
วันที่ล้มแล้วได้ลุกอีกครั้ง เส้นทางดนตรีของ "เล็ก จุลจักร"
07 ก.พ. 2552
นอกจากข่าวคราวการประกาศแต่งงานสายฟ้าแลบกับแฟนสาวที่คบหากันมา 4 ปีเต็มแล้ว การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ของ "เล็ก" จุลจักร จักรพงษ์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ฮิวโก้ ยังมาพร้อมข่าวดี เมื่อเพลง "ดิส แอพเพียร์" ที่เขาแต่งไว้ไปเข้าหูนักร้องสาวชื่อดังระดับโลก บียอ
"ก่อนหน้านี้ผมไปทำเพลงกับสังกัดไอแลนด์ เรคคอร์ด เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ยุบวงสิบล้อเพื่อไปที่นั่น ทำไปสักพักหัวหน้าทีมโดนไล่ออก ศิลปินในผังโดนออก ปลดหมด ก็เคว้งอยู่สักพักหนึ่ง ถอดใจเตรียมตัวจะกลับเมืองไทยแล้ว พอดีผู้จัดการที่เป็นเพื่อนร่วมงานกันโทรศัพท์มาบอกว่า บียอนเซชอบเพลงของเรา อยากเอาเพลงของเราไปร้อง ตอนแรกก็ไม่เชื่อ เพราะมีเพลงให้เขาเลือกเยอะ อีกอย่างเพลงเพลงนี้เราก็ไม่ได้แต่งให้เขาด้วย มันเป็นเพลงที่เราทำไว้ใช้เอง พอรู้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ดีใจ เพราะเราค่อนข้างถอดใจ จะกลับเมืองไทยมาเปิดร้านอาหาร ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว"
เมื่อถามต่อว่า เหตุใดเพลงเพลงนี้จึงไปเข้าหูนักร้องชื่อดังได้ เล็กเล่าต่อเป็นฉากๆ ว่า
"ผู้จัดการผม ซึ่งเวลานั้นก็เป็นเพื่อนร่วมงานด้วย เราทำงานด้วยกันมา เป็นรุ่นพี่ เป็นพี่เลี้ยงเรา เวลาไปไหน มีงานเลี้ยงอะไรเขาก็จะเอาเพลงผมไปเปิดด้วย คือพร้อมดันเต็มที่ เพลงนี้เป็นเพลงที่ดีที่สุดในอัลบั้มชุดนั้นที่ผมทำขึ้นมา เป็นเพลงช้า ซึ้ง รำลึกถึงรักเก่าที่จางหายไป ผมแต่งมานานมาก ตั้งแต่ตอนที่อยู่ที่บ้านเพื่อนที่เมืองไทย ไปอัดที่นู่นไม่รู้กี่ครั้ง เหมือนค่ายเก่าเขาไม่ชอบผม อัดแล้วก็ไม่ชอบ แล้วก็แก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนโปรดิวเซอร์คนใหม่ ช่วงนั้นก็ถือว่านรกเหมือนกัน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมบียอนเซเขาถึงชอบกันนักหนา เพราะมันไม่ใช่เพลงโปรดของผมในเวลานั้น
พอเพลงได้ไปอยู่ในอัลบั้มของบียอนเซแล้ว เจซี สามีเขาก็มาเป็นผู้จัดการผม เหมือนมาเสียบปลั๊กให้เราอีกครั้ง ตอนนี้ผมเองก็เป็นเหมือนนักแต่งเพลงและศิลปินในสังกัดร็อก เนชั่น ซึ่งที่นี่เป็นสังกัดที่รับจ้างเป็นที่ปรึกษาให้ค่ายใหญ่ เช่น ค่ายใหญ่มีศิลปินเขาก็จะเรียกร็อก เนชั่น มาผลิตงานให้"
ส่วนเรื่องระบบการทำงาน เล็กบอกว่า เรื่องลิขสิทธิ์เพลงยังเป็นของเขาอยู่ แต่จะหักรายได้ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเซ็นเป็นสัญญา 360 องศา เป็นสัญญาที่ครอบคลุมงานในวงการบันเทิงทั้งหมด แต่อย่างไรก็แล้วแต่ เขาเน้นงานด้านเพลงอยู่แล้ว
"ผมรู้สึกว่าลิขสิทธิ์เป็นของเรา มีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ที่ให้เขา ซึ่งก็โอเค เพราะเขาก็ใช้ความโด่งดังของเขาหางานให้เรา หัวหน้าบริษัทก็คือ เจซี ตัวเขาก็เหมือนเป็นตัวโปรโมทให้เราฟรีๆ อยู่แล้ว ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แจ๋วเลย
