
ขึ้นแท่นนางเอกเจ้าน้ำตากว่าจะมีวันนี้ของ‘ฐิสา’
ขึ้นแท่นนางเอกเจ้าน้ำตา กว่าจะมีวันนี้ของ‘ฐิสา’ : คอลัมน์ บันเทิงวันเสาร์ เรื่อง... การะเกด อัศวเสนา ภาพ... วริศรา วุฒิกุล
กำลังเข้มข้นสุดๆ สำหรับละคร “ข้ามาคนเดียว” ทาง “ช่อง 7” ที่ถือว่าเป็นอีกบทบาทใหม่ ของนางเอกสาว “ฐิสา” วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร ที่ในวันนี้หลายคน ยกให้เธอ “นางเอกผู้ถูกกระทำ” เพราะบทบาทที่ได้รับในแต่ละเรื่อง “บันเทิง คม ชัด ลึก” พามารู้จักเธอกันให้มากขึ้น ว่าชีวิตจริงจะน่าสงสารเหมือนในละครหรือไม่
00 ผลงานล่าสุด
@@ ละคร “ข้ามาคนเดียว” คาแรกเตอร์เป็นอย่างไร
รับบทเป็น “แขมแข” เป็นสาวที่กลับมาจากเมืองนอก มาช่วยธุรกิจของคุณพ่อ เป็นธุรกิจโรงเลื่อยไม้ รักความถูกต้อง ตรงไปตรงมา เป็นคนมีเหตุผล ซึ่งคุณพ่อทำธุรกิจที่ไม่สุจริต เราก็เลยจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อทำ ในเรื่องนี้ได้บทที่โตขึ้น อย่างก่อนหน้านี้ เราอาจจะมีบทที่ดูเด็ก และอ่อนแอ ถูกรังแกบ้าง แต่เรื่องนี้จะไม่ได้เป็นคนยอมคนซะทีเดียว ถ้าอะไรที่เราไม่มั่นใจ จะสืบหาความจริงก่อน แต่มีเรื่องที่พี่นิว (วงศกร ปรมัตถากร) เข้าใจผิด ลากไปเป็นตัวประกัน โดนฉุดกระชากลากถูไป เพราะเขาเห็นว่าเราเป็นคู่หมั้นของ ยันต์ ยมราช (“แอนดรูว์” กรเศก โคร์นิน) ซึ่งเขาแค้น เขาเลยแก้แค้น โดยการที่จับเราไป ความยากและท้าทายของเรื่อง คือบทที่โตขึ้น และเรื่องแบบนี้ในชีวิตจริง คงไม่ได้เจอหรอก เวลาเล่นเราไม่ได้เล่นตามบล็อกกิ้งเหมือนรู้สึกอะไรตรงนั้น ก็ทำเลย เรื่องนี้ได้ปะทะทั้งกับพี่นิว และพี่แอนดรูว์ โดนฉุดจากทั้ง 2 ฝ่าย แล้วเวลาโดนฉุดที เขาไม่ค่อยจะทำเองหรอก เขามีลูกน้องเยอะมาก แต่ละคนกล้ามใหญ่ๆ ถึกๆ ทั้งนั้น แล้วหนูโดนหิ้วปีกคนละข้าง เหนื่อยมากจริงๆ แต่เวลาเล่นก็เต็มที่ เรื่องนี้ถือว่ามีความหลากหลาย ทั้งบู๊ คอมเมดี้ ดราม่า หนูว่าครบรส และเราได้ไปถ่ายที่สถานที่ท่องเที่ยวจริงๆ ทางภาคอีสานหลายจังหวัดมาก อย่างประเพณีที่เห็นในเรื่อง ก็คือเราไปถ่ายของเขาจริงๆ เลย คุ้มมากๆ อยากให้ดูกัน นักแสดงและทีมงานตั้งใจกันมากๆ
@@ มีต้องไปถ่ายทำในป่าเป็นอย่างไรบ้าง
