บันเทิง

‘หมอก้อง’ น้ำตาคลอรับผิดคิดน้อย เรื่องปฐมพยาบาล(ชมคลิป)

‘หมอก้อง’ น้ำตาคลอรับผิดคิดน้อย เรื่องปฐมพยาบาล(ชมคลิป)

27 ก.ค. 2559

“หมอก้อง” สรวิชญ์ สุบุญ น้ำตาคลอยอมรับผิด คิดน้อยพลาดเรื่องปฐมพยาบาล หลังออกรายการ “ตีสิบ เดย์”

    หลังจากที่นักแสดงชื่อดังอย่าง “หมอก้อง” สรวิชญ์ ไปออกรายการ “ตีสิบ เดย์” แล้วสาธิตวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่ปรากฏว่า มีเพจดังออกมาอธิบายชี้แจงว่าวิธีที่ “หมอก้อง” แนะนำบางอย่าง เลิกใช้ไป 4-5 ปีแล้ว หรือบางวิธีก็ไม่แนะนำให้ใช้ ซึ่งมีคอมเม้นต์พาดพิงลุกลามไปถึงสถาบันการแพทย์ที่หมอก้องเรียนจบมาอีก จนเจ้าตัวต้องออกมาชี้แจงผ่านการไลฟ์ในเฟซบุ๊กไปแล้วครั้งหนึ่ง ล่าสุดเจอตัวหมอก้องในงาน แถลงข่าวโครงการ “one gift for one life เรียนรู้ ป้องกัน แบ่งปัน เพื่อผู้หญิงทุกคนที่คุณรัก” ได้รับคำชี้แจงจากหมอก้องอีกครั้งว่า
    “จริงๆ ผมมองว่า ผมชี้แจงไปครั้งเดียวพอแล้ว และมันคือการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ซึ่งความจริงวันที่อัดรายการ มันคือวันก่อนหน้าที่ผมจะไลฟ์เฟซบุ๊ก แต่เราจำได้ทุกอย่างแหละว่าเราทำอะไรไปบ้าง เพราะมันไม่ได้นานขนาดนั้น แค่เป็นการออกมาเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น และฟีดแบคที่ออกมาสามารถมองได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ผมยอมรับว่า มันเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือในความคิดของเรา คนในวงการบันเทิงจะรู้ว่าการทำรายการ มันต้องเอาอะไรเป็นหลัก ถามว่าคนมองว่าเป็นหมอให้ข้อมูลผิดไม่ดี ในส่วนนี้ จะบอกว่าถูกต้องก็ได้ แต่กระบวนการในการทำกว่าจะออกมาเป็นรายการมันมีหลายส่วน แต่ว่าคนที่ไม่ได้เข้าใจในกระบวนการผลิตจะเข้าใจได้อีกอย่างหนึ่ง เวลาที่เราเล่นไปแล้ว ลืมพูดบางอย่าง หรือบางอย่างที่ควรจะมีแต่ถูกตัดออกไป ซึ่งผมยอมรับผิด (คนโยงไปถึงสถาบันที่จบมา) มันมีการโยงไปจริงๆ ผมว่าอันนี้เราน่าจะต้องช่วยกัน ว่าอะไรก็ตามที่ไม่ได้มีการพูดคุย ผมหมายถึงพูดกันแบบที่ผมกำลังให้สัมภาษณ์กับพี่ๆ (นักข่าว) อาจจะเป็นแค่ข้อความที่โพสต์ลงไอจี แล้วเอาไปตีความเอง ไปต่อเสริมเติมแต่ง มันทำให้เกิดผลเสียเยอะมากมาก และผมเสียที่สุด สิ่งที่ผมรู้สึกกับมันมากเลยคือ อย่าให้มันเสียไปถึงครูบาอาจารย์ แล้วมันดันเป็นแบบนั้น มีการไปหยิบเอาคำในอินสตาแกรมของผม ไปโยงว่าทุกอย่างมาจากที่อาจารย์สอน มันไม่ใช่ และคนที่รับสาร เราต้องเห็นใจเขา เขาไม่ได้พร้อมจะรู้เรื่องทั้งหมด มันเลยกลายเป็นกระแสออกมา และมันเป็นเหมือนการปลุกกระแสความเกลียดชังให้เกิดขึ้น ผมคิดว่ามันใจร้ายไปนิดหนึ่ง” หมอก้องกล่าว

‘หมอก้อง’ น้ำตาคลอรับผิดคิดน้อย เรื่องปฐมพยาบาล(ชมคลิป)

