
หลากเรื่องราวของดีว่าตัวแม่‘เจนนิเฟอร์ คิ้ม’
หลากเรื่องราวของดีว่าตัวแม่แน่วแน่ในแบบ‘เจนนิเฟอร์ คิ้ม’
เป็นดีว่าตัวแม่ของเมืองไทยคนหนึ่ง สำหรับ “เจนนิเฟอร์ คิ้ม” ที่ล่าสุดเตรียมเตรียมขึ้นคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 5 ในคอนเสิร์ต ในวันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม เวลา 19.00 น. และ วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม เวลา 17.00 น. ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน “Kim รับแขก” โดยรายได้ส่วนหนึ่งมอบให้โครงการกองทุนเพื่อผู้ป่วยยากไร้ มูลนิธิรามาธิบดี และถือเป็นโอกาสดี “บันเทิง คมชัดลึก” ได้สัมภาษณ์แบบส่วนตัวกับเรื่องราวชีวิตความเป็นดีว่าตัวแม่
เป็นนักร้องที่ไม่ได้มีเพลงเยอะ แต่มีคอนเสิร์ตเดี่ยวของตัวเองเยอะ ส่วนตัวรู้สึกอย่างไร
สำหรับนักร้องแล้ว ที่ๆ ทำให้รู้สึกสบายที่สุดก็คือเวทีคอนเสิร์ต สำหรับเราก็เช่นกัน นอกจากห้องนอน ก็คือบนเวที อย่างเวลาอยู่ในห้องนอน เราเป็นตัวเองมากๆ ในแบบที่เป็นตัวเรา แต่เวลาเราเป็นตัวเองจริงๆ ในฐานะของนักร้อง เราจะเป็นตัวเองบนเวทีคอนเสิร์ต ถ้าเราห่างจากเวทีคอนเสิร์ตไม่ได้ขึ้นอีกเลย ชีวิตเราจะเหมือนชีวิตที่แห้งแล้งมากๆ ไม่ว่าจะยังไงชีวิตเราก็ต้องวนเวียนอยู่กับการจับไมค์ และขึ้นเวทีคอนเสิร์ต มันเหมือนนักมวยที่แขวนนวม ถ้านักมวยแขวนนวม ก็เท่ากับชีวิตเขาจบแล้ว เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรกับการไม่ได้ต่อยมวยอีกต่อไป และสำหรับนักร้องจะมีประโยชน์อะไรกับการไม่ได้จับไมค์ขึ้นร้องเพลงอีกต่อไป ชีวิตเจนนิเฟอร์ คิ้ม ไม่มีแฟนก็ได้ ไม่ให้พูดก็ได้ ไม่ให้เขียนก็ได้ ในชีวิตไม่ให้เรามีอะไรก็ได้ แต่ไม่ให้ร้องเพลง เราทำไม่ได้ ชีวิตนี้ถ้าต้องเลือกตาบอดกับเป็นใบ้ เราเลือกตาบอด เพราะอย่างน้อยเรายังใช้เสียงได้อยู่
คำว่า “นักร้อง” มีความหมายอย่างไรกับผู้หญิงที่ชื่อว่า “เจนนิเฟอร์ คิ้ม”
เจนนิเฟอร์ คิ้มคนนี้ เกิดมาเป็นนักร้อง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นอะไร นอกจากการเป็นนักร้อง ตอนเด็กมากๆ เคยอยากเป็นหมอ มีความรู้สึกว่าเป็นหมอดีเนอะ ชี้เป็นชี้ตายคนได้ แต่พอโตมา เราเป็นนักร้อง เราไม่รู้สึกว่าเราชี้เป็นชี้ตายคน เรารู้สึกว่าเราให้ความสุขคนได้ เริ่มจากการให้ความสุขตัวเองในตอนร้องก่อน และให้ความสุขคนอื่น เวลาที่เราร้องแล้วเห็นคนอื่นมีความสุข ลึกไปกว่านั้น เรารู้สึกว่าเราร้องเพลงยังไงให้คนร้องไห้ได้ ร้องแล้วคนยิ้มได้ ไม่แปลก ร้องให้คนสนุกได้ ไม่แปลก แต่ร้องยังไงให้คนร้องไห้ตามได้ เพราะมันต้องแตะส่วนลึกของจิตใจคน การแตะจุดที่เป็นความสุขของคนนั้นไม่ยาก แต่การแตะจุดที่เป็นปมของคน เป็นความเศร้า เป็นความทุกข์ของคนมันยาก และการเป็นนักร้องต้องแตะ แล้วต้องให้กำลังใจด้วย แตะแล้วให้ความรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกััน มันถึงจะตอบโจทย์
เคยมีสักครั้งไหม ที่รู้สึกว่าจะไม่ได้ร้องเพลงอีกแล้ว