ได้ไปถ่ายในป่าอีกแล้ว ได้โหดตรงที่เราไม่เคยเจออะไรแบบนี้เต็มๆ เราก็บอกให้พี่นิวเต็มที่ เล่นจริงไปเลย เรื่องอื่นพระเอกเขาจะตบจูบใช่ไหม นี่ไม่มีตบจูบ นี่จิกหัวแล้วลากเลย โดนล่ามโซ่อะไรแบบนี้ โหดจริงจัง (หัวเราะ) การปะทะคารมกับพี่นิวในบท ถือว่าค่อนข้างหนักเหมือนกัน เพราะว่าเราโดนเขาทำในสิ่งที่เราไม่รู้เรื่องว่า ทำไมเขาถึงต้องมาลงที่เรา ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็นคนผิด แต่เรื่องของการทำงาน ก็คือสบายใจ เราบอกพี่เขาว่า ไม่เป็นไรไม่ต้องเกรงใจ พอเขาเล่นมาเต็มที่ เราเองก็จะได้ไม่ต้องเล่นหลายเทก ทำไปตามอารมณ์เลย เรื่องนี้แผลถลอกก็มีเรื่อยๆ เลย โดนลาก แล้วในป่าที่เราไปถ่าย เป็นป่าจริงๆ ไม่สามารถเคลียร์ทางได้ว่า พื้นมีอะไรบ้าง แล้วหนูต้องมีตกน้ำตกอะไรแบบนี้ด้วย ก็ลำบากหลายอย่าง แต่ว่าเราก็เต็มที่
@@ ได้มาร่วมงานกับนิว เป็นอย่างไรบ้าง
เคยร่วมงานเป็นละครเทิดพระเกียรติวันพ่อ แต่อันนั้นเป็นละครสั้น ถ่ายไม่กี่วัน แต่เพิ่งจะได้มาร่วมงานในละครยาวครั้งแรก ได้มาทำงานร่วมกันเต็มๆ เราอยู่ด้วยกันเกือบปี สนุกดี ทำงานด้วยแล้ว เราสบายใจ พี่เขาก็ให้เกียรติเราในการทำงาน แต่ว่าเบื้องหลังการทำงานจะเป็นอีกแบบหนึ่ง (หัวเราะ) หนูจะโดนแกล้ง ในกองนี้ส่วนมากจะแกล้งกันเรื่องรูปหลุด รูปน่าเกลียด ถ่ายแล้วเอามาแกล้งกันในกรุ๊ป เพราะนักแสดงในกองนี้จะเล่นกล้องกันเยอะ ชอบถ่ายรูปกัน ช่วงแรกๆ ที่ถ่ายรูปลงกรุ๊ป จะเป็นรูปสวยๆ งามๆ ไว้โปรโมทละคร แต่หลังๆ จะมีแต่รูปที่ใช้ไม่ได้ ซึ่งหนูพยายามถ่ายกลับ แต่พี่เขาก็ไม่เคยหลุดไง เขาไม่รู้ว่าทำได้ยังไง ถ่ายหนูแต่ละรูปตาเหลือกบ้าง หน้าอืดบ้าง อ้าปากกินบ้าง
00 ผลงานต่อจากนี้
@@ ละคร “เพลิงพระนาง” เข้มข้น และฟอร์มยักษ์ เป็นอย่างไรบ้าง
อันนั้นแซบมาก ดราม่าอย่างเดียวเลยชีวิต หนูว่าเอาจริงๆ หนูค่อนข้างเครียด เพราะด้วยความที่เรากดดันค่อนข้างจะหลายอย่าง ไหนจะเรื่องละครที่มันฟอร์มใหญ่มาก นักแสดงรุ่นพี่ๆ ทั้งนั้นเลย ด้วยตัวบท หนูว่าของทุกคนแหละยาก เขาต้องทำการบ้านกันหนักอยู่แล้ว อย่างตัวหนู จะดราม่าเยอะมาก เวลาไปถ่าย เราก็ตั้งใจมาก ทำการบ้านเยอะมาก แต่ก็สนุก คือไม่เคยเล่นพีเรียดเต็มๆ ถือเป็นเรื่องแรก และเป็นพีเรียดที่ยาก เพราะใช้ศัพท์ในวัง ศัพท์สูง เวลาไปถ่ายเสร็จ กลับบ้านมารู้สึกว่าหมดพลังไปทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องของอารมณ์ ทั้งการแต่งตัว เพราะชุดหนึ่งใช้เวลาแต่งนานมาก และเรื่องความหนักของหัว จะปวดหัวกลับมาตลอด เพราะเราเครียดอยู่แล้ว ใช้อารมณ์เยอะ ไหนจะหัวที่สูงเหมือนหน้าคนอีกหน้าหนึ่ง สูง และหนักมาก ทุกคนจะมีภาระเป็นของตัวเอง (หัวเราะ)
