บันเทิง

มองโลกแบบวิกรม -  “การประหยัดที่พอดี”  (1)

มองโลกแบบวิกรม - “การประหยัดที่พอดี” (1)

07 ส.ค. 2552

สภาพเศรษฐกิจในยุคขาลงทั่วโลก ส่งผลให้ผู้คนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ก่อนจะใช้อะไรต้องคิดก่อนว่าสิ่งที่จะใช้นั้นก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ สำหรับผมนั้นมีนิสัยประหยัด มัธยัสถ์ เก็บออม ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักใช้เงิน ตระหนี่จนอาจถึงขั้นว่า “ถี่เหนียว” ซึ่งเป็น

  เครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นการที่ผมสามารถเก็บหอมรอมริบได้มีเงินกว่า  30 ล้านบาทเมื่ออายุเพียง 30 ปีเศษเท่านั้น แม้ว่าจะเริ่มจาก “ติดลบ” แถมด้วยขาดทุนจากการค้าขายมาแล้วเกือบ 10 ล้านบาท นับเป็นช่วงแรกของชีวิตที่ผมมีเงินเก็บมากที่สุด ถือว่าเป็นการเรียนรู้บริหารเงินทองที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพในสภาพที่ผมกำลังก่อร่างสร้างอนาคตให้มั่นคงในระยะยาวจนทำให้ผมมีเงินทุนพอที่จะต่อยอดทำนิคมอุตสาหกรรมจนขยับขยายงานแบบเป็นขั้นบันไดในเวลากว่า  20 ปี ทำให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมก็เพราะเงินก้อนแรกที่ผมรู้จักเก็บออมมาก่อนนั่นเอง หากผมไม่มีความคิดรู้จักใช้เงินอย่างเหมาะสม คงจะไม่มีอมตะในวันนี้อย่างแน่นอน

 ผมไม่ใช่คนประเภท “เห็นช้างขี้แล้วขี้ตามช้าง” ผมจะไม่ใช้จ่ายซื้อของใช้ใดๆ หากไม่จำเป็น ต้อง “คิดก่อนซื้อ” เท่านั้น เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าของที่ซื้อมานั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือเสียของไปเปล่าๆ ทำให้เปลืองเงินที่มีอยู่อย่างไม่รู้คุณค่า  โดยเฉพาะนิสัยการประหยัดพลังงาน เช่น ไฟฟ้าในบ้านที่ผมอยู่นั้น ผมจะเปิดไฟทิ้งไว้น้อยมาก หากห้องไหนไม่มีคนใช้อยู่ก็จะไม่เปิดไฟทิ้งไว้เลย อะไรที่ไม่ควรเสียก็ไม่ต้องเสีย ไม่เกี่ยวกับว่าผมจะมีปัญญาจ่ายค่าไฟหรือไม่ หรือคิดว่าตัวเองร่ำรวย การเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่คิด ไม่มีคนใช้จึงเป็นการ “เห็นแก่ตัว” อย่างมาก เป็นการเอาเปรียบสังคม การผลิตไฟฟ้าทุกนาทีนั้นล้วนต้องใช้พลังงานมาผลิต ทุกสิ่งมี “ต้นทุน” ที่มีคนทั้งโลกเป็นหุ้นส่วน

 วันนี้หากโลกเราไม่มีพลังงานใช้ คนรวยหรือคนจนย่อมได้รับผลกระทบอย่างเท่าเทียมกันหมด โดยเฉพาะน้ำมันที่เราคาดการณ์กันไว้แล้วว่าอีกไม่เกิน 50 ปีจะหมดไปจากโลก เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินล้วนมีจำนวนจำกัดที่จะหมดไปทั้งสิ้น มนุษย์ในโลกวันนี้กำลังใช้พลังงานในอนาคตอย่างไม่ยั้งมือ เพราะความไม่รู้จักตนเองและไม่คิดถึงลูกหลานในอนาคตว่าพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร ถือได้ว่าปัจจุบันเป็นยุคที่มนุษย์ใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองและทำลายสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ตั้งแต่โลกเริ่มมีการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นต้นมา

 เรื่องการประหยัดไฟนั้น ผมมีตัวอย่างที่ดีจากคนยุโรป สังเกตได้จากเวลาเดินทางไปพักโรงแรมหรืออาคารต่างๆ เขาจะมีระบบเปิดปิดไฟ จะให้แสงสว่างเปิดขึ้นต่อเมื่อจะมีคนเดินเข้าไปบริเวณทางเดินเท่านั้น วิธีการนี้ก็ไม่ต้องเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งวัน ไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำ หรือไปตามที่ต่างๆ หรือมีปุ่มเปิดไฟไว้ตรงทางเดินซึ่งมีแสงพรายน้ำสะท้อนไว้ชัดเจน  ผู้ใช้นั้นจะรู้ได้ทันทีว่าต้องทำอย่างไร