eat play life / อาทิตย์ที่ 2 ต.ค.
เทรนด์ใหม่แห่งการแบ่งปัน Share & Ownless ยังเดินทาง
โดย นันทขว้าง สิรสุนทร
นิตยสาร Time เล่มล่าสุด ลงข่าวชิ้นหนึ่งค่อนข้างละม้ายกับหนังสืออย่าง monocle ที่ว่าการแบ่งปันสิ่งของให้กันและกัน ในหลายชุมชนของโลกปัจจุบันยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมายาวนาน และดูจะไม่ผ่อนกระแสลงเลย
กิจกรรมแบบนี เรารู้จักกันดีในนามของ เทรนด์ใหม่แห่งการแบ่งปันหรือ Share & Ownless ที่มีมา 3-4 ปีแล้วการแบ่งปัน(share)ข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองแก่ผู้อื่นและการไม่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ(ownless) ในสิ่งที่มีอยู่โดยสามารถให้ยืมแก่คนแปลกหน้า เพื่อนมนุษย์ ดังเช่นที่เว็บของ zipcar.comให้ยืมรถ หรือเว็บ airbnb ให้ยืมที่อยู่อาศัยแก่นักเดินทางตามสโลแกนที่ว่า
share & ownless นั้น ผุดพรายและไหลเลื่อนไปตามชุมชนหลายแห่งจนบางคนตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่ซุปเปอร์สตาร์ในวงการบันเทิงก็ชมชอบกับกระแสที่ว่านี้ ยกตัวอย่างเช่นการเสนอขอรับเลี้ยงเด็กของ มาดอนน่า กับ แองเจลีน่า โจลีย์หรือการเข้าไปสร้างบ้านที่ถูกทำลายลงด้วยภัยธรรมชาติของ แบรด พิทท์จนเป็นสกู๊ปลงในนิตยสาร AD
เหล่านี้คือ บริบทที่ทำหน้าที่ในการสะท้อนถึงเทรนด์ใหม่ทางสังคมที่เรียกกันว่าshare & ownless (ซึ่งเมื่อต้นเดือน การท่องเที่ยวก็จัดเสวนาไปที่อิมแพคฯ)จนหลายคนเฝ้ามองว่า มันอาจทำให้โลกเปลี่ยนไปเป็นสังคมที่ไม่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของในอนาคต
บางคนมองว่า ถ้าเป็นสังคมชนบทหรือต่างจังหวัดโอกาสที่จะเกิดมีมากกว่าชนชั้นกลางในสังคมนะ อย่างการแชร์เช่นเวลาเราไปเที่ยวจังหวัดน่านแล้วมีชาวบ้านให้ยืมมอเตอร์ไซด์ขี่ไปเที่ยว ตรงนั้นเขามีระบบการรองรับและการดูแลที่แข็งแรง มีวัฒนธรรมของความไว้ใจกันมากกว่าสังคมเมืองซึ่งเราไม่ได้คิดว่าใครผิด แต่มันเป็นการสะท้อนออกมาจากเนื้อหาของผู้คนจากในเมืองและชนบทเพราะพี่ยังคิดว่า ต่อให้กระแสของการแบ่งปันหรือแชร์กัน จะเกิดขึ้นแต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกก็คือ การมีขอบเขตและ privacy ของคนยุคใหม่"
แต่เทรนด์แบบนี้ แม้มีการแบ่งปันและน้ำใจ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ให้ก็อาจจะมีเงื่อนไขหรือกติกาว่า อย่ามายุ่งกับฉันมากเกินไปมีขอบเขตแบ่งชัด
ตอนนี้ในต่างประเทศเขากำลังมีการให้หนังสือ ต่อๆ กันไปคือแต่ละคนก็เอาหนังสือที่ตัวเองชอบ หรือเห็นว่าดี มาวางไว้ตามที่สาธารณะหรือตามสถานีรถไฟและก็เขียนชื่อตัวเอง หรือเขียนเหตุผลด้วยว่าทำไมถึงให้หนังสือเล่มนี้แก่เพื่อนมนุษย์ ซึ่งเมื่อใครได้รับแล้วก็อาจจะอ่านเสร็จและบริจาคต่อๆ ไปกัน โดยอาจจะเขียนความในใจอะไร ลงไปในหนังสือและส่งมอบต่อๆ ไปยังคนอื่นๆ พี่ว่าอันนี้น่าสนใจมากเพราะมันไม่ได้มีเงื่อนไขหรือกติกามากมายเกินไป
สำหรับผู้อ่านที่เคยติดตามกิจกรรมของคนในแวดวงบันเทิง อาจจะจำได้ว่าการแบ่งปันหรือให้หยิบยืมสิ่งของนั้น เคยเป็นกิจกรรมที่ โบโน่ แห่งวง U2 เคยเรียกร้องให้ คนในสังคมหันมาหยิบยื่นคนละมือละไม้หรือแม้แต่ศิลปินหนุ่มที่เคยผ่านสงครามและการเป็นทหารอย่าง เจมส์ บลันท์ก็เคยเข้าร่วมกับกิจกรรมเหล่านี้
หรือมันสะท้อนว่า คนในสังคมล้วนเห็นด้วยการแนวทางของกระแส Share & Own less ที่ว่านี้...?
