเหมือนกันนะ ไม่แสดงอารมณ์ตัวเองเท่าไหร่ ชอบก็ไม่บอก เก็บอารมณ์ตัวเองมากๆ ไม่รู้ว่าจะเก็บไปถึงไหน
@ได้เปลี่ยนคาแรกเตอร์เป็นคนเงียบขรึมเป็นอย่างไร เพราะปกติได้รับบทกะล่อน
จริงๆ ถนัดบทแบบกะล่อน ขี้เล่น สนุกสนานเฮฮามากกว่า เพราะพอมารับบทแบบขรึมๆ มันอึดอัดไง บางทีเราอยากจะพูด แสดงอารมณ์ก็ไม่ได้ ผู้กำกับจะคอยเตือนผมตลอดว่าอันนี้เยอะไปนะ อย่าแสดงให้เขารู้ เราต้องนิ่ง ส่งแค่สายตาพอ เพราะในเรื่องถึงแม้จะไม่ชอบใครก็จะไม่ด่า จะใช้สายตาและหน้าเล่นเอา ในชีวิตจริงผมคงอึดอัดแย่เลย เพราะเป็นคนไม่พูดอะไรเลย ความท้าทายของเรื่องนี้ เป็นเรื่องคาแรกเตอร์ด้วย จะเล่นแบบใช้หน้าแสดงอารมณ์ตลอด เพราะพอเราพูดไม่ได้ เราต้องแสดงท่าทางให้ชัด และเรื่องของการใช้ภาษา เป็นภาษาสมัยก่อน
@การร่วมงานกับ “มิลลี่” คามิลล่า กิตติวัฒน์ เป็นอย่างไรบ้าง
มิลลี่เขาเก่งนะ ตั้งใจทำการบ้านมากๆ เลย อ่านบทแบบเป๊ะมาก เขาจำบทได้ตลอด เก่งนะ แต่จะมีเรื่องพูดไม่ชัดนิดหนึ่ง เพราะน้องแบบว่าเด็กอินเตอร์ พูดเร็วนิดหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเก่งมากๆ เรื่องนี้ผมได้เป็นอาจารย์สอนมิลลี่ในเรื่องด้วย พอเป็นอาจารย์ก็ดีนะ ปกติจะโดนแต่คนสอน(ยิ้ม) แต่เรื่องนี้ได้มาสอนคน ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ดีนะ อะไรแบบนี้ เรื่องนี้นักแสดงเยอะมาก
@บรรยากาศในกองเป็นอย่างไร สนุกสนาน เฮฮาขนาดไหน
นักแสดงในกองส่วนใหญ่จะอายุห่างกันแค่ 1-2 ปี เม้าท์มอยกันสนุก เคยนั่งคุยกันตอนปิดกล้องกับนักแสดงรุ่นๆ กัน ว่าไม่อยากให้ปิดกล้องเลย เพราะสนุก ไปกองก็เหมือนเราอยากไปทำงาน อยากไปเจอเพื่อน บางทีรอเข้าฉากมันก็ไม่น่าเบื่อ เพราะว่าเราก็หาอะไรเล่นกัน ไม่อยากให้ปิดกล้องมันคิดถึง ทีมงานก็น่ารัก นักแสดงรุ่นใหญ่เขาก็น่ารัก แต่ผมว่าเขาน่าจะปวดหัวอยู่เหมือนกันนะ เพราะแต่ละคนคือเฮฮามาก เรื่องนี้นักแสดงเยอะมาก ก่อนจะมาเล่นเรื่องนี้ผมหายจากหน้าจอไปสักพักใหญ่เลย หายไป 1 ปี ผมโอเคและตื่นเต้นที่ได้เห็นตัวเองในจออีกครั้ง ฝากให้แฟนๆ ติดตามกัน
ผลงานต่อจากนี้
@เรื่อง “โซ่เสน่หา” เป็นอย่างไรบ้าง ได้โคจรมาร่วมงานกับ “พีค” ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ
เร่งถ่ายอยู่เหมือนกัน ก็ไปเรื่อยๆ สนุกนะ พีค เก่งไง เป็นนักแสดงที่เก่งมากๆ นะ และมีสปิริตสูง เล่นจริงได้เลย ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะได้มาถ่ายละครด้วยกัน เขาเป็นคนเก่ง และละครเรื่องนี้คาแรกเตอร์มีแบบขรึมบ้างนิดหน่อย แต่เวลาอยู่กับนางเอกจะเป็นอีกแบบหนึ่ง จะร้ายเลย ในเรื่องเหมือนนางเอกเขามาอุ้มบุญให้เรา ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นไง เราเลยพยายามทำไม่ดีกับเขา เพื่อให้เขาเกลียด แต่เขาก็ไม่ไป เราทำกับนางเอกแย่มาก จับปล้ำ ตบจูบ เยอะมากในเรื่อง เล่นจริงตบจริง ผมก็โดนตบจริงๆ เพราะเป็นซีนที่สำคัญ มันต้องเล่นอารมณ์แบบเต็มที่เลย เลิฟซีนก็มีเลิฟซีนจริง ถามว่าเขินไหม เขินนะ เขินตอนคุยกันมากกว่าว่าจะนัดกันยังไงดี แต่พออยู่ในฉากเราไม่เขินละ เพราะมันอินกับบท แต่สนุก เรื่องนี้รับรองว่าถ้าใครชอบแนวตบจูบ เรื่องนี้ทั้งเรื่อง หน้าผมนี่เป็นรอยแดงเป็นแถบทั้งเรื่อง เรื่องนี้ต่างจาก “ชื่นชีวา” อย่างสิ้นเชิงเลย แต่ก็ได้อีกอารมณ์หนึ่ง