@@ ได้ร่วมงานกับ “อั้ม” พัชราภา ไชยเชื้อ เป็นอย่างไร
ตื่นเต้น ตอนแรกตื่นเต้นมาก และเกร็งมาก คือเรารู้อยู่แล้วแหละว่า นักแสดงรุ่นพี่ๆ เขาจะเก่งกันมาก เป๊ะทุกอย่างมาก เราเลยจะเกร็งมาก กลัวมีผิดพลาดอะไรตรงไหนไหม แต่ว่าพี่อั้มก็น่ารัก ไม่เครียด ไม่มากดดันเรา และพอเล่นด้วยกัน เขาก็ส่งอินเนอร์มา เราก็รู้สึกว่าในเรื่องเขาเป็นแม่เราจริงๆ พี่อั้มคอยช่วยซัพพอร์ตเราด้วย เวลานอกฉากพี่อั้มใจดี มีคุยเล่นบ้าง
@@ นักแสดงหลายคนบอกสงสารฐิสา เพราะว่าต้องร้องไห้เยอะมาก
ใช่ ร้องไห้เยอะมาก อย่างสมมุติมี 10 ซีนในตอนนั้น 9 ซีนหนูต้องร้องไห้ คือมันเยอะมากจริงๆ เพราะตัวเจ้านางเรณุมาศ เขาจะเป็นตัวละครที่ไม่สู้ใคร และไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พี่สาวและแม่ทำ คือรู้เรื่องราวว่าแม่เราโดนทำมายังไง แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ เพราะบางทีมันไม่ถูกต้อง ซึ่งกลายเป็นว่า เราเป็นลูกที่เหมือนขัดใจแม่ไปด้วย เพราะแบบไม่ได้ดั่งใจ แม่คิดแบบนี้ แต่เราคิดเห็นต่าง กลายเป็นว่าเราจะโดนดราม่าไปหมด ถามว่าใกล้จะได้ดูกันหรือยัง ไม่รู้เลย ยังบอกไม่ได้ แต่หนูเชื่อว่าทุกคนอยากดู ตัวหนูก็อยากดู อยากเห็นว่าเป็นยังไง แต่โดยส่วนตัว หนูไม่อยากให้เร่ง ให้มันได้ออกมาละเอียดที่สุด สมบูรณ์ที่สุด หนูก็โดนถามทุกวันเลย เมื่อไหร่จะออน
00 มุมมองในวงการ
@@ หลายคนยกให้เป็น “นางเอกผู้ถูกกระทำ” เป็นนางเอกเจ้าน้ำตา
อาจจะด้วยบทบาทด้วย ที่ส่วนมากในแต่ละเรื่องเราไม่ค่อยสู้ใครอยู่แล้ว จะโดนกระทำทุกเรื่องจริงๆ แต่ว่า ข้ามาคนเดียว มันอาจจะไม่หนักมาก อาจจะไม่ใช่ละครเครียด ดราม่าขนาดนั้น แต่ว่า แต่ละเรื่องก็มีความแตกต่างของมัน สนุกดี ซึ่งจริงๆ ก็อยากได้ลองบทสู้คนบ้าง อาจจะไม่ต้องกระทำคนอื่น แต่ว่ามีโต้ตอบ ตอบโต้กลับ อย่างบท เจ้านางเรณุมาศ ใน เพลิงพระนาง บางทีหนูยังคิดเลยว่า ถ้าชีวิตคนจริงๆ โดนพี่ตบขนาดนี้ ก็ต้องมีตบกลับบ้างไหม หรือแบบว่า หยุดนะ (หัวเราะ) เป็นการคิดขำๆ แบบทำเราเกินไปนะ แต่คือในเรื่องมันไม่มี ก็อยากลองเล่นบทที่ตอบโต้ดูบ้าง มันอาจจะเหมือนใกล้ความเป็นจริง ใกล้ตัวมนุษย์มากขึ้น ที่คนเรา ถ้าโดนกระทำจริงๆ คงไม่มีใครแบบยอมไปซะทุกอย่าง ก็อยากลองดูบ้าง
@@เป็นแฟนซีรีส์เกาหลีตัวยงคนหนึ่ง ถ้าเลือกได้อยากลองเล่นบทแบบซีรีส์เรื่องไหน
