บันเทิง

แขกรับเชิญ-กว่าจะเป็น...สาว!!!!

แขกรับเชิญ-กว่าจะเป็น...สาว!!!!

17 ส.ค. 2552

ขณะที่ธรรมชาติของ "ผู้หญิง" ชอบเรื่องความสวยความงาม ด้าน "สาวประเภทสอง" เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า พวกเธอทำทุกวิถีทางให้เธอกลายเป็นผู้หญิง และมีไม่น้อยที่ลงทุนแปลงโฉม แลกกับความเจ็บปวดต่างๆ เพื่อให้...สวย เริ่ด เกินใคร

อาจเพียงเพราะหวังจะได้รับการยอมรับ ว่าเป็น "ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ" และมากกว่านั้น เธอต้องการก้าวสู่เวทีประกวด ที่ตอนนี้เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด

 จะเพื่ออะไรนั้น ลองไปฟังความรู้สึกของอดีตผู้ชาย ภิญญาพัชญ์ บุญเรือง หรือ "ปูเป้" ที่ตอนนี้กลายเป็นหญิง ที่สำคัญเธอเพิ่งผ่านการ "เฉาะ" มาหมาดๆ เมื่อไม่กี่วันนี้เอง

 อ้อ บอกข้อมูลไว้นิด เธอคนนี้เคยผ่านการประกวดเวทีสาวประเภทสอง และปัจจุบันเป็นประชาสัมพันธ์ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ที่สำคัญเธออารมณ์ดี และทำงานอย่างตั้งใจ ไม่เชื่อก็ถามคนที่ได้พูดคุยกับเธอดูสิ...

 "แปลงเพศ" เหรอคะ...

 การทำศัลยกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นความฝันอันสูงสุดสู่การเป็น สาว โดยสมบูรณ์ ของเหล่าสาวประเภทสอง ฉัน (ปูเป้-ภิญญาพัชญ์ บุญเรือง) เป็นหนึ่งในสาวประเภทสองที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดแปลงเพศมาได้เพียงอาทิตย์กว่าๆ จึงได้เข้าใจถึงความรู้สึกต่างๆ ทั้งก่อนและหลังทำมาพอสมควร

 หนึ่งคืนที่ต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลโดยที่รู้ว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันที่เรารอคอย มันเป็นคืนแห่งการทบทวนถึงเรื่องในอดีต พร้อมๆ ไปกับความคาดหวังกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ก็ต้องพยายามข่มใจให้ตัวเองหลับเพื่อให้สภาพร่างการพร้อมรับการผ่าตัดครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นในตอนเช้า

 เวลา 09.00 น. เวลาที่นางพยาบาลมาพาเราไปยังห้องผ่าตัด ภายในใจว่ามันมีความตื่นเต้น ความกังวล ปนความกลัวอัดอั้นอยู่ตลอด จนไปถึงหน้าห้องผ่าตัด มีหมอมารับช่วงตัว พร้อมพูดถึงขั้นตอนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไป คุณหมอพูดไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับผู้ช่วยคนอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ตัวเองไป จนเมื่อสิ้นประโยคที่หมอพูดว่าสูดหายใจลึกๆ แล้วทุกอย่างก็มืดลง...

 ปูเป้ ปูเป้...เสียงเรียกจากคุณหมอ หลังผ่านไปกว่า 7 ชั่วโมงของการผ่าตัด ฉันฟื้นขึ้นมาด้วยอาการสะลึมสะลือ จากฤทธิ์ของยาสลบ พร้อมความรู้เจ็บแปลบๆ และกระหายน้ำอย่างมาก หลังจิบน้ำที่คุณหมอให้ก็ผล็อยหลับไปอีกที

 ตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยเสียงนางพยาบาลที่เข้ามาปลุกเพื่อจะให้ยา พร้อมกับพบว่าตัวเองมีสายห้อยเต็มตัวไปหมด ทั้งสายน้ำเกลือ และเลือดที่ติดอยู่กับเส้นเลือดบนมือ และสายเดรนเลือด กับสายปัสสาวะที่ติดอยู่กับอวัยวะรูปแบบใหม่ของร่างกาย พร้อมด้วยผ้าพันแผลที่ทั้งแน่น หนาและใหญ่พันปิดอวัยวะนั้นอยู่

 ความรู้สึกแรกๆ คือ ความอึดอัดกับบริเวณที่ปิดแผลเพราะมันเหมือนมีก้อน หรือแท่งที่คาอยู่ในบริเวณนั้นทำให้การขยับเขยื้อนร่างกายของฉันเป็นไปด้วยความยากลำบาก ส่วนในเรื่องความเจ็บปวดนั้นยังไม่มากเท่าไหร่คงเป็นเพราะฤทธิ์ของมอร์ฟีน หรือยาแก้ปวดทำให้ไม่รู้สึกเจ็บมากนัก 

