
หลากวิธีฝ่าวิกฤติค่ายหนังสู่ฝั่งฝันด้วยการโปรโมทที่เปลี่ยนไป
สกู๊ปบันเทิง.... หลากวิธี...ฝ่าวิกฤติของค่ายหนังสู่ฝั่งฝัน...ด้วยการโปรโมทที่เปลี่ยนไป
อุตสาหกรรมหนังไทยกำลังจะย่างเข้าสู่จุดวิกฤติ เห็นได้จากจำนวนภาพยนตร์ที่ฉายในโรงภาพยนตร์ที่มีจำนวนน้อยลง ค่ายหนังใหญ่ๆ เริ่มปิดตัวและผลิตหนังออกมาน้อยลง อย่าว่าแต่ผู้สร้างจะได้รับผลกระทบ เอาเป็นว่าขนาดนักแสดงยังบ่นกันอุบว่ามีหนังให้เล่นน้อยลงทุกปี ผู้กำกับหนังหลายคนเริ่มหันไปจับงานกำกับโฆษณา กำกับละคร แทนการกำกับภาพยนตร์เพียงอย่างเดียว เพราะการกำกับหนังอย่างเดียวมันดำรงชีพไม่ได้
เมื่อหนังไม่โดนใจคนดู อะไรๆ ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง จะเห็นได้ว่าอุปสรรค?สำคัญที่ทำให้วงการหนังไทยไปไม่ถึงฝั่งฝัน ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจที่ซบเซา คนดูใช้เงินระมัดระวังมากขึ้น หากต้องเลือกระหว่างหนังไทยกับหนังนอกระดับฮอลลีวู้ด ฟอร์มยักษ์ ลงทุนพันล้าน แถมทุกวันนี้โลกโซเชียลยังพัฒนากว้างไกล โหลดกันแบบฟรีๆ ดูหนังผ่านยูทูบ แถมจ่ายในราคาที่ถูกกว่านั่งดูในโรงภาพยนตร์ ผสมกับหนังไทยบางเรื่องยังเป็นแนวทำไม่สุด เราคงไม่ต้องบอกว่าคนดูจะต้องเลือกดูหนังสักเรื่อง คนดูจะเลือกดูหนังแบบไหน
ตั้งแต่ต้นปี มีหนังไทยเข้าฉาย ได้แก่ “ขุนพันธ์” “11-12-13 รักกันจะตาย” “อวสานโลกสวย” “ลูกทุ่ง ซิกเนเจอร์” “บางกอก 13” “หลวงพี่แจ๊ส 4G” “บุปผาอาริกาโตะ” “เทริด” “รักปีลึก” ฯลฯ ซึ่งค่ายหนังต่างดึงกลเม็ดเคล็ดลับเพื่อดึงดูดคนให้ดูหนังกันมากขึ้น สิ่งสำคัญคือแผนการโปรโมทภาพยนตร์ หากโปรโมทดีคนก็เข้าไปดูหนังเยอะ แต่เดิมการโปรโมทหนังอาจมีแค่โปสเตอร์ ใบปลิว บิลบอร์ด รวมถึงการแจกสินค้าพรีเมียมไม่ว่าจะเป็นของเล่น ของใช้ หรือแม้กระทั่งเครื่องรางของขลังเมื่อซื้อบัตรชมภาพยนตร์ แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการโปรโมท เห็นได้จากการปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ผ่านทางยูทูบก็ดี การสร้างแฟนเพจภาพยนตร์ในเฟซบุ๊ก หรือการให้นักแสดงรวมถึงเพื่อนนักแสดงช่วยโปรโมทภาพยนตร์ผ่านโซเชียล อย่างอินสตาแกรม นอกจากนี้ทางโรงภาพยนตร์ก็มีการจัดโปรโมชั่น ไม่ว่าจะเป็นลดราคาค่าตั๋วในวันพุธ หรือโปรโมชั่นซื้อ 3 แถม 1 ก็เป็นอีกวิธีที่สามารถดึงดูดให้คนมาดูหนังในโรงภาพยนตร์ได้มากขึ้นได้ไม่น้อยเช่นกัน
