บันเทิง

รักครั้งใหม่ หัวใจอลเวง Someone Like You 29

รักครั้งใหม่ หัวใจอลเวง Someone Like You 29

05 ก.ค. 2559

‘เซี่ยเฟยเฟย’ ดีใจมากที่ ‘เฉินหยู่อัน’ ไม่เป็นบาทหลวงแล้ว

รักครั้งใหม่ หัวใจอลเวง Someone Like You 29

ซีรีส์ไต้หวัน Someone Like You: รักครั้งใหม่ หัวใจอลเวง ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00 น. / 01.00 น. ทางช่อง NOW26

    เซี่ยเฟยเฟยมาหาที่บ้านพลางเรียกน้ำเสียงตื่นเต้น
    “เฉินหยู่อัน จริงหรือเปล่าเนี่ย”
    เฉินหยู่อันออกมางงๆ “อะไรเหรอ”
    “ไม่เป็นบาทหลวงแล้วจริงเหรอ”
    เฉินหยู่อันยิ้มนิดๆ “จริงครับ”
    เซี่ยเฟยเฟยดีใจโผกอดเลย “เย่ ดีจังเลย”
    เฉินหยู่อันอึ้ง “เอ่อ เฟยเฟย คุณปล่อยผมก่อนได้ไหม”
    “ทำไมหรือ”
    “เฟยเฟย”
    เซี่ยเฟยเฟยปล่อย “อะไรหรือ คุณน้า หยู่ซี ดีค่ะ”
    หวางอี้เจินทัก “เหอะๆ ดีจ๊ะ”
    “คือ ฉันดีใจมาก ก็เลย พวกคุณรู้แล้วใช่ไหม”
    “อืม น้ารู้ เหอะๆ กินข้าวมาหรือยัง”
    “ยังค่ะ”
    “มากินด้วยกันสิ”
    “ค่ะ” ทั้งสี่เข้าไปกินข้าวกัน
    ที่โรงพยาบาล เฉินหยู่ซีตักอาหารให้ สวีหย่าถีถามว่าไม่ไปทำงานเหรอ เฉินหยู่ซีว่าลาออกแล้ว สวีหย่าถีถามว่าทำไม
    “หยู่ซี เธอมีปัญหาอะไร กับคุณฟางหรือเปล่า”
    เฉินหยู่ซีตัดสินใจตอบ “ฉันเลิกกับบอสแล้ว”
    “อะไรนะ พวกเธอสองคนต่างก็ รักกันดีไม่ใช่หรือ”
    พี่เจี่ยนสงสัย “เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ ว่ายังไงล่ะ”
    “เรื่องมันผ่านไปแล้วน่ะ จริงๆ พอมาคิดๆ ดู เราไม่เหมาะสมกันเลย ต่อให้เราพยายามมากแค่ไหน มีแต่จะทำให้ทุกข์ใจกันเปล่าๆ”
    สวีหย่าถีย้ำถาม “เธอคิดแบบนี้จริงหรือ”
    “เลิกกันตอนนี้ก็ดีแล้ว เป็นเพื่อนกันแบบนี้สบายใจกว่ากันเยอะ”
    “แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่า คุณฟางจะยอมเลิกกับเธอ หยู่ซี คิดดีแล้วหรือ”
    “อืม เอ่อ ไปล้างจานก่อนนะ” เฉินหยู่ซีเดินหนีไปล้างจาน
    หลี่โป๋เยี่ยนเดินตรวจห้างกับเลขา ก่อนเข้าประชุม วาเนสซ่าร่วมประชุมแล้วมองหลี่โป๋เยี่ยนอย่างชื่นชม ฟางจ่านเฉิงนั่งกับเสิ่นเวยเหลียน
    หลี่โป๋เยี่ยนกล่าวในที่ประชุม “แผนนโยบายใหม่ของห้างคริสตัล จะเปลี่ยนแปลงไปจาก รูปแบบเดิมเยอะมาก ดังนั้นบูธต่างๆ ของเอเจนซี่ ที่ผมได้พูดถึงเมื่อสักครู่ ผมให้ได้ฝ่ายตลาด แจ้งไม่ต่อสัญญาไปเรียบร้อยแล้ว”
