Eat play life อาทิตย์ที่ 21 ส.ค.
รื่นรมย์ไร้โรมรัน คือถักทอถ้อยคำที่ 'แบงค์ชาติ'
โดย นันทขว้าง สิรสุนทร
เหมือนการ “เข้าครัว” ..คล้ายกับ “ฝึกขับรถ” ..และไม่ต่างอะไรจาก “ทาสีบ้าน”ทุกคนสามารถ “เขียนหนังสือ” ได้ทั้งนั้นเพียงแต่จะพางานเขียนไปอยู่ในทิศทางไหน ระดับใดอยู่ที่การจัดสรรส่วนต่างๆ ที่จะออกมาในภาพรวมแค่ไหน มีความสมดุลภาคต่างๆเพียงใดและเพราะแง่มุมแบบนี้ จึงเป็นเรื่องรื่นรมย์.. ที่ผู้เขียนมีโอกาสเข้าไปร่วมกิจกรรมบรรยายการเขียนแบบต่างๆ กับ “แบงค์ชาติ” เป็นปีที่ 3 แล้ว (จากเชียงใหม่ มาเขาใหญ่ และล่าสุดที่รังรักของแบงค์ชาติเอง)...เหมือนหลายๆองค์กรที่เคยไปพูดมา คนแบงค์ชาติน่ารัก ไม่ได้เคร่งขรึม แบบที่องค์กรและการงาน ต้องมีเสื่อคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง
ผมนั่งออกแบบ ส่วนต่างๆ ที่จะรายล้อมและลัดเลาะงานเขียน โดยเริ่มจากต้นทางง่ายๆ ก่อน เช่น เราจะเขียนเกี่ยวกับ Pokemon Go, Starwars Marketing, ร้านขนมปัง Paul หรือ “ห้วยขวาง ไชน่า ทาวน์” อย่างไร ด้วยสไตล์แบบไหน และวางกำลังแต่ละส่วนอย่างไรเราจะเขียนถึง “แก้วน้ำ” ของเรา ด้วยมุมของ “น้ำในแก้ว”,“มือที่เราจับแก้ว”, “ตัวเนื้อแก้ว” หรือ “ถอดรองแก้ว” ดี ? หรือถ้าเขียนถึงหนังใหญ่ยักษ์อย่าง “กัปตันอเมริกา” เราจะเลือกมุมของ การโฆษณาชวนเชื่อผ่านหนัง, หรือเลือก“วัฒนธรรมหนังใหญ่” ถ้าไม่เลือกสองมุมนี้ เราจะเลือก “ตัวละครฮีโร่”ที่ต่างสายพันธุ์ หรือเลือก “รายได้ของหนัง” ที่มักได้เงินจากหนังใหญ่ก่อน?จะเลือกอะไร เรื่องราวไหน ทุกการเลือกนั้น มี “ทริค” และ “วิธีการคร่าวๆ” ดังนี้
1. “จัดกองทัพ วางขุมกำลัง” ในบทความ
บทความหรืองานเขียนนั้น ไม่ใช่เขียนกันแบบ “นึกอะไรได้” ก็เขียนไม่ใช่เขียนไป 15 บรรทัด อยากจะจบก็จบ มันต้องมีการวางแผน วางกำลังจัดทัพ ซึ่งประกอบไปด้วย “ช่วงต้น ตอนกลาง และส่วนปลาย”การจัดการเรื่องนี้ มีวิธีการง่ายๆ อย่างไรบ้าง บทความงานเขียน เหมือน “ร่างกาย” เราต้องหา”แขน ขา ไหล่ เท้า มือ หัว”มาเตรียมต่อตัวเมื่อเราเริ่มถ้อยคำแรก
2.”ท่วงทำนองของงานเขียน การเดินทางของถ้อยคำ”
เมื่อผ่านข้อแรก.. คือต่อเติมร่างกายเสร็จ มันยังไม่มีวิญญาณไม่มีนิสัยใจคอไม่มีแคแรคเตอร์ ไม่รู้ว่าเป็นคนแบบไหนเราก็ใส่ทุกอย่างลงไปในร่างกายนี้ส่วนนี้เราเรียกว่า “ท่วงทำนอง” ไม่ใช่สไตล์ เราอยากให้บทความเราอ่อนหวาน หรือก้าวร้าว อยากให้เงียบขรึมหรือร่าเริงเราก็สามารถใส่บุคลิกนิสัยท่าทีแบบนี้ลงไปในงานของเราเราเขียนถึง “ทะเล” ทะเลนั้นสุขและโศก, อ่อนหวานหรือสดใส, อมทุกข์หรืออ้างว้าง(เพราะคนมีรัก ก็ไปสบตาหวานกับทะเล พอคนมีรักร้าวก็ไประบายกับทะเล)
3.”หน้าบ้านและหลังบ้าน” อักษรทำงานกับภาพ
ข้อนี้เป็นส่วนที่คนไม่น้อยมองข้ามไปเพราะคิดว่าตัวเองเป็นแค่คนเขียนหนังสือ ไม่เกี่ยวกับอะไรอื่นเรียกว่าเขียนบทความเสร็จก็เปิดตูด ปิดคอมฯแต่ไม่ใช่ ! งานอีกส่วนที่สำคัญมากและคนเขียนสามารถเข้าไปมีบทบาทในการเลือกก็คือ“ภาพประกอบ” เนื่องเพราะช่างภาพบางคนหรือหลายคนจะเลือกรูปที่ตัวเองถ่ายสวย แต่มัน “ไม่เข้ากันเลย” กับบทความ(โดยช่างภาพไม่ผิด) ถ้าคนเขียนหนังสือ “เห็นรูป” ในบางครั้ง อาจจะยังไม่มีชื่อเรื่อง หรือคิดชื่อเรื่องไม่ออก ...พอเห็นภาพประกอบ ก็จะนึกชื่อได้ทันที ผมได้มุมนี้เยอะ หรือบางครั้ง เรามีชื่อแล้ว และจะไม่เปลี่ยนรูปภาพที่จะมาประกอบต้องรับกันด้วย ไม่ใช่ทำงานขัดแย้งกันชื่อเรื่องหวานมาก แต่รูปก้าวร้าว ระวังไว้บ้าง
4.ใครคือ “ผู้รับสาร” แม้ว่าเราคือ “ผู้เปล่งเสียง”
ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหน ออกกฏห้ามก็จริงว่า เราเขียนเรื่องอะไรไม่ได้มในนิตยสารเล่มไหน นสพ.เล่มไหนแต่ควรมีกรอบหลวมๆ มีทางกว้างๆ ที่เป็นถนนให้เดินว่าเราควรเขียนประเด็นอะไรในหนังสือแบบไหน เพราะคนอ่านมีกลุ่ม แยกเป็นส่วนๆและมี “เพศ” ของหนังสือเองเช่นเราไม่น่าจะเขียนเรื่อง “ไฟสงคราม” ในนิตยสาร “แพรว”,ไม่น่าจะจะเขียนเรื่อง “กระเป๋าหลุยส์” ในหนังสือ “กอบกู้ชาติ”หรือเขียนการให้นมลูก ในนิตยสาร” ก่อสร้างตึก” แต่มันเขียนได้ถ้าเราถ่องแท้กับประเด็นในงานเขียน
5.”คัดกรองสไตล์” ให้เหมาะกับงาน เปิดหัวปิดท้าย 3 แบบ
“การเขียนหนังสือ” มีความละม้ายกับการทำหนัง หรือสร้างอัลบั้มดนตรีเป็นconcept album อยู่ในหลายส่วน เช่น การหาสไตล์ใส่ลงไป,การยั่วล้อกับคนรับสาร(message) หรือโยนหินถามทางกับ “คนอ่าน”รวมทั้งเล่นหูเล่นตากับคนรับถ้อยความของเรา ...ข้อนี้ มีทริคอยู่ 2-3แบบที่สามารถนำมาใช้เปิดหัว ปิดท้าย ได้...และถ้าถ่องแท้ ไม่ต้องถึงนิพพาน ใครก็รื่นรมย์กับงานอักษรได้ทั้งนั้นรื่นรมย์เหมือนสนามหญ้าในแบงค์ชาติ
งดงามเหมือนแผ่นไม้ในวังเก่า..
และช่างน่าหลงใหล...ดุจนิยายรัก