@ละคร “สายโลหิต” หลายคนรอคอย เริ่มเปิดกล้องหรือยัง
เรื่องนี้ตื่นเต้นกว่าเรื่องไหนอีก เพราะเป็นรีเมก จริงๆ “ชื่นชีวา” ก็รีเมกนะ แต่ “สายโลหิต” คนพูดถึงกันเยอะมาก ก็ตื่นเต้นอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเปิดกล้องเมื่อไหร่ ยังรออยู่ ยังตื่นเต้นอยู่ ช่วงนี้ก็ฟิตหุ่นรอ ออกกำลังกายทุกวัน เพราะในเรื่องต้องผอม ตอนนี้น้ำหนักก็ลงไปเยอะแล้ว ผู้ใหญ่ก็โอเค เหมือนว่าทุกคนติดภาพเดิมตอนที่ผมอ้วน บางคนบอกว่ายังไม่เห็นผอมเลย แต่จริงๆ ผมผอมลงไปเยอะแล้วนะ ออกกำลังกายทุกวัน แต่บางทีเป็นที่มุมภาพถ่ายที่มันเป็นมุมเสยบ้างอะไรแบบนี้
ชีวิตในวงการบันเทิง
@ก่อนหน้านี้โดนกระแสวิจารณ์เรื่องหุ่นเยอะมาก ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร
จริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเครียดกับเรื่องอะไรเท่าไหร่ เป็นคนที่เครียดน้อยมากนะ จะเครียดก็เครียดอยู่ประมาณครึ่งวัน เดี๋ยวก็ลืมแล้ว ไม่เก็บมาคิดต่อ เพราะว่าเราทำอาชีพนี้ มันมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ คนหวังดี และหวังไม่ดี เราจะมานั่งใส่ใจความรู้สึกคนก็ไม่ไหวหรอก อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการเล่นโซเชียลบ้าง
@ถือว่าเป็นพระเอกที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสต่อเนื่อง คิดว่าผู้ใหญ่มองเห็นอะไรในตัวเรา
ไม่รู้เหมือนกัน แต่ด้วยตัวผมเอง คือผมชอบทางด้านนี้นะ รู้สึกว่าเราทำเต็มที่กับมัน ทำเต็มที่กับการเล่นละคร การอยู่ในวงการ เราต้องชอบเล่นละครด้วย พอเราตั้งใจ ผู้ใหญ่ก็จะเห็น
@มีวิธีวางตัวหรือมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีิวิตอย่างไร
ผมทำตัวปกตินะ จริงๆ เรื่องแบบนี้มันอยู่ที่นิสัยส่วนตัวด้วย ผมเป็นคนยังไงก็ได้ เป็นคนง่ายๆ มากๆ ในไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ที่บ้านผมก็ใช้ชีวิตกันอย่างปกติมาก เฟรนด์ลี่ ไปเดินตลาดอะไรแบบนี้ ผมชอบไปนั่งคุยกับแม่ค้านะ ผมมีเพื่อนเป็นแม่ค้าเยอะเลย เพราะผมชอบไปตลาดแถวบ้าน บางทีเป็นดาราไปเจอคนเยอะๆ มันก็เบื่อ แต่ผมเฉยๆ ไม่ได้อะไรขนาดนั้น ไปซื้อของมาทำกับข้าวกินปกติเลย ซื้อผัก ซื้อปลา (ยิ้ม) ชอบเดินตลาด เดินจตุจักร ชอบเดินซื้อของ
@เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะได้เข้ามาอยู่ในวงการเป็นพระเอกแบบวันนี้
ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย ผมจะมาทางสายดนตรี เป็นนักดนตรี เล่นดนตรี ตอนเด็กๆ ฝันว่าอยากจะเป็นนักร้อง อยากออกซิงเกิ้ล อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง อยากร้องเพลง ผมเคยทำวงดนตรีด้วยไง ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมาตรงนี้ อย่างตอนเด็กๆ ผมเคยไปประกวดวงดนตรี เคยไปประกวด “เดอะสตาร์” ด้วยนะ แต่ไม่ติดเลย (หัวเราะ) นานมากแล้ว ประมาณปีพี่บี้ (สุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว) มั้ง ตอนนั้นผมอายุ 14-15 ประมาณนี้ คือเราอยู่จันทบุรี แต่มีบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเหมือนผมขึ้นมาเที่ยว มาหาเพื่อนที่กรุงเทพฯ แล้วเพื่อนไปประกวดร้องเพลงก็ชวนให้ไปเป็นเพื่อน ผมก็เลยไปด้วย ไปนั่งต่อคิวยาวๆ ตรงปั๊มหน้าตึกแกรมมี่ ไปนั่งตั้งแต่ตอนตี 4 ตรงปั๊มน้ำมัน จำได้เลย ถึงตอน 4 โมงเย็นถึงจะได้เข้าไปข้างใน ได้ร้องอยู่ 2 ท่อน ตอนนั้นร้องเพลงของชิน (ชินวุฒิ อินทรคูสิน) ร้องว่า “แต่ในวันนี้ทันทีที่เจอะที่เจอกับเธอ” ร้องแค่นั้น เขาบอก โอเค พอแล้ว ผมก็หะ ได้ร้องแค่นั้นเลยจริงๆ แต่ในวันนั้นผมได้เพื่อนใหม่ๆ เยอะมาก เพราะนั่งอยู่อย่างนั้นทั้งวันได้คุยกันเยอะ เราก็นั่งสลับกันจองที่บ้างอะไรแบบเนี่ย ผลัดกันไปกินข้าว ไปเดินเล่น เสร็จแล้วเราก็ได้ไปกินข้าวกันต่อด้วยกับเพื่อนๆ ที่ไปประกวด เพื่อนก็ไม่ได้เหมือนกัน (หัวเราะ) ประกวดกันหลายพันคนเลย เอาแค่ 20 คน
ช่วงชีวิตพลิกผัน
@ทำไมถึงได้เข้ามาสู่งานแสดงแทนที่จะเป็นงานทางสายเพลง
ตอนแรกผมมีวงดนตรี ได้ส่งเดโมเพลงไป 2 ค่าย เราก็รอนานมาก ไม่รู้ว่าจะได้ทำหรือไม่ได้ทำ จนได้มาเจอกับพี่เบิ้ม(ผู้จัดการส่วนตัว) เขาชวนไปแคสงานโฆษณา ตอนนั้นผมก็ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เพราะปิดเทอมพอดี แล้วก็ได้ด้วย พอได้โฆษณาก็มีคนชวนไปเล่นหนัง แล้วก็ได้มาเข้าช่อง 7 แบบงงๆ สุดท้ายไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ คือ การร้องเพลง แต่ว่างานแสดงเป็นอะไรใหม่ที่เรายังไม่เคยทำ ตอนแรกดูทีวีเห็นเขาเล่นละครกัน รู้สึกว่าไม่เห็นยากเลย พอมาเล่นจริงปุ๊บ เล่นไม่ได้เลย มันคือความแค้นในจิตใจว่าทำไมถึงเล่นไม่ได้ ก็เลยพยายามทำให้ได้ โดยที่ผมไม่ได้เคยเรียนการแสดงเลย มีแค่เรียนพื้นฐานไม่กี่วัน ส่วนใหญ่ผมจะใช้ประสบการณ์จากการโดนด่ามาเยอะ เลยทำให้มีทุกวันนี้ ขอบคุณคำด่าของทุกคน
@พ่อแม่ว่าอย่างไรบ้าง ภูมิใจไหม แล้วท่านเคยคิดไหมว่าพอร์ชจะได้มาเป็นพอร์ชแบบทุกวันนี้
นั่นสิ ผมว่าพ่อแม่ภูมิใจมาก คือจริงๆ ผมเป็นคนที่ชอบร้องเพลง ชอบเล่นดนตรีมาก เคยมีจะไปเป็นนักกีฬาด้วยนะ เล่นบาส ก่อนเป็นดารา ก่อนที่จะเล่นดนตรีด้วยมั้ง ติดโรงเรียนทิวไผ่งาม กับกรุงเทพคริิสเตีียน ในโควตานักกีฬา แต่ว่าไม่ไป บอกพ่อว่า อยากเล่นดนตรี พ่อไม่ว่านะ พ่อบอกให้ไปทำอะไรที่ชอบ แต่แม่โกรธไม่คุยด้วยเป็นปีเลย เพราะพี่เราเป็นเยาวชนทีมชาติ 2 คน เราก็ไปคัดตัวติดด้วย แต่เห็นทางตัวเอง ผมจะไปเล่นดนตรี