    กรรมการท่านหนึ่งถาม “ไม่ต่อสัญญา แล้วคุณจะทำยังไงกับบูธพวกนั้นล่ะ”
    “ผมจะปรับปรุงบูธ ในชั้น 1 และ 2 ใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนเป็นวางสินค้าแบรนด์เนม เพื่อดึงดูดลูกค้าระดับสูง และจะทำให้ ยอดรายได้ของเราเพิ่มขึ้นในช่วง เวลาอันสั้น ทุกคนไม่ต้องห่วงครับ ตอนนี้ผมได้พูดคุย กับแบรนด์สากลเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องของการตอบรับนั้น ก็กำลังอยู่ในช่วงเซ็นสัญญาแล้ว รับรองว่าแผนของผม จะไม่ส่งผลเสียแน่นอนครับ”
    เสิ่นเวยเหลียนขัดว่า “คุณคิดจะทำให้ห้างคริสตัลกลายเป็น เกาเติงแห่งที่ 2”
    “ทำไมจะไม่ได้ เราต่างก็ทราบดีว่าเครื่องประดับ มักนำมาซึ่งกำไรกันมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าเครื่องประดับ ระหว่างเพชรแท้กับเพชรเทียม ย่อมมีราคาต่างกัน ดังนั้นกำไรที่จะได้ก็ย่อมต่างกันมาก”
    ฟางจ่านเฉิงพูดขึ้น “คุณพูดถูกทุกอย่าง กำไรที่ได้จากสินค้าชั้นสูง มหาศาล แต่คุณรู้หรือไม่ ว่าที่ตั้งของห้างคริสตัลอยู่ที่ไหน”
    หลี่โป๋เยี่ยนหัวเราะ “รู้สิ”
    ฟางจ่านเฉิงถามต่อ “แล้วเอกลักษณ์โดยรอบ ความนิยมของคนในพื้นที่ กลุ่มลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อของ แล้วก็กำลังซื้อล่ะ”
    “ผมได้รวบรวมปัจจัยเหล่านี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเขียนแผนนี้แล้วครับ ใกล้ห้างคริสตัลคือเขตที่อยู่อาศัยระดับสูง รอบๆ ก็ล้วนเป็นเขตชนชั้นสูง เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง การขายสินค้าชั้นสูง จะตอบสนองความต้องการและดึงดูด ความสนใจจากลูกค้าได้ดี”
    ฟางจ่านเฉิงว่า “ผมเห็นด้วยกับไอเดียคุณนะ แต่คุณได้คำนึงถึง ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มลูกค้า ระดับสูงภายในช่วง 2 ปีนี้บ้างแล้วหรือยัง”
    “ผมทราบ แต่เปลี่ยนไม่มากครับ จำนวนคนต่างถิ่น จะส่งผลต่อค่านิยมของคนในพื้นที่ ไม่มากจนต้องกังวล โดยรวมแล้ว สินค้าระดับสูง ยังคงสร้างกำไรให้บริษัท ได้เร็วกว่าปกติครับ”
    ฟางจ่านเฉิงถามต่อ “ถ้าเช่นนั้น ผมขอถามคุณอีกแค่คำถามเดียว ทิศทางหลังเวลา 3 ปีล่ะ”
    หลี่โป๋เยี่ยนอึ้งไปนิด “หมายความว่าไง”