“ยู ฮู เคม ฟอร์ม เดอะ สตาร์” (you who come from the star) แล้วกัน หนูว่าน่าจะสนุกดี แล้วนางเอกไม่ได้เป็นคนแบบว่าเรียบๆ หรือจะดราม่าอย่างเดียว มีความแบบก็ฉันจะเป็นอย่างนี้ ถามว่าทำไมถึงชอบดูซีรีส์เกาหลี หนูว่าด้วยอาจจะเป็นพล็อตเรื่อง ที่เขาจะมีความแปลกใหม่ บางเรื่องมีอะไรที่เราเดาไม่ได้ว่าต่อไปมันจะเป็นยังไง อย่างเรื่องที่เป็นพล็อตทั่วไปที่พอเดาได้ มันเหมือนกับว่าเราสามารถรู้สึกได้จริงๆ แม้บางทีเขาจะเล่นน้อย แต่เรารู้สึกได้ง่าย เป็นการผ่อนคลายเบาๆ อาจจะชอบแนว โอปป้า ด้วย (หัวเราะ)
@@วงการนี้ได้ให้อะไรกับเราบ้าง
อย่างแรกเลย คงเป็นประสบการณ์ที่ถ้าใครยังไม่ได้เข้ามาในวงการนี้ จะไม่รู้ว่าวงการนี้เป็นยังไง ส่วนมากคนข้างนอกเขาจะมองว่า เราทำงานสบายเนอะ แป๊ปเดียวก็ได้เงินเยอะแล้ว คือ หนูจะบอกเสมอว่า เวลาหนูทำงาน ไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ เราต้องมีไปอยู่ในป่า มีต้องตื่นเช้าไปทำงาน บางครั้งทำทั้ง 24 ชม.เลย เวลาไม่ได้เป็นเหมือนเวลาทั่วไปที่คนอื่นเขาทำงาน หนูว่ามันก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีอีกอย่างหนึ่งเลย และพอเรามาทำงาน ด้วยความที่หนูทำงานตั้งแต่ตอนเรียนด้วย มันก็ทำให้ความคิด หรือการใช้ชีวิตของหนูเหมือนโตกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน มีความรับผิดชอบในชีวิตตัวเองมากขึ้น อย่างตัวหนู ตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว จะเป็นคนที่จัดตารางเองตลอด ที่บ้านเขาจะปล่อยให้เราจัดการตัวเอง
00 ความภาคภูมิใจในวันนี้
@@ รู้สึกภูมิใจอย่างไรบ้าง ที่ได้มาถึงทุกวันนี้
ถ้านับก่อนหน้านี้ คงเป็นเรื่องที่เรียนจบมาได้ แต่ยังไม่ได้ต่อ ป.โท แค่ป.ตรี ก็แบบสุดๆ บัญชียาก แล้วเขาไม่ปล่อยเลย ถ้าหนูไม่เข้าก็มีที่ไม่ได้คะแนนเก็บเลยอะไรแบบนี้ แต่ก็ต้องยอม พอมา ณ วันนี้เราภูมิใจที่ได้ดูแลที่บ้านแบบเต็มตัว คุณแม่เป็นแม่บ้าน ส่วนคุณพ่อเขาใกล้เกษียณ กลายเป็นว่าตอนนี้เรากลายเป็นเหมือนเสาหลักของที่บ้าน และเราก็ดูแลตรงนั้นได้
@@ เคยคิดไหมว่าจะได้มาอยู่ในวงการ
ตอนเด็กๆไม่เคยคิด และไม่กล้าทำอะไรพวกนี้ด้วย แม้แต่เรื่องการแสดงออก การแสดงละครหน้าห้องเรียน พรีเซ้นท์งานหน้าห้อง ไม่กล้าเลย อายทุกอย่าง ไม่กล้าพูด จะต้องพูดผิดแน่นอน คือไม่ได้เลยแต่ก่อน หนูไม่ได้เป็นเด็กกิจกรรมเลยนะ เรื่องผลงานตั้งแต่สมัยเรียน ถ้าไปหาดู ไม่มีหรอก มีน้อยมาก กิจกรรมที่หนูทำ จะเป็นเขียนคัดลายมือไทยอะไรแบบนี้ หนูไป แต่ถ้าอะไรที่เกี่ยวกับการแสดงออก อย่าง เชียร์ลีดเดอร์ ที่เคยเป็นเพราะโดนบังคับ ดัมเมเยอร์ ครูบังคับเลย ก็เลยไม่คิดว่าเราจะได้มาอยู่ ณ ตรงนี้ อย่างครอบครัวหนู ตอนแรกก็ไม่มั่นใจนะ ไม่คิดว่าจะทำได้ และตอนแรกที่บ้านเหมือนค่อนข้างเข้มงวดเรื่องเรียน อยากให้เรียน ตั้งใจเรียนก่อน แล้วถ้าอยากทำงานค่อยว่ากัน แต่พอ ณ วันหนึ่ง เรามีโอกาส มันเป็นโอกาสเล็กๆ เข้ามา เราคิดว่า มันก็ไม่น่าจะเสียหายมั้ง ไปลองดู ตอนแรกก็กลัวด้วย กลัวโดนหลอก แต่คิดว่า ยังไงเราก็ไปกับแม่ตลอด เลยไปลองดู แล้วไม่ใช่ว่า พอไปแล้วจะได้เลยนะ เราก็ต้องมีการรอคอย มีความพยายามมีแบบไปเรื่อยๆ จนถึง ณ จุดหนึ่ง ที่พอได้เข้ามา มันก็โอเค ซึ่งไกลกว่าที่คิดไปเยอะมาก
@@ มองอนาคตในวงการอย่างไร
ถ้าเรื่องของการทำงาน เราก็คงอยากจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ตรงนี้เราอยู่มาหลายปีก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้ทำทุกอย่างครบนะ แค่เรื่องการแสดงละคร ก็ยังไม่ทุกบท ถ้าเกิดมีโอกาส หรือว่าได้ทำ ก็คงอยากจะทำงานในวงการต่อไปเรื่อยๆ เหมือนมีอะไรที่เราอยากสนุกอยู่
@@ ถ้าเกิดไม่ได้ทำงานตรงนี้ คิดว่าตอนนี้จะทำอะไรอยู่
คงไปทางสายที่เรียน จบบัญชีก็คงทำงานด้านบัญชี หรือว่าทำงานบริษัท อะไรสักอย่างที่พอเรียนจบมาก็คงได้ใช้ในสิ่งที่เราเรียนไป
00 ดาราสายธรรม
@@ ในอีกแง่มุมหนึ่งเป็นสายปฏิบัติธรรมตัวยง
เวลาว่างก็ไปเรื่อยๆ แต่หนูไม่ได้เคร่งนะ ไม่ได้แบบว่า ต้องใส่ชุดขาวไปบวชถือศีลอะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่า ถ้าว่าง เราก็โอเคหาโอกาสเข้าวัดบ้าง ทำบุญบ้าง หรือว่าไปวัดในวันพระถ้าว่าง หรือสะดวก ไม่มีงานตอนเช้า ก็จะตื่นไปใส่บาตร อาจจะเป็นเพราะที่บ้านด้วย อย่างคุณยายหนู เวลามีงาน หรือช่วงวันพระ ท่านจะเข้าวัดไปอยู่ในวัดตลอด แต่ก่อนตอนสมัยเรียน เราอาจจะไม่ได้ไปวัดบ่อยขนาดนี้ เหมือนเวลา เป็นวัยรุ่น เวลาไม่สบายใจ คือหนูจะเป็นคนไม่เที่ยว ก็เลยหาที่พึ่งว่าไปทางไหนดี ก็เข้าวัด เลยไม่ว่าด้วยความที่เราอยากจะสบายใจ หรือไม่สบายใจ โอกาสไหน ก็กลายเป็นว่า เราจะเลือกเข้าวัดไปเลย ธรรมมะก็ช่วยเรา อย่างแรกเลย คงเป็นที่พึ่งทางใจเราด้วย เวลาไม่สบายใจ หรือคิดมาก มันก็ช่วยเราได้ระดับหนึ่ง และทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ สมาธิมากขึ้น รอบคอบมากขึ้น