หมอก้อง-สรวิชญ์


    ถามต่อว่าทางต้นสังกัด อย่างอาจารย์ในสถาบัน ว่าอย่างไรบ้าง หมอก้องกล่าวว่า 
    “คือเรื่องนี้ผมรู้เรื่องตอนเช้าคือตี 5 (25 ก.ค.)เพราะมันเป็นเวลาที่ต้องตื่นนอน ปรากฏว่าผมอยู่กับมัน บอกตัวเองว่าอยู่เฉยๆ มันไม่มีอะไร คำว่าไม่มีอะไร คือเราอย่าไปทำให้มีอะไรอีก ผมตั้งใจจะไม่ไลฟ์แล้ว แต่พอตอนเย็นอาจารย์ท่านโทรมา อาจารย์ท่านบอกว่า พี่เข้าใจเอ็ง มันไม่มีอะไรพี่ไปดูรายการแล้ว แต่ว่ามีอาจารย์อีกท่านหนึ่ง ที่อยู่ในสถาบันพระมงกุฎฯ เหมือนกัน บอกว่าเราไปพูดแบบนี้ๆ ผมเลยบอกว่า อาจารย์ผมยังไม่ได้ไปตอบคำถามใครเลย ผมยังไม่ได้ให้ข่าวกับนักข่าวคนไหนเลย จะบอกว่าผมเคลียร์ได้ยังไง ปรากฏว่าแป๊บเดียว มีคนส่งมาให้ผมดูว่า มีข่าวขึ้นมา ว่าหมอก้องเคลียร์ทุกอย่างมาจากอาจารย์สอน ซึ่งเห็นมั้ยว่า มันไม่ได้กระเทือนแค่ผม คือถ้าต้องการเสนอข่าวในเรื่องของผม แต่มันไม่ได้กระทบแค่ผม มันไปถึงอาจารย์ ผมไม่อยากให้เขียนอย่างนั้น สถาบันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม (ภาพลักษณ์เสีย) ถ้าภาพลักษณ์ของผมจะเสีย เสียไปเลย แต่อย่าให้กระทบกับสถาบัน (น้ำตาคลอ) ผมรู้สึกว่า มันทำร้ายไปหมดเลย ณ ปัจจุบันผมก็ยังรู้สึกว่ามันทำร้ายไปหมด แต่ถ้าจะเสียให้เสียที่ผมคนเดียว เพราะผมเป็นคนทำพลาด แต่เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับสถาบันผมนะ มันคือความน่ากลัวของการทำอะไรก็ตามแล้วคิดน้อย ผมต้องมองความจริง ว่าส่วนหนึ่งที่เขาพูด มันถูก ไม่ต้องเถียงเลย เพราะเราไม่ควรทำ แล้วเราจะต้องทำยังไง เราคงทำได้แค่ออกมาบอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ขอร้อง ขอความเห็นใจ ไม่ได้แก้ตัว แต่บอกว่ามันเป็นแบบนี้นะ 
    (ความน่าเชื่อถือในความเป็นแพทย์จะลดน้อยลง) พี่นักข่าว ว่ามันเป็นมั้ยล่ะ (หัวเราะ) มันก็เป็นได้ถูกมั้ย ซึ่งถ้ามันจะเป็น มันก็เป็นไปตามนั้นแหละ สิ่งใดที่มันจะเกิดเราห้ามไม่ได้ เราแค่อยู่กับปัจจุบันว่ามันเป็นแบบนี้ (ตั้งรับได้) คำว่าตั้งรับคือ ตั้งรับกับใจเรา และถ้าจะจบก็จบที่ใจเรา วันที่ผมรู้เรื่อง ผมไปทำงานไม่ได้เลย มันรู้สึกว่าหมด ไปหมดเลย (น้ำตาคลอ) แต่มีเพื่อนฝูงแพทย์ รุ่นพี่แพทย์ และอาจารย์ ที่เข้าใจหมดเลย คนรอบตัวผม แต่คนที่ไม่เข้าใจก็มี แต่ใจเราเองไม่แข็งแรงพอ ที่จะยอมรับมัน เรามัวแต่โทษตัวเอง ว่าเราไม่น่าทำพลาด แต่พอได้ไปเจอคนไข้ ผมเกิดมาอายุ 33 แล้ว อยู่ในวงการแพทย์มา 10 กว่าปี ไม่เคยรู้สึกว่า กำลังใจสำคัญมันมาจากคนไข้เลย (เสียงสั่นเครือ) จนถึงวันนี้ ผมถึงได้รู้” หมอก้องกล่าวสรุป