    ฟางจ่านเฉิงกล่าว “ใกล้กับห้างคริสตัล จะสร้างอาคารขนาดใหญ่ 2 แห่ง เป็นบ้านที่อยู่ ซึ่งจะเสร็จภายใน 3 ปี เมื่อถึงตอนนั้นกลุ่มลูกค้า ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง จนส่งผลต่อกำลังซื้อ คุณได้คำนึงถึงจุดนี้หรือยัง ผมไม่ได้จะติความคิดคุณนะ การดึงดูดลูกค้าเพื่อเพิ่มผลกำไร เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กำลังซื้อของลูกค้า”
    หลี่โป๋เยี่ยนเถียงว่า “นั่นเป็นเรื่องของ 3 ปีหลัง เราสามารถปรับเปลี่ยน ค่านิยมของคนใน 2 ปีนี้ได้ เราไม่ควรเสียผลประโยชน์ ที่จะได้รับในช่วง 2 ปี เพราะสาเหตุนี้เลยนะครับ”
    ฟางจ่านเฉิงขัดว่า “คุณคิดว่าแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า เพื่อสร้างค่านิยม และทำให้สินค้าขายได้ตลอด เหมือนสินค้าทดลองนั้น ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ 1 ปีพอไหม แผนการตลาดต้องพัฒนาบริษัท ให้ก้าวหน้าไปตลอด ไม่ใช่เพียงชั่วครู่ ถึงแม้ว่าบริษัทใกล้ที่ตั้ง ของห้างคริสตัลจะมีกลุ่มลูกค้าชั้นสูง แต่กำลังการซื้อโดยรวม ยังอยู่ในชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากที่สุด ผู้จัดการ อย่าลืมสิว่า คริสตัล ยังไงก็ขายได้ดีกว่าเพชร”
    กรรมการท่านหนึ่งว่า “ตอนแรกผมก็เห็นด้วยกับความคิดของผู้จัดการนะ แต่หลังจากฟังจ่านเฉิงแล้ว ทำให้เห็นจุดเสี่ยงอยู่มาก ซึ่งในส่วนนี้คุณพลาด นับว่าแย่มากนะ วาเนซ่า ดูเหมือนคุณจะแนะนำคนผิดแล้วนะ”
    “ใช่ ผมเห็นด้วยกับคุณเฉินครับ”
    เสิ่นเวยเหลียนมองหลี่โป๋เยี่ยน “ผมเข้าใจนะว่าคุณ อยากทำออกมาให้ดี แต่เท่าที่ดูแล้ว แผนก้าวกระโดดแบบนี้ มีแต่จะแย่มากยิ่งขึ้น เพราะหากเสียดุลไปแล้ว จะทำให้เหมือนเดิมได้คงยาก ผู้จัดการ ควรรอบคอบหน่อยนะ”
    เสิ่นเวยเหลียนกับฟางจ่านเฉิงออกมาแล้ว เสิ่นเวยเหลียนบอกว่าจะไปเอารถ
    หลี่โป๋เยี่ยนที่มาเอารถเห็นฟางจ่านเฉินยืนรอรถอยู่ ก็เร่งเครื่องมา ฟางจ่านเฉิงยืนจ้องนิ่ง เขาเบรกเสียงดังและลงมา
    “ขอโทษนะผมไม่ทันระวัง ไม่ตกใจใช่ไหม” หลี่โป๋เยี่ยนเยาะ
    ฟางจ่านเฉิงตอบนิ่งๆ “ตกใจสิ รวมทั้งเรื่องแผนการตลาดที่คุณ เสนอในที่ประชุมด้วย”
    หลี่โป๋เยี่ยนโกรธจับเสื้อเข้าจะชก “ฟางจ่านเฉิง”
    วาเนซ่าออกมาเห็นพอดีตะโกน “ป๋อเยี่ยน”
    เสิ่นเวยเหลียนขับรถมาพอดีเช่นกัน “จ่านเฉิง โอเคนะ”
    ฟางจ่านเฉิงมองหลี่โป๋เยี่ยน “โอเค”