 4 วันที่ต้องนอนอยู่บนเตียงลุกไปไหนไม่ได้ และสิ่งที่ทานได้อย่างเดียวคือ อาหารเหลวใส ซึ่งก็คือน้ำทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นน้ำข้าว น้ำซุป น้ำถั่วต้ม น้ำเก๊กฮวย สารพัดน้ำที่พยาบาลสรรหามาให้ทาน แต่น้ำที่ช่วยฉันได้ดีที่สุดคงจะเป็นน้ำแดงเฮลส์บลูบอย ที่ช่วยบรรเทาความหิวตลอดทั้ง 4 วัน มันช่างเป็นสิ่งที่ทรมานจริงๆ และคืนก่อนวันที่จะเปิดผ้าพันแผล คุณหมอก็มาบอกว่า

 “ถ้าวันพรุ่งนี้ ฉี่ได้ตามปกติ ก็กลับบ้านได้” ยิ่งทำให้คืนนั้นฉันนอนไม่หลับกังวลไปต่างๆ นานาว่า ถ้าฉี่ไม่ได้จะเป็นอย่างไร? และเช้าวันที่ 5 ก็มาถึง วันที่ความตื่นเต้นปนกังวลกลับมาอีกครั้ง เพราะเป็นวันที่คุณหมอจะมาเอาผ้าที่ปิดแผลบริเวณนั้นออก พร้อมกับจะเป็นวันที่ฉันจะได้ทดลองใช้มันครั้งแรก !!

 เมื่อคุณหมอมาถึง สอบถามอาการ และความรู้สึกของฉันได้สักพัก ก็ลงมือเอาผ้าพันแผลออก

 ตลอดเวลาที่คุณหมอแกะผ้าออก ฉันหลับตาเพราะทั้งกลัวเจ็บและกลัวสิ่งที่ตัวเองจะได้เห็น เมื่อแกะผ้าเสร็จคุณหมอก็ให้ลืมตาและดู

 กรี้ดดดดดดดดดดดดดดด...ทำไมมันดูน่ากลัว ทั้งใหญ่ ดำ และมีเลือดซึมอยู่ นี่หรือคือสิ่งที่ฉันรอคอย??

 คุณหมอดูแล้วบอกว่าให้อยู่นิ่งๆ ก่อน เพราะนอกจากผ้าที่ปิดแผลไว้แล้ว ยังมีสิ่งแปลกปลอมอีกมากที่อยู่ในตัวฉัน ทั้งแท่งแก้วความยาวประมาณ 6-7 นิ้วที่คาอยู่ในช่องคลอด และผ้าบางๆ ที่มีความยาวเกือบ 4 เมตร ถูกอัดยัดไว้ในก้น เพราะตลอดระยะเวลา 5 วัน ฉันไม่สามารถถ่ายได้เลย เนื่องจากอาจส่งผลให้แผลติดเชื้อ

 เมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งหมด และคุณหมอตรวจดูแผลเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ต้องลุกออกจากเตียงเพื่อไปทดลองใช้อวัยวะใหม่ นั่นก็คือ "การฉี่" นั่นเอง

 แต่ก่อนที่จะไปถึงยังห้องน้ำเพื่อทดลองใช้ ก้าวแรกที่เท้าสัมผัสกับพื้น และรับน้ำหนักตัวของฉัน มันช่างเป็นก้าวที่ไม่คุ้นเคย และเมื่อก้าวไปได้เพียง 5-6 ก้าว ตัวฉันก็เริ่มร้อน ภาพต่างๆ ก็เริ่มเบลอ ตัวก็เริ่มเซ จนรู้สึกเหมือนมีใครมาจับตัวพร้อมกับช่วยพยุงเอาไว้

 คุณหมอบอกว่าเป็นเพราะไม่ได้เดินมาหลายวันก็เลยทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ เป็นเรื่องธรรมดา พยาบาลเลยพาไปยังห้องน้ำต่อไป การฉี่ครั้งแรก โดยผ่านอวัยวะที่มีรูปร่างใหม่นี้เป็นไปได้ตามปกติ หากแต่สิ่งที่ผิดปกติก็คือความไม่คุ้นเคยทั้งในลักษณะรูปทรง และวิธีการทำงานของมันนั่นเอง แต่ความรู้สึกหลังจากที่ฉันสามารถฉี่ออกไปได้ตามปกติแล้ว ความวิตกกังวลทั้งหมดก็มลายหายไป กลับกลายเป็นความรู้สึกโล่งใจ และดีใจกับอวัยวะชิ้นใหม่ พร้อมชีวิตใหม่ที่กำลังรอฉันอยู่

 นั่นก็คือ ชีวิตของความเป็น สาว!!!

ภิญญาพัชญ์ บุญเรือง