บันเทิง

eat play life / อาทิตย์ที่ 18 ก.ย.

eat play life / อาทิตย์ที่ 18 ก.ย.

18 ก.ย. 2559

ลอนดอนฟิล์มไลฟ์สไตล์ การม้วนตัวของดีเทล

โดย นันทขว้าง สิรสุนทร

    การถาโถมของ football marketing ในระดับสั่นสะเทือน(ไม่ใช่กระเพื่อม) ที่ส่งต่อๆกันไปทั่วโลกนั้น ทำให้ผมได้เดินทางไปอังกฤษถึง 5 ครั้งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งคงไม่มีใครคาดคิดว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรม “พรีเมียร์ลีก” นั้น เป็นของคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมตะวันออกกลาง, อเมริกา, สิงคโปร์ รัสเซียหรือแม้แต่ไทยเรา ก็มีถึง 3 ทีม ในดิวิชั่นต่างๆ
    อานิสงส์อย่างหนึ่งก็คือ เวลาดูบอลเสร็จ ก็ใช้เวลาว่างไปตะลอนโรงหนังต่างๆ ในลอนดอน ที่มีทั้ง cinema house (โรงหนังขนาดเล็กมากแบบตึกแถวบ้านเรา), โรงหนังในย่านชุมชนเก่าแบบเป็นตลาด เช่นในย่าน portobello หรือที่คนไทยเรียกว่าแถวๆ nottinh hill theatre นั่นเอง
    ตอนเดินเล่นอยู่ที่อังกฤษ ผมได้ข่าวเรื่องกระแสคนต่อต้านถ้าหากจะมีการทุบทิ้ง “สกาล่า” และ “ลิโด้” นึกแล้วถ้าจะมีการทำลายก็น่าอดสู และน่าเสียดาย เพราะขณะที่โรงหนัง โรงละคร กลายเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยว คนดูหนัง และชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ (เช่นโรงละครในหนัง The Godfather ภาค 3 ในปาแลร์โมที่จะมีอายุครบ 120 ปีในปีหน้า)
    โรงหนังในบ้านเรา กลับมีแนวคิดแบบแคบและแบนราบ คือคิดเอาจากการทำผลประโยชน์ทางรายได้เป็นหลัก โดยใช้ชุดความคิดที่ว่า คนเดินหน้ามีความสุขกว่าคนที่ไปดูหนังนอกกระแส... ??
    ไปอังกฤษครั้งล่าสุดนี้ ได้เห็น “เทรนด์” แปลกๆที่เกิดขึ้นในการปรับตัวของโรงภาพยนตร์ที่นั่น เช่น Empire Theatre ในย่านเลสเตอร์สแควร์ สลัดภาพของการเอาแต่จัดเทศกาลหนังตามวาระ (เช่น london film fest) หรือหนังยุโรป ลุกขึ้นมาปรับตัวเอง จัดอีเวนท์ถี่ยิบในระยะหลังๆ เช่นจัดเทศกาลหนัง star wars ทุกภาคทุกตอน, จัดเทศกาลหนังผิวสี(ที่ในลอนดอนมีคนผิวสีอยู่มาก) จัดเทศกาลหนังผู้อพยบ ฯลฯ
    การจัด film fest ขนาดเล็กแบบหนึ่งสัปดาห์ หรือระยะเวลาสั้นๆของโรง empire ทำให้ตัวสถานที่ฉายหนังที่ว่านี้ไม่ตายไปตามกาลเวลา เหมือนบางแห่ง หรือโรงหนังที่ notting hill ก็ใช้วิธีผสมผสานระหว่างการฉายหนังยุคใหม่ กับหนังเก่ายุคคลาสสิค โดยแบ่งโรงซึ่งน่าจะซอยออกเป็น 2 โรงเล็ก ขณะที่โรงหนังแบบ house ย่านพาเลซ ก็จัดให้มีการเสวนาหลังการฉายหนัง