    ฟางจ่านเฉิงก้มหัวให้วาเนสซ่าแล้วเดินขึ้นรถ เสิ่นเวยเหลียนขับรถพาฟางจ่านเฉิงออกไปเลย
    วาเนซ่าต่อว่าหลี่โป๋เยี่ยน “ทำไมถึงทำแบบนี้ ฉันเข้าใจนะว่าผู้ชายชอบแข่งขัน ในเรื่องของงานกัน แต่สิ่งที่คุณทำไปเมื่อกี้ รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไร”
    “ผมแค่อยากขู่เขา”
    “ขู่เขา ถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมา คุณจะต้องรับผิดชอบทุกอย่าง แล้วคุณจะทำยังไง”
    “คุณเป็นห่วงผมหรือ”
    วาเนซ่าตัดบท “ฉันเหนื่อยแล้ว”

    วันนี้หวางอี้เจินมาเยี่ยมสวีหย่าถี เธอแนะนำให้รู้จักกับพี่เจียน แล้วรู้สึกสีหน้าของหวานอี้เจินไม่ดี หวางอี้เจินนิ่งไปไม่กล้าพูด
    “แม่เฉิน พูดมาเถอะค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ”
    “หย่าถี น้ารู้ว่ามันฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไป มันก็จะยิ่งแย่”
    “เรื่องอะไรหรือ”
    “หนูรู้เรื่องที่หยู่ซีเลิกกับจ่านเฉิงรึยัง”
    “รู้แล้วค่ะ หยู่ซีบอกหนูเมื่อเช้า เขาบอกว่าเพราะ พวกเขาไม่เหมาะสมกัน แต่หนูคิดว่าเพราะสาเหตุอื่นแน่”
    “ก็ไม่ใช่น่ะสิ เขาคิดว่าที่หนูเขาโรงพยาบาล ก็เพราะเสียใจที่รู้ว่าเขากับจ่านเฉิน กำลังคบกัน”
    “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”
    “หยู่ซีกับจ่านเฉิงต่างก็รู้ว่า หนูได้รับบริจาคหัวใจของลั่วหาน”
    สวีหย่าถีอึ้ง “หยู่ซีรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว”
    “เพราะเรื่องนี้แหละ เขากลัวหนูจะเสียใจจนช็อก ก็เลยไปขอเลิกกับจ่านเฉิง”
    “ทำไมเขาถึงโง่แบบนี้”
    “ทั้งโง่และใจแข็งมากด้วย เขาเป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าตัดสินใจทำอะไรไปแล้ว ไม่ว่าใครพูดยังไงก็ไม่ฟัง ยอมที่จะเก็บความทุกข์ แล้วก็เสียใจอยู่คนเดียวเงียบๆ”
    พี่เจี่ยนทนฟังมานานเอ่ยว่า “เรื่องนี้เรารู้ ว่าหยู่ซีเสียใจมาก แต่หย่าถีเองก็เสียใจเหมือนกัน”
    สวีหย่าถีปราม “พี่เจี่ยน”
    “ให้พี่พูดเถอะนะ ตอนนี้แค่รอหัวใจบริจาค ก็แย่พออยู่แล้ว จะอยู่รอถึงตอนนั้นหรือเปล่า ก็ยังไม่รู้เลย แล้วหยู่ซีมาทำแบบนี้อีก ก็ยิ่งทำให้เขาเสียใจ และกดดันมากขึ้นอีก”