00 ความรัก
@@ ความรักตอนนี้เป็นอย่างไร
ไม่มีเลย ถามว่าคุณแม่หวงไหม ก็คงมีบ้าง คงทั้งห่วง และหวง แต่ว่าเรื่องนี้เอาจริงๆ หนูไม่ค่อยคุยกับที่บ้านเท่าไหร่ ด้วยความที่ตัวหนูเอง อาจจะเป็นคนคุยกับคนยากอยู่แล้ว หมายถึงถ้าคุยเป็นเพื่อนเราโอเค เราเฟรนด์ลี่ คุยง่าย ไม่ได้หยิ่ง แต่ถ้าต้องคุยอะไรแบบนั้น ตัวหนูจะเริ่มมีกำแพงมานิดหนึ่ง แล้วเราค่อนข้างที่จะคิดเยอะว่าคนนี้เป็นอย่างนี้นะ พอเราเริ่มโตขึ้น เราจะเริ่มรู้สึกว่า เราไม่ได้อยากเสียเวลากับเรื่องนี้เยอะ พอมีใครเข้ามา เราจะให้คนรอบตัวเราไปสืบ ว่าเขาเป็นยังไง เพราะหนูเป็นคนค่อนข้างคิดเยอะ
@@ สเปกหนุ่มจริงๆ เป็นอย่างไร
ไม่มีเลย จริงๆ มันคงอยู่ที่การพูดคุยว่า คุยกันแล้ว ถ้าพอเริ่มต้นแล้ว เราสบายใจ หนูว่ามันจะทำให้หนูเปิดใจได้มากขึ้น แต่ถ้าบางทีคุยแล้ว รู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง ถ้าไปต่อคงจะเกร็งเรื่อยๆ หนูก็คงไม่ค่อยเปิดเรื่องอะไรแบบนี้เท่าไหร่ ถามว่าคนที่ผ่านด่านได้ จะต้องผ่านจากความเป็นเพื่อนก่อนไหม อาจจะไม่ต้องเป็นเพื่อนก็ได้ แต่น่าจะเป็นเริ่มจากการพูดคุยก่อน ถ้าไปแบบสไตล์เดียวกัน หรือคุยกันแล้วโอเคไปด้วยกันได้
@@ ความสัมพันธ์กับ “กัน” นภัทร อินทร์ใจเอื้อ ยังติดต่อกันอยู่ไหม
มีคุยกันบ้าง เป็นเพื่อนกัน แต่ตอนนี้ไม่มีใครเข้ามาคุยเลยจริงๆ คุณแม่ยังมีถามบ้างว่า ไม่มีคนมาจีบบ้างเลยเหรอ หนูก็บอกว่า ไม่มี ก็คงจะเป็นเพราะกิจกรรมที่เราทำ หรือที่ที่เราไป เราอาจจะไม่ได้เจอใครด้วย สมมุติว่าไปออกกำลังกาย ไปเต้น ก็จะมีแต่ผู้หญิง เป็นแก๊งผู้หญิงหมดเลย หรืออย่างไปวัด คงจะไม่มีใครอยากจะมาจีบผู้หญิงในวัด แล้วหนูไม่ได้เป็นคนออกไปเที่ยวกับเพื่อนตอนกลางคืน หรือออกไปสังสรรค์ คือถ้าหนูไปก็ออกไปเดินห้าง เสร็จก็กลับบ้าน เราไม่ได้เจอใคร แต่ถ้าใครจะเข้ามาคือไม่ได้ปิดกั้นนะ
........................................
ชื่อ : “ฐิสา” วริฏฐิสา ลิ้มธรรมมหิศร
เกิด : 11 เมษายน พ.ศ. 2534
การศึกษา : ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาบัญชี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผลงานที่ผ่านมา : เสือสั่งฟ้า, ลูกผู้ชายไม้ตะพด, หนีก็ล่า ซ่าก็รัก, เงา ฯลฯ
ผลงานล่าสุด : ข้ามาคนเดียว GetOutlook for Android