ตอนนั้นหลังเลิกเรียนไปเล่นดนตรีทุกวันเลย เรียนเสร็จ 4 โมงเย็น ไปเล่นดนตรี 1 ทุ่ม ตามร้านอาหาร ได้ชั่วโมงละ 100 บาทเอง สมัยก่อนเด็กๆ มันสนุกไง แค่เราเติมน้ำมันก็หมดแล้ววันหนึ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ไป ถามว่าได้ข้อคิดอะไรจากตรงนั้นบ้าง จริงๆ แล้วถ้าเกิดเราทำอะไรในสิ่งที่เราชอบ เราจะทำมันได้นาน ไม่ว่ามันจะเป็นเงินเท่าไหร่ แต่เราสนุกในการใช้ชีวิต สนุกในการที่เราได้มอบเสียงเพลงให้กับทุกคนได้ฟัง การร้องเพลงสนุกไม่ใช่ว่ามีเพลงของตัวเองแล้วคนฟังรู้สึกว่าเราดังแล้ว ความสนุกคือเราได้ร้องเพลง แล้วมีคนร้องตามเรา มีคนให้เสียงมา มันสนุกมาก
@วงการบันเทิง วงการนี้ให้อะไรบ้าง
ทำให้เราโตเร็วขึ้น จากเด็กที่ใช้ชีวิตตามวัยรุ่น เล่นดนตรี ไม่มีอะไรทำ เรียนเสร็จก็เล่นดนตรี อยู่กับเพื่อน วงการสอนให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้น มีวินัยในการทำงาน ในวงการมีคนเยอะนะ ถ้าเกิดว่าเราไปช้า มันก็เป็นการกดดันตัวเอง โดนด่า มันทำให้เรามีวินัยมากขึ้นในการใช้ชีิวิตด้วย เจอคนมากขึ้น เจอคนมากหน้าหลายตา ทั้งคนดี และไม่ดี เจอคนหวังผลประโยชน์หลายอย่างเยอะมาก ทำให้มองคนได้ทะลุขึ้นเยอะ เด็กๆ นี่ยังงงอยู่ว่า คนนี้มาดีกับเรา เขาต้องหวังดีกับเราแน่ๆ เลย แต่จริงๆ เขาหวังผลประโยชน์จากเรา
@ในขณะเดียวกันถูกจับตามองเยอะไม่ว่าจะทำอะไร
คนจับตามองเยอะ เวลาทำอะไรนะ บางทีคนเราสมัยนี้ชอบตัดสินคนโดยการที่ฟังจากคนอื่นมา แต่ไม่ได้สัมผัสเขาจริงๆ ว่าเขาเป็นยังไง สมมุติมีคนบอกมาว่า คนนี้นิสัยไม่ดี นิสัยแย่มาก คนที่ได้ฟังก็เชื่อว่า อ๋อ...เขานิสัยไม่ดีเหรอ กลายเป็นเกลียดเขาไปด้วย ก็อยากให้คนได้ไปสัมผัสเขาจริงๆ มากกว่า
ความรัก
@กับ “เกรซ” ช่วงนี้ดูแฮปปี้ เปิดตัวมากขึ้น
ช่วงนี้ออกกำลังกาย เน้นออกกำลังกาย (หัวเราะ) ถามว่าเติมความหวานให้กันยังไง ผมก็ทำตัวปกติ ปกติน้องเขาไม่ออกกำลังกายนะ ช่วงนี้ชวนกันไปออกกำลังกาย พระเอกของช่องก็ไปกันบ่อยมาก ไปกันหมดเลยนะทั้งแก๊ง รวมตัวกันไปถ่ายรูปแล้วก็กลับ (หัวเราะ) ผมเนี่ยเล่นนานสุดแล้ว ไปตั้งแต่ 1 ทุ่ม เล่นถึง 3 ทุ่ม เล่นบาส เพราะมีสนามบาสด้วยไง ผมว่าตอนนี้เราก็เข้าใจกันมากขึ้นด้วย ก็โตขึ้นด้วย แต่เหมือนพอเปิดเผยมากขึ้น เลยไม่กดดัน ไม่เครียดเท่าไหร่ ใช้ชีวิตปกติ ช่วงนี้ก็ดี ส่วนกระแสข่าวต่างๆ ที่เข้ามาก็แล้วแต่คนมอง ใช้วิจารณญาณในการเล่นโซเชียลนิดหนึ่ง
นี่แหละ “พอร์ช” ศรัณย์ ตัวจริง
.......................................
เขาชื่อ : “พอร์ช” ศรัณย์ ศิริลักษณ์
เกิด : 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534
การศึกษา : กำลังศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ผลงานที่ผ่านมา : ลูกผู้ชายไม้ตะพด หยกเลือดมังกร สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย เพลงรักผาปืนแตก คุณผีที่รัก ฯลฯ
ผลงานล่าสุด : ชื่นชีวา