    หวางอี้เจินเถียง “แต่คุณพูดแบบนี้ ก็ไม่เป็นธรรมต่อหยู่ซีนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่หยู่ซีทำ ก็เพื่อหย่าถีทั้งนั้น เขากลัวหย่าถีรู้ว่า เขาสองคนคบกันแล้วนะเสียใจ หยู่ซีเป็นห่วงหย่าถี มากกว่าตัวเองอีกนะ”
    พี่เจี่ยนไม่ยอมเช่นกัน “เขาเป็นห่วงหย่าถี แล้วหย่าถีไม่เป็นห่วงเขาหรือ การที่เขาทำแบบนี้ก็เท่ากับ หย่าถีเป็นคนบีบให้เขา เลิกกับจ่านเฉิงนั่นแหละ”
    สวีหย่าถีสวน “พี่เจี่ยน”
    หวางอี้เจินก็สวน “ไม่ใช่แบบนั้นนะ”
    “แต่ที่คุณพูดมามันหมายความแบบนี้นี่”
    สวีหย่าถีขัด “พี่เจี่ยน ฟังฉันก่อน พี่อย่าคิดแบบนี้สิ ฉันเชื่อว่าที่หยู่ซีตัดสินใจทำแบบนี้ เพราะอยากช่วยฉันจริงๆ”
    “ใช่ ที่หยู่ซีทำแบบนี้ ก็เพื่อหย่าถีจริงๆ นะ เขาอยากช่วยหย่าถี ก็เลยทำแบบนี้ เขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ ไม่รู้จะเขาโง่หรือบื้อกันแน่ เวลาอยากจะปกป้องใครก็มักจะ ใช้วิธีโง่ๆ แบบนี้ตลอด”
    พี่เจี่ยนเสียใจ “ฉันเองก็ ไม่อยากจะโทษหยู่ซีนะ ฉันเองก็ชอบเด็กคนนั้นมาก ฉันรู้ว่าเขาเป็นเด็กดี แต่ แต่เด็กสองคนนี้นี่ช่าง เหมือนกันเหลือเกิน” พี่เจียนเดินหนีไปเลย
    “ขอโทษนะคะแม่เฉิน พี่เจี่ยนเขาก็เป็นคนตรงๆ แบบนี้แหละ”
    “น้าไม่โกรธเขาหรอกจ๊ะ”
    “จริงๆ แล้ว น้าตั้งใจจะมาเยี่ยม หนูตั้งแต่รู้เรื่องแล้วล่ะ น้าไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องนี้ เพื่อทำให้หนูไม่สบายใจเลยนะ หนูก็เหมือนกับลูกสาวน้า น้าอยากให้หนูหายป่วยเร็วๆ จะได้อยู่กับหยู่ซีไปตลอด”
    “ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูจะพูดเรื่องนี้กับหยู่ซีเอง หนูจะกล่อมเขาเองค่ะ”
    “ขอบคุณนะ”
    สวีหย่าถีฝืนยิ้มให้ “ค่ะ”

    หลี่โป๋เยี่ยนนั่งอยู่กับวาเนสซ่าในห้องทำงาน
    “วันนี้ในที่ประชุม พวกคณะกรรมการอยากเปลี่ยนผู้จัดการ คุณคิดยังไง”
    “ตอนที่ฉันยกตำแหน่งนี้ให้คุณ ฉันให้เวลา 3 เดือน และตอนนี้ยังไม่ครบ แต่ว่าป๋อเยี่ยน ฉันมีเรื่องอยากจะถามคุณ ระหว่างคุณกับจ่านเฉิง นอกจากปัญหาเรื่องงานแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องอื่นอีกหรือเปล่า ตั้งแต่คุณได้รับตำแหน่ง ก็เอาแต่จะหาเรื่องเขา ฉันจึงอดสงสัยไม่ได้”
    “ใช่ ผมยอมรับว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเขา ผมกับแฟนถึงต้องเลิกกัน”
    “แล้วเกี่ยวอะไรกับจ่านเฉิงล่ะ”
    “เพราะแฟนของผม กำลังคบอยู่กับฟางจ่านเฉิน”