    “เทรนด์” ของโรงหนังในอังกฤษ ค่อนข้างมีการปรับตัวแตกต่างกับโรงหนังในไทยและเกาหลี ซึ่งมีการอิงซบ alternative content สูง กล่าวคือ ไม่พึ่งพาสินค้าหลักคือหนัง อีกต่อไป แต่ผลักดันโรง ให้เป็นที่ใช้เปิดตัวสินค้า จัดอีเวนท์ เล่นคอนเสิร์ต แบบที่ house rca และเมเจอร์ พารากอน เคยทำ
    การพึ่งพา alternative content ของโรงหนังยุคใหม่ คือนำเอาโรงไปจัดกิจกรรม ที่พ้นไปจากหนัง ทำให้เกิดรายได้มาประคับประคอง ที่หวังจะได้จากภาพยนตร์อย่างเดียว (เราคงไม่ฟลุ๊คจากหลวงพี่แจ๊ส 4g , X men และเรื่องอื่นๆแบบปีนี้
    ขณะที่สกาล่าและลิโด้ ไม่ได้ถูกดูแลโดยองค์กร หน่วยงานของรัฐ เพราะเอกชนเช่าไปก็ดูแลตัวเองนั้น ในย่าน porttobello มีการจัดตั้งกองทุน สมาชิก เพื่อโหวตและประชุมถึงทิศทางของโรงหนังเก่าๆ เท่าที่ทราบ ชาวบ้าน และคนในพื้นที่ก็ทำกันเอง
    เรื่องหนึ่งที่น่าชื่นชมของโรงหนังขนาดเล็กที่นั่นก็คือ พวกเขาเปิดโอกาสให้เอกชน หรือคนนอก เข้ามาใช้บริการ โดยคิดเนื้องานมาเสนอ เช่นเด็กไฮสคูลมาเช่าโรงหนังในราคาพิเศษของวันหยุด เพื่อเอาละครเวทีของเด็กๆ มาแสดงในตอนเช้าวันหยุด ทางหนึ่งคือส่งเสริมศิลปะอีกด้าน โดยบ้านของศิลปะภาพยนตร์
    สิ่งที่น่ายินดีมากก็คือ แม้ว่าหนังบางเรื่องไม่ใช่สินค้าหลักในกระแส หรือมีแววว่าจะทำเงิน ก็ยังมีการคิดรูปแบบสนุกๆให้กับการฉายหนัง เช่นการฉายหนังเรื่อง bobby moore ที่สนามฟุตบอลเวมบลีย์ (แถมเก็บค่าตั๋วไม่ถูกคือ 15 ปอนด์) แต่ก็มีแฟนๆแห่กันไปดูในสนาม ซึ่งสถานีเวมบลีย์นั้น ไกล ออกไปนอกเมือง
    หนังที่อังกฤษ... จึงไม่ได้จำเป็นต้องขังตัวเองอยู่แค่โรงหนัง

eat play life / อาทิตย์ที่ 18 ก.ย.
    มันสามารถไปจัดฉายตามผับ, สนามบอล, โรงเรียนหรือโรงละครเก่า ตามความเหมาะสม ที่สำคัญคือ แม้หนังหรือภาพยนตร์ จะมี “รัง” มากขึ้นในการไปแสดงตัวตน แต่บ้านของมันคือโรงหนัง ก็ไม่ได้ถูกทำลายลง หรือถูกเสนอทุบทิ้ง
    ที่มีเชิงมากกว่านั้นก็คือ อะไรที่ยิ่งเก่าและรักษา ยิ่งวัดระดับของสมอง วิธีคิด และทัศนคติในการเข้าใจศิลปะ
    แต่มันจะแปลกอะไร เพราะใครจะสามารถพึ่งพา คาดหวัง “ประเทศที่มีห้างเยอะ”
ได้แบบประเทศที่มีโรงละครเยอะ มีสวนสาธารณะเยอะ และมีร้านหนังสือเยอะ....
จริงไหม ?