เชื่อไหมว่า ไม่เคยมีความรู้สึกนี้อยู่ในหัวเราเลย เราอาจมีความรู้สึกที่ว่า เราอยากไปทำรายการ อยากทำเบื้องหลัง อยากที่จะให้คนอื่นมาร้องเพลงให้ฟัง แต่ไม่เคยรู้สึกว่า เราจะไม่ร้องเพลง โดยปกติเราเป็นคนที่ไม่ได้ร้องเพลงพร่ำเพรื่อ ไม่ร้องเพลงคาราโอเกะ ไม่ได้อยู่ดีๆ แล้วฮัมเพลง ไม่ได้เข้าห้องน้ำแล้วฮัมเพลง ไม่ได้เป็นคนแบบที่อยู่ในรถแล้วเปิดเพลงฟัง ถ้าจะเปิดเพลงฟัง นั่นแปลว่าเราต้องการหาอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อเข้าหัว เรารู้สึกว่าเวลาที่เราร้องเพลง เราใช้พลังมากกว่าคนอื่น มันต้องร้องด้วยจิตวิญญาณ สำหรับเราไม่มีที่ว่าร้องเพลงไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ว่าเราผ่านอะไรมาเยอะ เรามีประสบการณ์มากขึ้น มันทำให้เรายิ่งอิน และพีคเร็วมาก ทุกวันนี้ถ้าร้องเพลงเศร้า ตอนซ้อมพอร้องเพลงจะร้องไห้ก่อนเลย หลังจากนั้นจะปริ่มๆ แค่สะเทือนใจ จะไม่ถึงขนาดที่ฟูมฟายจนร้องเพลงต่อไม่ได้เลย หลายๆ คนชอบถามว่า เป็นอะไรทำไมร้องไห้บ่อย คืออยากจะบอกว่าไม่ใช่เพราะวัยทอง แต่มันมาจากประสบการณ์ที่เราร้องเพลงควบคู่ไปกับการแสดง เราร้องเพลงบนเวทีเยอะ และเราเจอประสบการณ์ส่วนตัวของเราเยอะ ทั้งความรัก ความสุข ความทุกข์ เพราะเราเจอมาแบบค่อนวัยของคนแล้ว การได้ไปแสดงละครเรื่อง “ชาติพยัคฆ์” พี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) สอนเราว่าให้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ อย่ารู้สึกว่าตัวเองแสดง ให้รู้สึกเป็นตัวละครนั้นเลย ความพิเศษของการเป็นนักแสดง คือเราจะได้เป็นในแบบที่ชีวิตจริงเราไม่มีโอกาสเป็น เช่นเดียวกับการเป็นนักร้อง ชีวิตจริงเราอาจไม่ได้มีเจอประสบการณ์นั้น แต่เราสามารถถ่ายทอดประสบการณ์นั้น เพราะฉะนั้นจงเป็นอย่างที่ตัวละครนั้นเจอ และเจ็บปวดอย่างที คนแต่งเพลงนั้นอยากให้รู้สึก การร้องเพลงก็เหมือนการแสดง คือจงเป็นตัวนั้น
วิธีคิดกับการเป็นดีว่าในแบบ “เจนนิเฟอร์ คิ้ม” เป็นอย่างไร
ส่วนตัวเรา เป็นคนที่ไม่สื่อสารกับคนแปลกหน้า คนที่ไม่สนิท เราก็ไม่สื่อสาร จะสื่อสารกับคนที่สนิทด้วยจริงๆ เป็นคนไม่รับรู้เรื่องอะไรของใคร เราเลือกที่จะสื่อสารกับคน บางครั้งเราเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง 100 ตาราเมตรคนเดียว เดินวนอยู่คนเดียวทั้งวัน ไม่รับโทรศัพท์ ไม่พูดกับใครเลยทั้งวัน บางที 2 วันด้วยซ้ำ อย่างเก่งก็สบถบ้างกับทีวี มันคือความว่างเปล่า สงบที่สุด เมื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ เวลาเราร้องเพลง เราจะถูกดึงเข้าอารมณ์เพลงได้ง่ายมาก อย่างในเรื่องการใช้ชีวิต เมื่อไหร่ที่เราอยากออกไปเจอคน เราออกไป จะไม่กลัวคนเยอะ ไม่กลัวว่าใครจะมารุมทึ้งเต็มที่ แต่ถ้าเราไม่มีอารมณ์ที่จะออกไปอย่างนั้น ก็จะไม่ออก เวลาจะออกไปไหน เราจะถามตัวเองว่าเราพร้อมที่จะเจอใครไหม ถ้าพร้อมเต็มที่เลย เพราะเราต้องเข้าใจกับการอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าไม่พร้อมอย่าออกไป เพราะเราจะไปโทษใครไม่ได้ว่าทำไมคนนั้น คนนี้ มาข้องเกี่ยวกับชีิวิตฉัน เพราะมันไม่จริง ไม่มีใครเข้ามาข้องเกี่ยวกับชีวิตเราได้ ถ้าเราไม่ออกไปให้ข้องเกี่ยว เหมือนที่ไม่มีใครทำร้ายเราได้ ถ้าเราไม่ยอมให้ทำ ไม่มีใครทำร้ายเราได้ นอกจากตัวเรายอมเอง
นี่แหละ!!! ดีว่าตัวจริงเสียงจริง “เจนนิเฟอร์ คิ้ม”