    “คุณหมายถึง เฉินหยู่ซี” วาเนสซ่านิ่งคิดถึงตอนที่หลี่โป๋เยี่ยนจะให้เอาเด็กออก “เพราะงั้น คุณยังรักเธออยู่ คุณถึงได้บอกว่า เด็กคนนี้เป็นแค่อุบัติเหตุ ไม่ควรเก็บเขาไว้”
    “ใช่ ผมยังรักหยู่ซี ส่วนคุณก็ยังรักฟางจ่านเฉิงอยู่ เราไม่เหมาะที่จะเป็นพ่อแม่ใคร ฮึๆๆ จริงๆ เราสองคนก็เหมือนกัน อยากได้คนที่ตัวเองรักกลับคืนมา”
    “เมื่อก่อนใช่ แต่ว่าตอนนี้ ฉันคิดถึงแต่ลูก ป๋อเยี่ยน ความรักไม่ใช่การแย่งชิงนะ เฮ้อ นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”
    หลี่โป๋เยี่ยนลุกขึ้น “กุ๊ดไนท์”
    มืดแล้ว ฟางจ่านเฉิงเข้ามาในบ้านเฉินหยู่ซี เห็นเฉินหยู่อันเช็ดโต๊ะอยู่
    “ขอโทษครับ หยู่ซีอยู่หรือเปล่าครับ”
    เฉินหยู่อันมองงง “คุณคือ”
    “คุณคือหยู่อัน ผมเคยได้ยินเฟยเฟยพูดถึงคุณ คุณดูแลเขาดีมาก”
    “คุณคือพี่จ่านเฉิง มาหาพี่ผมใช่ไหม”
    “เขาอยู่ไหม”
    “อืม เดี๋ยวผมไปตามมาให้”
    ฟางจ่านเฉิงยิ้ม “ขอบใจนะ”
    ฟางจ่านเฉิงรอด้านนอก เฉินหยู่ซีเดินมาหา
    “หยู่ซี ผมจะมีเรื่องจะคุยด้วย”
    “ฉันได้พูดทุกอย่างไปชัดเจนแล้วนี่”
    “ใช่ เธอพูดชัดเจนแล้ว ผมจึงได้รู้ไงว่าคุณเสียใจ และเข้าใจในความคิดของคุณ แต่ว่า คุณเข้าในความรู้สึก ของผมบ้างหรือเปล่า”
    “คุณเองก็รู้ ว่าผมรักลั่วหานมากและคิดถึงเขามากแค่ไหน ดังนั้นวันนี้ ผมย่อมอยากที่จะเห็นหัวใจของเขาเต้นต่อไปมากกว่าคนอื่น สำหรับความหวังในเรื่องนี้ ผมมีไม่น้อยไปกว่าคุณเลย”
    “แต่ว่าวันนี้ คุณคิดว่า การเลิกกันจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แล้วหย่าถีก็จะดีขึ้น ความคิดของคุณ มันดีที่สุดแล้วจริงหรือ” เฉินหยู่ซีฟังแล้วจะร้องไห้
    “เราเคยสัญญาต่อกัน ว่าจะผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน คอยอยู่เคียงข้างกันและกัน แต่แล้วทำไม คุณต้องมาแบกรับทุกอย่าง เอาไว้คนเดียวแบบนี้ด้วย ทำไมต้องเผชิญกับความทุกข์เพียงลำพัง”
    ฟางจ่านเฉิงจับมือเธอแล้วใส่ก้อนหินไว้ในมือเธอ “เชื่อใจผม ผมจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้หย่าถีมีชีวิตอยู่ต่อ ให้หัวใจของลั่วหานเต้นต่อไป ผมจะไม่ยอมให้สิ่งที่คุณกังวล เกิดขึ้นเด็ดขาดผมจะไม่เลิกกับคุณ และจะไม่มีวันเลิกรักคุณด้วย ผมจะรักคุณแบบนี้เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง”
