
บันเทิงมือสองเชิญทางนี้ Entertainment Direct to Home
ระยะหลังๆ ผมได้อีเมลจากผู้อ่าน คม ชัด ลึก หลายท่านเขียนมาถามเกี่ยวกับหนัง จนตัวเองรู้สึกสนุกในการตอบคำถามไปด้วย
รู้สึกสนุกเพราะว่า มันพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เรื่องจริงเลย ที่ใครจะมาคิดว่าคนอ่านนสพ.ทั่วไป จะไม่สนใจหนังมากไปกว่าแค่หนังสนุกหรือไม่สนุก
และเพราะมันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมถึงพยายามจะหาแง่มุมบางอย่างมาเขียนถึงบ้างในเวลาที่หนังสัปดาห์นั้นๆ ไม่น่าสนใจมาก (สุดสัปดาห์นี้ ผมก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน)
คุณผู้อ่านเคยเปรยตา ชายตาในหน้าโฆษณาหนังมั้ยครับ บางครั้งบางที เราจะพบว่ามีการลงโฆษณาหนังบางเรื่อง แต่ไม่ลงว่าฉายโรงไหน มีแต่ประโยคประมาณว่า “เร็วๆ นี้” แล้วก็ไม่มีอะไร จนแอดฯ โฆษณาหายไปในที่สุด
คือมีการลงโฆษณา แต่ไม่มีหนังเข้าโรงเลย
อย่าไปตกใจครับ มันเป็นวิธีการสร้าง value หรือมูลค่าทางอ้อมให้แก่สินค้า อธิบายคร่าวๆ และเข้าใจง่ายๆ ก็คือ มันจะมีหนังอยู่ประเภทหนึ่ง ที่ถ้าเอาเข้าโรง ก็ไม่ได้เงินแน่ๆ ทางออกคือ ทำเป็น DVD เสียเลย และเมื่อเป็น DVD แล้ว มันควรทำให้คนรู้สึกว่า มีค่า เพราะผ่านหูผ่านตา กระทั่งถูกเข้าใจไปเองว่า ผ่านการเข้าฉายตามโรงมาแล้ว อะไรแบบนั้น
หนังประเภทนี้ จึงกลายเป็นภาพยนตร์ที่ยอมลงแอดฯ โฆษณา เพื่อจะรอเป็น DVD อีกไม่นานวันถัดจากนั้น
ขณะเดียวกัน มันก็มีหนังอีกกลุ่มหนึ่ง อีกประเภทหนึ่ง ที่ต่างประเทศเขาจะไม่ยอมเอาฉายในโรง คือทำออกมาแล้ว จุดหมายคือ เพื่อไปดูที่บ้านมากกว่าชมที่โรงหนัง เป็นหนังลงทุนไม่มาก เจ็บตัวก็ไม่เยอะ แต่ถ้าขายเป็น DVD ได้ขึ้นมา อาจจะถูกหวยได้
หนังพวกนี้ก็คือภาพยนตร์อย่าง solstice, killshot และน่าจะรวมถึง bruno ที่ฉายไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วด้วย
อาจจะไม่ใช่สูตรตายตัว แต่มันก็มีองค์ประกอบคร่าวๆ ที่พอจะแตะต้องได้ หนังแบบนี้จะไม่ยาว อยู่แถวๆ 75-90 นาที พล็อตเรื่องมุ่งตรงไปที่การเกิดสถานการณ์และแก้ไขสถานการณ์สั้นๆ ไม่มีแนวทางว่าต้องเป็นแนวอะไร แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว มันมักเป็นหนังสยองขวัญและตลก
ฝรั่งเขาเรียกหนังพวกนี้เล่นๆ ว่า เป็นพวก entertainment direct to home คือเป็นความบันเทิงมือสองที่ส่งตรงไปที่ห้องดูหนังในครอบครัว ไม่ใช่งานจริงจัง ซีเรียสที่จะต้องมุ่งเน้นคุณค่าทางศิลปะ
ผมไม่ได้จะบอกว่ามันผิดนะครับ และก็ไม่ได้ดูแคลนด้วย เพราะเราต้องเข้าใจว่า หนังก็คือสินค้า และเวลาจะขายสินค้า คนขายก็ต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย และพื้นที่ในการวางของขาย
เกือบไม่ต่างอะไรจากการแย่งชิง กะเกณฑ์พื้นที่ของเจ้าของสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ว่า ถ้าสินค้าใครสามารถวางอยู่ในชั้นเดียวกับระดับสายตาคนเดินได้ นั่นคือสุดยอด (เพราะโอกาสจะถูกเลือกซื้อก่อน มีมากกว่าสินค้าที่อยู่เหนือสายตา หรือต่ำกว่าสายตาการมอง)
หนังพวก entertainment direct to home นั้น แตกต่างไปจากหนังอีกแบบหนึ่ง ที่แม้มีคุณค่า มีความเป็นหนังมากกว่า แต่ก็อาจจะไม่ได้ฉายในโรงแบบ “ครอบคลุมทุกเครือข่าย”
เช่นหนัง beloved ในปี 1998 หรือ seabiscuit ในปี 2003
ทั้งสองเรื่องมีความดีแน่ๆ แต่มันไม่ใช่หนังสำหรับคนดูวงกว้าง มันเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม เปรียบไปเหมือน “ชมรมปฏิบัติธรรม”, “สมาคมสะสมรถมินิ” หรือ “ชมรมสะสมเสื้อบอลแพง” ซึ่งจะมีคนดูแค่ส่วนหนึ่งไม่มาก
ฉะนั้น การเอาหนังพวกนี้ไปฉายแบบดาวกระจายทุกเครือ อาจส่งผลรุนแรง คือขาดทุนหนัก เพราะรอบเยอะแต่คนดูไม่มี ทางออกง่ายก็คือ เลือกโรงฉายโรงเดียวไปเลย และให้แฟนๆ รับรู้ไปติดตามที่โรงนั้นเท่านั้น
นี่คือ แง่มุมสนุกๆ ในการสังเกตหนังและวัฒนธรรมหนัง มันจะสนุกแค่ไหนถ้าเรามีสายตาที่จะมองเรื่องราวต่างๆ และมีคำถามกับมันบ้าง
อย่าลืมนะครับ คนที่ตาดี แต่ทั้งชีวิต เอาแต่อ่านหนังสือแย่ๆ
คุณไม่ได้มีแต้มต่ออะไรเลย สำหรับคนตาบอด
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