"Share & Own less อาจจะไม่ใช่เรื่องของการเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยแต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" มนฑิณี ยงวิกุล ผู้จัดการฝ่ายนโยบายและแผนฯ ของTCDC (ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ) เคยบอกกับผม
"เนื่องจากข้อเท็จจริงเรื่องทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมากขึ้นอย่างเช่นทรัพยากรน้ำนั้นเริ่มเผยแพร่มากขึ้นยิ่งทำให้แคมเปญของธุรกิจที่ใช้ในการเจาะตลาดผู้บริโภคที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมยิ่งเติบโตตามไปด้วยและนำไปสู่ธุรกิจที่ลดการใช้ทรัพยากรร่วมกันและทำให้ผู้บริโภครู้สึกดีมากขึ้น
อย่างเช่นการทำธุรกิจของ ZIP Car ธุรกิจเช่ารถที่ให้ความรู้สึกเหมือนยืมรถกันใช้มากกว่าเต๊นท์เช่ารถปกติ นอกจากนี้ความก้าวหน้าของระบบออนไลน์ ทำให้การทำงานข้ามชาติเพื่อดึงเอาส่วนที่ดีของแต่ละคนออกมาใช้ร่วมกัน หรือนำมาถกเถียงกันเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกัน ยิ่งทำให้คน เห็นข้อดีของการแชร์มากขึ้นเทรนด์ดังกล่าวก็ยิ่งนิยมมากขึ้น"
แม้จะนิยมในต่างชาติ ถึงขั้นมีเครือข่ายเข้าร่วมหลายฝ่ายในต่างประเทศ
แต่เมื่อเป็นประเทศไทย ซึ่งมีสังคมแบบ "ยึดมั่นถือมั่น" นั้น แนวทางแบบนี้จะงอกเงยและเติบโตได้แค่ไหน..
"สำหรับเทรนด์ดังกล่าว จะนิยมในเมืองไทยหรือไม่นั้น อาจจะแบ่งเป็น 2 ส่วนการแชร์(share)นั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายอย่างเช่นการแชร์ข้อมูลเรื่องการเดินทางที่เป็นประโยชน์ก็เป็นที่นิยมหรือการเขียนรีวิวต่างๆ เพื่อการตัดสินใจ ..แต่สำหรับOwnless นั้นต้องมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเป็นเจ้าของร่วมกันซึ่งถ้าหากสาธารณูปโภคของรัฐ หรือธุรกิจเอกชนที่มีแนวคิดเรื่องนี้ยังน้อยก็อาจจะไม่ยังเกิดอย่างเต็มตัว"
เทรนด์เรื่องการ share & ownless นั้น นอกจากจะเคยเป็นสกู๊ปในนิตยสาร Time และAD แล้ว มันยังเคยเป็นบทความที่การท่องเที่ยวฯ ของไทยนำมาเป็นหัวข้อในการจัดงานสนทนาเพื่อหาทางออกให้กับอนาคตของธุรกิจนี้
ข้อมูลหนึ่งที่เป็นข้อดีอย่างมากของเทรนด์ที่ว่านี้ก็คือเมื่อการแบ่งปันและลดละเลิกการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ มีมากขึ้น มีกว้างขึ้น ก็จะทำให้เกิดการบริโภคร่วมหรือ collaborative consumption และก่อให้เกิดคุณูปการมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น การลดการใช้ทรัพยากร การประหยัด และที่สุด นำไปสู่การอธิบายเชิงสังคม ที่ผู้คนเริ่มปล่อยวางจากการครอบครองซึ่งในทางหนึ่งจะสามารถบ่งชี้ได้ถึงสภาพจิตใจของสังคมนั้นๆ ด้วย
ทว่า ต้นทางของเทรนด์แบบนี้เกิดจากอะไร ?
ในต่างประเทศหรือในยุโรป เขาเข้ามีส่วนในเรื่อง share & ownless พักใหญ่แล้วสาเหตุเพราะว่ามันเกิดจากการที่พวกเราเล่นเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และก็มีคนมีไอเดียว่าพวกเราน่าจะทำอะไรร่วมกัน พอมีคนเสนอไอเดียต่างๆ เข้าไปในโชเชียลมันมีมีคนเห็นด้วยว่า เราน่าจะแบ่งปันกัน แชร์กันในเรื่องต่างๆ
ถึงมีกลุ่มคนเครือข่ายหลายแห่ง ที่ช่วยเหลือกัน แชร์กันกลายเป็นสังคมเล็กๆ ที่เกิดขึ้น และก็นำไปสู่การหยิบยืมสิ่งของหรือแชร์อะไรด้วยกัน พวกนี้เกิดจากเพราะพวกเรามีโชเชียล เพราะสมัยก่อนคุณจะคิดเจอกันยังไง มันไม่มีอะไรเลย.. สมัยก่อนต่อให้คุณมีไอเดียดีและจะยังไง จะไปเดินเคาะประตู 500 บ้าน และบอกว่าคุณคิดอะไรบ้านอื่นเขาก็อาจจะไม่เก็ทความคิดคุณ"
หากสังคมไทยอยากทำให้เทรนด์แบบนี้เกิดขึ้นจริงในบ้านเรา(ซึ่งมองว่าไม่ง่าย) คนทุกคนจะต้องมีพื้นฐานร่วมกัน ในเรื่องของกติกาเรื่องของมารยาท
บางคนทิ้งท้ายและตั้งคำถามว่า เราจะ share & ownless ได้อย่างไรถ้าคนมีความเห็นแก่ตัว หรือไม่มีมารยาทที่ควรจะมี จริงไหม สมมติว่าคุณแชร์อะไรไป แล้วมันกลับมาในรูปแบบที่แย่ลง คนก็ไม่อยากจะแชร์การจะแชร์หรือไม่แชร์ มันจึงต้องดูด้วยว่า สมาชิกในสังคมไทยนั้นมีความพร้อมที่จะแบ่งปันและช่วยเหลือกันจริงๆ แค่ไหน
แต่ถ้าถามว่ามันเป็นเรื่องที่ดีไหม มันดีแน่นอน