    คืนนั้นยิ่งทำให้เฉินหยู่ซีคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับฟางจ่านเฉิง
    เช้าวันใหม่หวางอี้เจินเข้ามาเห็นเฉินหยู่ซีเก็บของก็ถาม เธอตอบแม่ว่า
    “หย่าถีโทรมาบอกว่าจะออกจากโรงพยาบาล กลับไปอยู่หมินซู่ แล้วอยากให้หนูไปอยู่ด้วย”
    “งั้นหรือ แล้วเขากลับไปหมินซู่ทำไม”
    “หนูก็ไม่รู้ แต่หนูไม่อยากให้เขาอยู่คนเดียว งั้นหนูไปก่อนนะคะ”
    “อืม ดูแลเขาให้ดีๆ ด้วยล่ะ ออกมาอยู่ข้างนอกแบบนี้ ต้องระวังให้มากนะ”
    “ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ หนูไปแล้วนะ”
    “ระวังตัวด้วยนะ” หวางอี้เจินมองตามลูก “หย่าถี ขอบคุณนะ”
    เซี่ยเฟยเฟยมาหาหวางอี้เจิน เธอคิดว่าจะมาเรียนทำอาหร แต่เซี่ยเฟยเฟยว่าเธอต้องไปเรียนออกแบบดีไซน์ที่ต่างประเทศ เพราะได้ใบตอบรับแล้ว เฉินหยู่อันที่ฟังอยู่ด้วยก็อึ้งไปแต่ไม่พูดอะไร ทั้งที่ในใจเซี่ยเฟยเฟยอยากให้เขายื้อเธอไว้
    เฉินหยู่อันกลับถามว่า “แล้ว...ไปเมื่อไหร่ล่ะ”
    “เร็วๆ นี้แหละ คุณน้า หนูขอโทษนะคะ ที่จะไม่ได้มาเรียนทำอาหารอีก”
    “โอ้ย ไม่เป็นไรหรอก แค่ไปเรียน เดี๋ยวก็กลับมาไม่ใช่หรือ ค่อยมาเรียน หลังจากเรียนจบแล้วก็ได้ งั้นก่อนไปมากินข้าวด้วยกันนะ น้าจะทำอาหารให้กิน เพื่อเลี้ยงส่ง”
    “ขอบคุณนะคะ”
    “งั้นวันนี้มาเรียนอีกสักอย่างล่ะกัน” หวางอี้เจินพาเซี่ยเฟยเฟยเข้าไปด้านใน
    เฉินหยู่ซีมาถึงบ้านพี่เจียน สวีหย่าถีออกมารับ 
    “หย่าถี ทำไมเธอไม่อยู่รักษาตัว ที่โรงพยาบาลล่ะ”
    “หือ เธออย่าดุฉันเลยนะ ฉันรู้ว่าเธอเป็นห่วง แต่อยู่โรงพยาบาลมันเบื่อมาก ฉันก็เลยอยากกลับมาอยู่บ้านสักพัก เธออยู่กับฉันนะ”
    “เอาล่ะ เข้าไปข้างในกันเถอะ”
    สวีหย่าถีพาเข้ามา เธอชะงักเมื่อเห็นฟางจ่านเฉิงนั่งกินกาแฟอยู่ สวีหย่าถีมองเฉินหยู่ซี
    ฟางจ่านเฉิงหันมาเรียก “หยู่ซี”
    เฉินหยู่ซียังนิ่งอึ้ง สวีหย่าถีมองแล้วว่า “ที่ฉันถามพวกเธอมา เพราะมีเรื่องอยากให้ช่วยน่ะ”
    เฉินหยู่ซีถาม “อะไรหรือ”
    “พี่เจี่ยนบอกว่า มีคนมาถามเรื่องคุ้กกี้กันมาก ฉันก็เลยถือโอกาสนี้ ขอกลับมาอยู่ที่บ้าน จะได้ทำคุ้กกี้ให้เสร็จ แต่มีคนสั่งมาเยอะมาก ฉันก็เลย อยากให้พวกเธอช่วย”
    “ได้สิ แต่ร่างกายเธอตอนนี้ จะไหวหรือ”
    “ไหวสิ ไม่ต้องห่วง แล้ว คุณฟางล่ะค่ะ”
