
มองผ่านเลนส์คม - บล็อกเว็บ
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา รายงานข่าวจากเวทีความรู้สาธารณะเรื่อง ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า : แนวโน้ม ข้อจำกัด และจินตนาการ ซึ่งร่วมกันจัดโดยหลายหน่วยงานว่าคุณตฤณ ตัณฑเศรษฐี เลขาธิการมูลนิธิโอเพนแคร์ ไม่เห็นด้วยกับการควบคุมหรือบล็อกการ
สนับสนุนคุณตฤณว่าการควรคุมหรือปิดกั้นการเข้าถึงข่าวสารที่ประชาชนอยากรู้แต่รัฐไม่อยากให้รู้นั้น เป็นแนวทางที่ดูถูกสติปัญญาของผู้บริโภคมาก
คุณตฤณบอกว่าเว็บไซต์ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตมิได้มีการเผยแพร่ด้วยตัวเอง แต่ผู้บริโภคเป็นผู้เลือกที่จะเข้าไปบริโภค
การสร้างเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเสรีภาพในการแสดงออก และเป็นเสรีภาพที่ผู้บริโภคจะเข้าไปรับหรือเชื่อในประเด็นต่างๆ ซึ่งมีการนำเสนอ
คนคิดต่างกับคุณตฤณ อาจบอกว่าเว็บไซต์เลวๆ ที่มีเนื้อหาไม่ชื่นชมชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ในแบบของ “เรา” รวมทั้งเว็บไซต์ประดามีของคนรักทักษิณซึ่งคิดไม่เหมือน “เรา” เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ
ขืนเปิดเสรีให้ใครต่อใครจากทั่วสารทิศเข้าไปดู ผู้คนจะหลงผิด เลิกคิดเหมือน “เรา” หันไปเคลิ้มคล้อยตามฝ่าย “ไม่ใช่เรา” ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นผู้ร้าย
แต่ทัศนคติอย่างนี้เก่ามากและไม่สอดคล้องกับความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
ตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่องของคนเสื้อแดงกลุ่มรักทักษิณ ซึ่งยังไม่รวมกลุ่มแดงประชาธิปไตยไม่รักไม่เกลียดทักษิณ แดงประชาธิปไตยไม่รักทักษิณ แดงซ้ายเก่าซึ่งยังสนทนากันไม่เลิกด้วยศัพท์คอมมิวนิสต์เก่า และอีกหลายแดงซึ่งมีแนวคิดร่วมว่าต้องการประชาธิปไตยซึ่งเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ “เรา”
“เรา” ของคนเสื้อแดงทั้งกลุ่มใหญ่ และกลุ่มย่อยในกลุ่มใหญ่ สะกดเหมือน “เรา” ของคนไม่ชอบเสื้อแดงซึ่งแสดงจุดยืนหลักว่าเกลียดคนโกง
ถ้าหัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะพบว่าแต่ละ “เรา” ต่างมั่นใจว่าตนมิใช่ผู้ร้ายตามข้อกล่าวหาของ “เรา” อีกฝ่าย และแต่ละ “เรา” ซึ่งต่างต่อสู้ทางความคิดกันอย่างเข้มข้นนั้น ก็ล้วนมีประเด็นเรื่องประโยชน์ของ “เรา” ซึ่งเป็นทั้งประโยชน์ส่วนรวมและส่วนตัวเสมอ
ลดละความเห็นแก่ตัวลงบ้าง ไม่ผูกขาดประโยชน์ทุกอย่างไว้กับ “เรา” เห็น “เรา” อีกฝ่ายเป็นคนเหมือนเรา ยอมรับความจริงว่ามีการดำรงอยู่จริงของ “เรา” อีกฝ่ายหรือหลายฝ่าย แล้วต่อสู้ทางความคิดกันอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องยั่วยุให้กลัวกัน เกลียดกัน หรือฆ่ากัน
เข้าท่ากว่าเยอะ
"นิธินันท์ ยอแสงรัตน์"