สำหรับอัลบั้มเพลงสากลของผม คาดว่าน่าจะภายในปีหน้า เป็นงานเดี่ยว ตอนนี้ผมแต่งเพลงมา 30-50 เพลง ส่วนมากแต่งเอง แล้วก็มีทีมของเขาแต่งมาช่วยด้วย เป็นสไตล์ร่วมสมัย
ถามว่าเหมือนหรือแตกต่างจากงานที่เคยฟังจากวงสิบล้ออย่างไร ผมว่าในโครงของเพลงยังเหมือนเดิม แต่สไตล์ของเพลงก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะเวลาทำวงเป็นมุมมองของคน 4-5 คน เหมือนเป็นอุดมการณ์หนึ่ง แต่พอเป็นงานเดี่ยวมันเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า จะเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เรื่องแนวเพลงเป็นเรื่องหลากหลายมาก ผมว่าปล่อยให้นักวิจารณ์เขาเป็นคนกำหนดแล้วกัน"
เมื่อถูกถามว่าจะแต่งเพลงเนื้อภาษาไทยไปใส่ไว้ในอัลบั้มด้วยหรือไม่ เล็กยอมรับตรงๆ ว่าคงไม่ เพราะสำหรับเขาการแต่งเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษจะง่ายกว่า ทั้งเรื่องการร้อง และเรื่องเมโลดี้
"ผมว่าถ้าผมจะทำอัลบั้มเพลงไทย ผมก็ทำเป็นอัลบั้มเลยดีกว่า มันไม่ใช่ว่าการที่เป็นภาษาไทยแล้วจะน้อยหน้ากว่าหรืออะไร เพียงแต่กลุ่มคนฟังมันน้อย ในประเทศเองต้องยอมรับว่าก็ยังฟังเพลงลูกทุ่งกันอยู่เป็นส่วนใหญ่
เรื่องแผนงานผมเองก็ยังไม่รู้เขาจะอย่างไร ตอนนี้มุ่งเน้นทำตัวเพลงก่อน แต่ผมว่าในโลกสมัยนี้ คนมาจากหลายที่ เป็นยุคของคนหลายชาติ หลายวัฒนธรรม ผมก็ไม่รู้ว่าจะพรีเซ็นต์อย่างไร ก็หวังจะจับตลาดป๊อป แต่ไม่รู้ว่าวัยรุ่นจะชอบมากไหม หรือเราอาจจะหลุดไปแล้วก็ได้"
เล็กบอกต่อว่า แม้วันนี้จะมีโอกาสที่ดีที่เห็นทางสว่างชัดเจนขึ้น แต่ก็เหมือนยังรออยู่ เพราะงานยังไม่ได้ออกสักที บางอารมณ์ก็คิดว่าไม่ออกก็ดี เพราะไม่อยากไปเริ่มต้นอะไรใหม่ เนื่องจากไม่ได้อยากดัง หรืออยากไต่เต้าเป็นดารา แค่รู้สึกว่าอยากทำงานเพลงที่ชอบ อยากแสดงสด เหมือนทำงานส่งเข้าประกวด แล้วไม่ได้ขึ้นเวทีสักทีมากกว่า
"ถ้าจะพูดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นบทพิสูจน์ที่เราใช้เวลาไป 3 ปีก็ได้ แต่ชีวิตเราไม่ได้เรียบง่ายเป็นตอนๆ บทพิสูจน์ตรงนั้นมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการแล้วก็ได้ เพราะเราอาจจะอยากพิสูจน์อื่นๆ อีก มนุษย์เราพอใจยาก เลยเรื่อยๆ"
ย้อนกลับไปถามว่า เมื่อครั้งที่ถูกค่ายเก่าลอยแพเคยคิดกลับมาทำงานเพลงที่เมืองไทยอีกครั้งหรือไม่ เล็ก บอกว่า
"ถ้ากลับมาเมืองไทย มันก็ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จนักหนานะ เพราะวงสิบล้อก็เป็นงานเฉพาะมาก ส่วนตัวผมก็ไม่ได้อยากทำแบบนั้นแล้ว ผมมีค่าใช้จ่ายที่อยากรับผิดชอบเอง ผมเข้าวงการมาตั้งแต่หนุ่มๆ แล้ว รู้ดีว่าชีวิตเราก็ไม่ได้สมถะอะไรนักหนาหรอก เรื่องงานมันก็ต้องมาเกี่ยวข้อง ต้องถามตัวเองว่า เราเป็นนักแต่งเพลง เป็นนักดนตรีจริงๆ หรือเปล่า ถ้าเราเป็นตรงนั้นจริง โอกาสที่มาเราก็ต้องคว้ามัน ทั้งๆ ที่จริงๆ ใจเราอยากจะอยู่ที่นี่"