    ฟางจ่านเฉิงยิ้ม “ไม่มีปัญหาครับ”
    “งั้น เริ่มกันเลยนะ”
    สวีหย่าถีพาทั้งสองไปที่ทำคุ้กกี้ เฉินหยู่ซีคอยมองสวีหย่าถี
    “หย่าถี ถ้าเหนื่อยก็พักนะ ถ้ามีอะไร ก็บอกเราสองคนได้เลยนะ”
    ฟางจ่านเฉิงว่า “ใช่ หยู่ซีพูดถูก อย่าฝืนตัวเองเด็ดขาด”
    ระหว่างทำเฉินหยู่ซีพยายามไม่ใกล้ชิดฟางจ่านเฉิง ทั้งที่ฟางจ่านเฉิงพยายามใกล้ชิดเธอ เธอก็ห่างออก สวีหย่าถีคอยสังเกตทั้งคู่ยิ้มๆ ชวนเฉินหยู่ซีเล่นๆ บ้าง
    ยามเย็น พี่เจียน สวีหย่าถี เฉินหยู่ซีนั่งคุยกันที่โต๊ะ ฟางจ่านเฉิงปิงย่างเนื้อที่เตา เสิ่นเวยเหลียนพาหวังเสี่ยวหลินเข้ามาส่งเสียงดังทักทาย หวังเสี่ยวหลินเข้าไปที่โต๊ะต่อว่าเฉินหยู่ซีที่มาไม่บอก เธอขอโทษ
    “ไม่เป็นไรจ้า ดีแล้วฉันจะได้มีข้ออ้าง ให้เวยเหลียนพามา ขอบคุณน๊ะ”
    เฉินหยู่ซีงอน “หวังเสี่ยวหลิน”
    หวังเสี่ยวหลินยิ้ม “เหอะๆ สวัสดีค่ะพี่เจี่ยน หย่าถี ฉัน หวังเสี่ยวเหลียน จำได้ไหมเอ่ย”
    พี่เจี่ยนว่า “หน้าคุ้นๆ นะ หวังเสี่ยวหลินหรือ” พี่เจียนหันไปคุยกับสวีหย่าถี “เธอจำได้ไหม คนที่ทำโคมไฟฉันไหม้ไป 2 อัน ยังไงล่ะ เขานี่แหละ ฮ่าๆๆ”
    หวังเสี่ยวหลินเขิน “พี่เจี่ยน ลืมๆ มันไปบ้างก็ได้นะคะ”
    “ยินดีต้อนรับค่ะ ไม่คิดเลยว่าพวกคุณจะเป็นเพื่อนกัน”
    หวังเสี่ยวหลินคุย “ฉันเป็นคนแนะนำที่นี่ให้พวกเขาเอง ขอโทษนะคะ ที่มาโดยไม่ได้เชิญ”
    “ฉันเปิดโฮมสเตย์ ก็เพื่อต้อนรับพวกคุณนี่แหละ มาบ่อยๆ นะ”
    “งั้นไม่เกรงใจแล้วนะค่ะ”
    “ไม่ต้องเกรงใจ อยากดื่มอะไร ตามสบายเลยนะ”
    เฉินหยู่ซีบ่นเพื่อน “เธอเกรงใจเป็นด้วยหรือ”
    หวังเสี่ยวหลินหันมาดุ “เฉินหยู่ซี”
    เสิ่นเวยเหลียนคุยกับฟางจ่านเฉิง
    “เป็นไง ดีกันหรือยัง”
    ฟางจ่านเฉิงตอบเซ็งๆ “ยังเลย”
    เสิ่นเวยเหลียนถอนใจ “เฮ้อ ใจแข็งใช้ได้เลยนะ”
    ฟางจ่านเฉิงกลับชม “แต่ก็เป็นคนดีมากๆ เลยเหมือนกัน”
    เสิ่นเวยเหลียนแซว “อ่ะแฮ่ม แกตามใจมากด้วยน่ะสิ”
    ฟางจ่านเฉิงไม่ตอบยื่นจานให้ “เอา”
    “โอเค เดี๋ยวฉันยกไปเอง” เสิ่นเวยเหลียนตะโกนไป “มาแล้วจ้า อาหารมาแล้ว ของโปรดของจ่านเฉิงเลยนะเนี่ย”
    พี่เจี่ยนเลยเรียกให้ฟางจ่านเฉิงมาทางนี้ เธอไปย่างต่อเอง เสิ่นเวยเหลียนคุยเล่นกับหวังเสี่ยวหลินทำให้บรรยากาศคึกคัก เฉินหยู่ซียิ้มสนุก ฟางจ่านเฉิงมองแล้วพลอยยิ้มไปด้วย


(จบตอนที่ 29)