
มองโลกแบบวิกรม - เตรียมตัวรับมือ ปี 2552 (ตอน2)
06 ก.พ. 2552
และเมื่ออัตราการใช้น้ำมันสูงขนาดนี้ทำให้หลายๆ ประเทศที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันเริ่มกังวลว่าน้ำมันจะหมดไป โดยมีการประมาณการว่าน้ำมันทั้งโลกจะหมดไปในระยะเวลา 30 ปี หากอัตราการใช้น้ำมันทั่วโลกยังไม่ลดลง
ประเทศบรูไน ซึ่งเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันจำนวนมากมายมหาศาล สร้างมหาเศรษฐีระดับโลกหลายต่อหลายคนก็เกิดภาวะน้ำมันใกล้จะหมด มีการคาดเอาไว้ว่า ภายในระยะเวลา 7 ปี บ่อน้ำมันทั้งหมดของบรูไนจะถูกสูบขึ้นมาใช้จนหมด ส่งผลให้บรรดาเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งหลายจำกัดจำนวนการผลิตน้ำมันป้อนตลาดโลก และมีการปั่นราคาน้ำมันของกองทุนต่างๆ ให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเกิดมีต้นทุนสูงเกินไป
กราฟความหายนะที่เกิดจากผลกระทบจากราคาน้ำมันจะเป็นกราฟรูปตัว U ซึ่งวันนี้ทุกคนต่างก็ตั้งตาคอยว่าเมื่อไหร่เศรษฐกิจจะตกลงมาถึงจุดต่ำสุด มีช่วงท้องของตัว U และหลังจากนั้นไม่นานเศรษฐกิจจะเริ่มนิ่ง และค่อยๆ ปรับตัวให้ดีขึ้น หลายๆ คนคาดการณ์ว่าภาพนี้จะเด่นชัดขึ้นราวๆ กลางปีหน้า ซึ่งจะเห็นได้ว่าธนาคารหลายๆ แห่งในอเมริกาและยุโรปต้องปิดตัวลง รวมไปถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ถือว่าเป็นผลกระทบของเศรษฐกิจระดับโลก จะว่าตามความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง
ภาพที่สองที่ผมอยากจะกล่าวถึงคือ เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจโลก จีดีพีของโลกมีอยู่ประมาณ 47 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศไทยมีสัดส่วนจีดีพีอยู่ที่ประมาณ 2 แสนกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก และเนื่องจากประเทศไทยมีตลาดขนาดเล็กมาก เพราะเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรกรรม หากไม่จำหน่ายออกไปต่างประเทศแล้ว สินค้าเหล่านี้ก็จะเน่าเสียสร้างปัญหาอย่างหนักกับเกษตรกร ซึ่งมีรายได้ต่ำและไม่มีทุนรอนพอที่จะรับกับการขาดทุนได้ ปัญหาที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่เป็นผลกระทบมาจากการทำรัฐประหารและการประท้วงยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน นับเป็นการเพิ่มความยากลำบากในการพัฒนาประเทศจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังอยู่ในขั้นวิกฤติอย่างในปัจจุบัน ต่างจากประเทศจีน ไต้หวัน เวียดนาม สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ที่พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าและแก้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
จะว่าไปแล้วประเทศต่างๆ ทั่วโลกนี้กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศต่างๆ เริ่มวางแผนที่จะรับมือแล้ว ประเทศไทยเองในตอนนี้เหมือนกับกำลังเจอกับคลื่นของเศรษฐกิจโลก แต่ด้วยปัญหาต่างๆ ภายในประเทศกลับทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น การรัฐประหารในปี 2549 รวมไปถึงการปิดสนามบิน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
จากประวัติศาสตร์ของการทำรัฐประหารกว่า 18 ครั้งในประทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงเรื่องราวในประเทศ จากผลของการกระทำของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่การประท้วงปิดสนามบินครั้งล่าสุด ถือเป็นการกระทำที่ไร้ระเบียบโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาพรวมของประเทศไทย
แน่นอนว่าที่มาของปัญหามาจากการเมืองที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณอยู่ข้างหลัง โดยมีกลุ่มตรงข้ามที่ต้องการถอนรากถอนโคนอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่า โดยที่ไม่คำนึงว่าสังคมจะได้รับผลกระทบอะไรจากการกระทำ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยพบกับปัญหาหนักขึ้นเรื่อยๆ จะเปรียบไปแล้วบ้านเราเหมือนกับอยู่บนโคลนตม ซ้ำร้ายต้องแบกก้อนหินที่หนักอึ้งถ่วงให้จมลงเรื่อยๆ วันนี้สังคมไทยเป็นสังคมที่กลายพันธุ์ไปแล้ว เริ่มจากการศึกษาที่ประเทศไทยยังวนอยู่ในอ่าง
"[email protected]"