“เดียว” วิชชพัชร์ โกจิ๋ว ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เพื่องานโปรโมทภาพยนตร์ บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด กล่าวว่า สัดส่วนในการโปรโมทภาพยนตร์ทางโซเชียลมีเดียในปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก
"แต่ก่อนการโปรโมทภาพยนตร์ส่วนมากจะใช้สื่อแมสมีเดีย อย่าง โปสเตอร์ บิลบอร์ด รวมถึงการโฆษณาทางโทรทัศน์ วิทยุและสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ปัจจุบันแมสมีเดียเราซื้อได้ยากมากขึ้น เพราะสื่อทีวีตอนนี้มีหลายช่องมาก แต่เดิมอาจมีแค่ 3 5 7 9 แต่ตอนนี้มีช่องทีวิดิจิทัลเพิ่มเข้ามา ทำให้ตัดสินใจได้ยากขึ้น สื่อสิ่งพิมพ์ก็มีน้อยลง ส่วนสื่อทางอินเทอร์เน็ตนั้น มันเป็นสื่อที่เป็นเทรนด์และมีอิทธิพลค่อนข้างมากในยุคปัจจุบัน ทำให้มีความจำเป็นที่เราต้องซื้อสื่อมีเดียเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อในกูเกิลหรือยูทูบ นอกจากนี้เรายังมีการทำบาร์เดอร์กับเหล่าพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นสยามอินเตอร์คอมิกส์ ซึ่งเขาทำการ์ตูนอยู่แล้ว แทนที่เราจะจ่ายเป็นเงินเพื่อซื้อโฆษณาในหนังสือการ์ตูน เราก็ให้ใช้ชื่อเรื่องรวมถึงคาแรกเตอร์ของภาพยนตร์ของเราให้เขานำไปเขียนการ์ตูน โดยเขาจะเป็นคนลงทุนและผลิตออกมา โดยรายได้จากการขายเขาจะได้ไป แต่เราจะได้ช่องทางในการทำมีเดีย พอวางแผง ชื่อหนังและภาพคาแรกเตอร์ก็จะถูกเผยแพร่ในร้านหนังสือ รวมถึงสื่อออนไลน์ต่างๆ ต้องบอกเลยว่าช่วงโปรโมทเราไม่เคยหวงคอนเทนท์ เพราะถ้ามัวแต่มาหวง คอนเทนท์ก็จะไม่ถูกกระจายออกไป ถ้ามีสื่อใดที่สามารถทำให้คอนเทนท์ของเราถูกเผยแพร่ได้เราก็พยายามไปเป็นพาร์ทเนอร์กับเขา
“เดียว” วิชชพัชร์ โกจิ๋ว “เอมี่” จันทิมา เลียวศิริกุล
สำหรับเรื่อง “แฟนเดย์ แฟนกันแค่วันเดียว” นั้น เราใช้งบในการประชาสัมพันธ์ประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสเกลค่อนข้างใหญ่สำหรับธุรกิจภาพยนตร์ สำหรับเรื่องนี้เรากังวลระดับหนึ่งว่าจะโดนใจวัยรุ่นไหม เพราะเรื่องนี้เป็นหนังรักและมีความเป็นคอมเมดี้ไม่เยอะมาก กลยุทธ์ของเรายังเหมือนเดิมคือเน้นกลุ่มเป้าหมายหลัก ซึ่งเป็นแฟนหนังที่ต่อเนื่องมาจากจีทีเอช ฐานวัยรุ่นยังเป็นกำลังหลักอยู่ เราต้องรวบวัยรุ่นและคนที่อยู่ในโซเชียลมาให้ได้ในอาทิตย์แรก ส่วนอาทิตย์ที่สองและสามนั้น ถ้าเนื้อมันโดน เราเชื่อว่าหนังจะเดินต่อได้ตามกระแสปากต่อปาก เรื่องนี้อาจจะไม่ตลกเท่ารถไฟฟ้าฯ หรือกวนมึนโฮ แต่เราเชื่อว่าฐานคนดูน่าจะไปได้ ด้วยพลังของนักแสดง ไม่ว่าจะเป็นเต๋อ (ฉันทวิทย์ ธนะเสวี) หรือมิว (นิษฐา จิรยั่งยืน) ซึ่งถือเป็นดาราชั้นนำ ที่มีความแมสพอ เราเชื่อว่าคนทั่วไปน่าจะเข้าถึง เรายังคงการซื้อโฆษณาตามสื่อต่างๆ รวมถึงการซื้อโฆษณาในรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ตามตึกแถวชายคาก็ซื้อ นอกจากนี้ก็มีทำโฟโต้บุ๊ก และมีการทำบาร์เดอร์กับโรงภาพยนตร์ รวมถึงบาร์บีกอน บาร์บีคิวพลาซ่า ฯลฯ มีการทำแคมเปญออกไปเพื่อให้คนทั่วไปเห็นโปสเตอร์ สแตนดี้ บริเวณหน้าร้านที่เราเป็นบาร์เดอร์ด้วย ส่วนเรื่องรายได้ของหนังนั้น แน่นอนว่าเราหวังว่าหนังจะทำเงิน 100 ล้าน" เดียว กล่าว
ในขณะที่ “เอมี่” จันทิมา เลียวศิริกุล กรรมการผู้จัดการ และผู้อำนวยการผลิต บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์ จำกัด กล่าวว่า การโปรโมทภาพยนตร์นั้น เป็นสิ่งจำเป็น เมื่อมีหนังใหม่เข้ามา
"เราต้องยอมรับว่า ระยะหลังๆ หนังไทยค่อนข้างซบเซา หากเราทำคนเดียวเวลาเจ็บมันก็จะเจ็บหนัก การร่วมทุนหรือจับมือกับพันธมิตรจะทำให้ลดการเสี่ยงในการทำหนังแต่ละเรื่อง หากมองในแง่รายได้เราจะหวังพึ่งแต่รายได้จากการฉายหนังในประเทศอย่างเดียวคงไม่ได้ นี่คือสาเหตุที่ทำให้ เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์ เริ่มหันไปมองตลาดภาพยนตร์ในอาเซียนมากขึ้น กระแสหนังไทยในโซนอาเซียนค่อนข้างดี โดยเฉพาะหนังผีและหนังตลก อาจจะเป็นเพราะความคล้ายคลึงทางด้านความเชื่อ วัฒนธรรม รวมถึงดาราหนังก็สวยหล่อถูกจริตคนดู จะเห็นได้ว่า 2-3 ปีหลัง หนังส่วนใหญ่จะเป็นหนังผีและมักใช้นักแสดงที่มีชื่อเสียง เพราะเราเชื่อว่าจะทำให้ยอดคนดูเพิ่มขึ้นได้ การโปรโมทหนังในแถบอาเซียนก็เหมือนบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ หรือบิลบอร์ด ล้วนถูกนำมาใช้ในการโปรโมทแทบทั้งสิ้น ที่เพิ่มเข้ามาคือการปรับกลยุทธ์ในการขาย ตามปกติหนังไทยจะต้องถูกฉายในเมืองไทยก่อนจะถูกนำไปเสนอขายต่างประเทศ แต่สำหรับเราหนังจะถูกเสนอขายต่างประเทศตั้งแต่เริ่มสร้าง และถูกเผยแพร่ในต่างประเทศระยะเวลาเดียวที่เมืองไทย หรืออาจจะช้ากว่ากันเล็กน้อยเท่านั้น จากการทดลองที่ผ่านมาทำให้เราเชื่อว่าหนังไทยยังอยู่ได้อีกนาน หากเรามีวิธีรับมือและโปรโมทอย่างเหมาะสม” เอมี่ กล่าว
...แม้อุตสาหกรรมหนังไทยจะซบเซาแค่ไหน ขอ?เพียงคนทำหนังตั้งใจสร้างสรรค์?ผลงานดีๆ มั่นใจว่าต้องมีคนไทยไม่น้อยที่พร้อมจะอุดหนุนและส่งเสริมนำพาให้หนังไทยไปถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอน



