
รักครั้งใหม่ หัวใจอลเวง Someone Like You ตอน 11
“วาเนสซ่า” นำยูเอสบีหลักฐานว่า “ฟางจ่านเฉิง” ตาบอดมาให้
หลี่โป๋เยี่ยนบอกว่าเลิกพูดถึงเรื่องนี้กัน แล้วว่าจะทำอะไรให้เฉินหยู่ซีทาน แต่เธอว่าจะทำเอง
“เป็นอะไร ยังโกรธผมอยู่อีกเหรอ”
“เปล่าสักหน่อย คุณทำแบบนั้นลงไปก็เพราะว่าเลขาของพวกคุณนี่นา ฉันแค่เป็นห่วง บริษัทของพวกเราตอนนี้กำลังแข่งขันกันอยู่นะ มีผลกับความรู้สึกแล้วก็ความสัมพันธ์ ของพวกเรา”
“ไม่หรอกครับ ทำไมคุณไม่มั่นใจใน ความรักของเราเลยล่ะ”
“ไม่ใช่นะคะ ฉันก็แค่กลัว ถ้ามีเรื่องแบบวันนี้เกิดขึ้นอีกล่ะก็ ระหว่างเราจะเกิดความอึดอัด ดังนั้น ฉันเลยคิดว่า หรือว่าจะ ล้มเลิก”
“คุณคงไม่ได้ อยากจะลาออกหรอกนะ ไม่ได้นะ เอ่อ เอ่อ ผมคิดว่า ถ้าต้องลาออกขอเป็นผมดีกว่า”
“ไม่ได้นะ คุณพยายามขนาดนี้ ทุ่มเทไปขนาดนี้ ไม่ง่ายเลยนะกว่าจะได้มาเป็นผู้ช่วยเลขา มาล้มเลิกแบบนี้ไม่ได้นะคะ”
“คุณก็รักงานของคุณมากไม่ใช่หรือ เด็กโง่คุณคิดว่าผมดูไม่ออกว่า งานนี้ ทำให้คุณรู้สึกมีความภูมิใจหรือ? คุณก็เรียนรู้มามากเหมือนกัน คุณตั้งใจขนาดนี้ ถ้าจะล้มเลิกไปแบบนี้ คุณจะต้องเสียใจมากแน่ๆ ใช่ไหม ดังนั้น ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ผมจะเป็นคนลาออกเอง”
“แต่ว่า”
“ไม่มีคำว่าแต่ ตกลงตามนี้นะ หยู่ซี คุณจำไว้นะ คุณไม่ต้องล้มเลิกอะไรเพื่อผมหรอกนะครับ”
เฉินหยู่ซีเสียงเบา “ขอบคุณนะที่รัก ขอบคุณนะ”
เซี่ยเฟยเฟยเป็นห่วงรีบมาหาฟางจ่านเฉิง ชื่นชมที่ฟางจ่านเฉิงเก่งมาก ถามเสิ่นเวยเหลียนว่ามีสัญญาณลับกับฟางจ่านเฉิงใช่มั้ย
“ที่มีน่ะพี่คุณกับหยู่ซีต่างหาก” เสิ่นเวยเหลียนว่า
“เฉินหยู่ซีอีกแล้ว ฉันไม่ได้ยินชื่อเขาสักวันจะได้ไหมเนี่ย”
“เจ้านาย ฉันกลับมาแล้ว” เฉินหยู่ซีเข้ามา
“คุณเฉินหยู่ซีคะ คุณเป็นผู้ดูแล 24 ชั่วโมงไม่ใช่เหรอ ทำไมออกไปข้างนอกทั้งวันเลยล่ะ” เซี่ยเฟยเฟยต่อว่า
“เจ้านาย ขอโทษค่ะ” เฉินหยู่ซีกล่าว
ฟางจ่านเฉิงแปลกใจ “ทำไมจู่ๆ ก็มาขอโทษล่ะ”
“ฉันมาขอโทษแทนแฟนของฉันน่ะค่ะ คนที่ บอกว่ามีหลักฐาน เรื่องที่ห้างวันนี้น่ะค่ะ เขาชื่อหลี่โป๋เยี่ยน เป็นผู้ช่วยเลขาพิเศษ แล้วก็เป็นแฟนของฉัน”
เซี่ยเฟยเฟยขึ้นทันที “ที่แท้วันนี้ แฟนของคุณเป็นคนก่อเรื่องสินะ ฉันรู้ละ ต้องเป็นคุณแน่ๆ คุณบอกเขาว่าพี่ชายฉันมองไม่เห็นใช่ไหม”
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้บอกว่าเจ้านายมองไม่เห็น แล้วโป๋เยี่ยนก็ไม่รู้เรื่องของเจ้านายด้วย”
“เขาไม่รู้เหรอ? แล้ววันนี้ทำไมเขาถึงทำแบบนั้นล่ะ?”
“เขาบอกว่าเขาทำไป เพราะหัวหน้าของเขาขอร้อง อยากทดสอบว่าเจ้านาย มองไม่เห็นจริงหรือเปล่า”
ฟางจ่านเฉิงเอ่ยถาม “เขาพูดแบบนี้กับคุณเหรอ”
“ค่ะ เจ้านาย ไม่ว่ายังไง ฉันก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้ไม่สบายใจ ขอโทษค่ะ”
“เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับคุณหรอกนะ ไม่ต้องใส่ใจ”
เซี่ยเฟยเฟยไม่ยอม “ทำไมถึงไม่ต้องใส่ใจ เรื่องนี้ต้อง มีคนรับผิดชอบ”
“รับผิดชอบอะไร ครั้งนี้หยู่ซีไม่ได้ทำอะไรผิด”
เซี่ยเฟยเฟยเถียง “ครั้งนี้ไม่ใช่ แล้วครั้งต่อไปล่ะ”
“จะไม่มีครั้งต่อไปค่ะ”
“คุณก็พูดเองเออเอง ทำไมเราต้องเชื่อคุณด้วยล่ะ สองบริษัทนี้ เป็นคู่แข่งกันมาตลอด คุณไม่รู้สึกอึดอัดแปลกๆ เวลาอยู่กับแฟนของคุณเลยเหรอคะ”
“จุดยืนเรื่องงาน ของฉันกับโป๋เยี่ยนต้องรู้สึกอึดอัดอยู่แล้ว แต่ว่าเราก็พยายามทำออกมาให้ชัดเจน”
เซี่ยเฟยเฟยสวน “มีใครที่ทำให้มันชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์เหรอคะ”
“เราจะพยายามค่ะ เพราะเรื่องนี้ เขาถึงกับบอกว่า ถ้ามันจำเป็น เขาจะลาออกเอง”
“ก็ดี งั้นคุณก็บอกให้เขาลาออกซะ”
“คุณพูดแบบไม่ทุกข์ร้อนอะไร” เฉินหยู่ซีเสียงดังขึ้น “คุณรู้ไหมว่าเขาต้องเสียสละมากแค่ไหนถึงจะประสบความสำเร็จถึงทุกวันนี้ ถึงบอกให้เขาล้มเลิกง่ายๆ”
“เฉินหยู่ซี คุณจะเสียงดังทำไม เขาบอกเองว่าจะลาออก งั้นตอนนี้คุณก็บอกมา ว่าคุณจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ยังไง”
ฟางจ่านเฉิงปราม “เฮ้อ เฟยเฟย”
“งั้นฉันลาออก เจ้านาย ขอโทษนะคะ” เฉินหยู่ซีเดินออกไปเลย
เสิ่นเวยเหลียนเรียกเสียงดัง “หยู่ซี!”
ฟางจ่านเฉิงเรียก “หยู่ซี หยู่ซี เวยเหลียน”
เสิ่นเวยเหลียนรีบตามเฉินหยู่ซีออกไป
เซี่ยเฟยเฟยแอบดีใจ “ก็ไม่เลวนะ รู้จักคิดเองได้”
ฟางจ่านเฉิงขึ้นเสียง “เฟยเฟย ทำไมเธอต้องหาเรื่องเฉินหยู่ซีอยู่เรื่อย”
“ฉันไม่ได้หาเรื่องนะ ฉันพูดตามความเป็นจริง”
ฟางจ่านเฉิงสวนทันที “อะไรเรียกว่าความจริง มีอะไรมาพิสูจน์ไหม หรือว่าแค่เธอคิดมันก็เป็นความจริงแล้ว”
“ทำไมพี่ต้องดุด้วยอะ ฉันก็แค่เป็นห่วงพี่”
“เธออย่าคิดว่าจะทำอะไรตามใจชอบก็ได้นะ”
“พี่”
“กลับไป”
“แต่ว่าพี่ก็เห็น”
ฟางจ่านเฉิงสวนตวาด “บอกให้กลับไป!”
เซี่ยเฟยเฟยหน้าเสีย จำต้องกลับไป
เซี่ยเฟยเฟยออกไปแล้วก็ตรงไปที่โบสถ์ ไปนั่งร้องไห้เสียใจ เฉินหยู่อันเห็นก็เข้ามาดูแลยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ เธอร้องไห้คร่ำครวญ เฉินหยู่อันคอยปลอบ
ขณะที่เฉินหยู่ซีเดินมาถึงป้ายรถเมล์แต่รถหมดแล้ว เธอนั่งอยู่ตรงนั้นรู้สึกหนาว บังเอิญมีรถมา เธอจึงได้ขึ้นรถกลับบ้าน ขณะที่ฟางจ่านเฉิงบอกเสิ่นเวยเหลียนว่าให้ปล่อยให้เฉินหยู่ซีกลับไปคิดทบทวนเองก่อน
เฉินหยู่ซีกลับบ้านเล่าให้แม่ฟัง หวางอี้เจินก็ว่าดี มีเฉินหยู่ซีกลับมาอยู่ด้วยจะได้ไม่เหงา เพราะเฉินหยู่อันอยู่แต่ที่โบสถ์ คืนนี้เฉินหยู่ซีนั่งคิดถึงช่วงเวลาที่อยู่กับฟางจ่านเฉิง
วันรุ่งขึ้น วาเนสซ่าก็มาพบฟางจ่านเฉิง บอกว่ามีหลักฐานที่เขาตาบอดในยูเอสบีมาให้
“มีหลักฐานว่าคุณตาบอดจริงฉันเอาให้คุณแล้วกันนะคะ เรื่องนี้เพราะว่าคนของเราเป็นคนก่อเรื่องก่อน ทำให้คุณไม่สบายใจ ฉันขอโทษด้วยจริงๆ”
ฟางจ่านเฉิงว่า “คุณไม่ต้องมาขอโทษผมหรอก”
“คุณไม่รับคำขอโทษของฉัน เพราะว่าคุณไม่เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฉันเหรอคะ”
“ผมเชื่อครับ ว่าเพราะศักดิ์ศรีของคุณ ทำให้บอกไม่ได้ว่าคุณทำเรื่องนี้ แล้วก็ ถ้าหากเป็นคำสั่งของคุณจริงๆ ดูจากนิสัยของคุณแล้ว คุณก็จะทำจนถึงที่สุดแน่ ไม่ปล่อยไว้ครึ่งๆ กลางๆ หรอก”
“ถึงจะอย่างนั้น แต่คุณก็เชื่อเถอะนะคะ ว่าที่ห้องทำงานของคุณวันนั้น ทุกอย่างที่ฉันพูดฉันจริงใจนะคะ ฉันเปลี่ยนไปจากเดิมแล้วจริงๆ ดูสิ”
“แม้คุณจะทำแบบนี้เพื่อพิสูจน์จุดยืนของคุณ ผมก็จะเชื่อ แล้วก็ดีใจแทนด้วย แต่ว่า ทุกอย่างนี้ มันก็เป็นแค่จุดยืนสำหรับเพื่อน ไม่เกี่ยวอะไรกับความรู้สึกของชายหญิง”
“ยังไง ก็เป็นได้แค่เพื่อน” วาเนสซ่าร้องไห้ “คุณไม่ถามฉันเหรอ ว่าทำไมฉันต้องหยุดหลี่โป๋เยี่ยน? ถามฉันสักหน่อยสิ ให้ฉันได้มีโอกาสอธิบายว่า ที่ฉันทำไปทั้งหมด ก็เพราะรักคุณห่วงใยคุณ คุณก็ไม่ยินยอมเหรอ ได้ ไม่เป็นไร คุณบอกแล้วนี่ ว่าฉันจะไม่ทำไรครึ่งๆ กลางๆ ฉันจะรอต่อไป ฉันเชื่อว่าคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าวันไหน ฉันก็จะรอนะ”
วาเนสซ่ากลับไป เสิ่นเวยเหลียนบอกฟางจ่านเฉิงว่า “จ่านเฉิง เมื่อกี้เธอร้องไห้ด้วย”
“ทุกคนจำเป็นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่มีใครมาทำแทนเขาได้”
“ก็ถูก แล้ว จะเอายังไงกับยูเอสบีนี้”
ฟางจ่านเฉิงให้เสิ่นเวยเหลียนเชิญหลี่โป๋เยี่ยนมาพบ
“คุณฟาง หาผมเหรอ”
“คุณส่งสิ่งนั้น ให้คุณหลีข่ายเฉิงหรือยังครับ” ฟางจ่านเฉิงถาม
“เฮอะ ยังครับ แต่ผมจะส่งไปให้เขาแน่”
เสิ่นเวยเหลียนโมโห “หลี่โป๋เยี่ยน คุณนี่มันร้ายกาจจริงๆ เลย หลอกใช้หยู่ซีทำเรื่องเลวๆ แบบนี้”
หลี่โป๋เยี่ยนอึ้งไปนิด “หรือว่า หยู่ซีรู้แล้วเหรอ”
ฟางจ่านเฉิงว่า “เขายังไม่รู้ เรื่องนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ ผมหวังว่าคุณ จะไม่หลอกใช้หยู่ซีอีก แล้วก็ไม่ทำเรื่องอะไรก็ตามที่ทำร้ายเขา”
“ทำไมคุณเป็นห่วงหยู่ซีขนาดนี้เนี่ย อ้อออ หรือว่า”
ฟางจ่านเฉิงสวน “เขาเป็นคนดูแลผม แล้วก็เป็นเพื่อนของผม”
“แค่เพื่อนธรรมดา คุณถึงกับเรียกผมออกมาคุยเป็นพิเศษ ขนาดนี้เลยเหรอ”
“คุณเดินขึ้นมาอีกก้าวหนึ่งได้ไหม ผมมีไรบางอย่างอยากจะคุยกับคุณ”
หลี่โป๋เยี่ยนหัวเราะแล้วเดินมาตรงหน้าฟางจ่านเฉิง ทันใดนั้นฟางจ่านเฉิงชกหลี่โป๋เยี่ยนจนเขาทรุดลง
“โอ๊ย ฟางจ่านเฉิง!” หลี่โป๋เยี่ยนโมโหจะเอาเรื่องแต่เสิ่นเวยเหลียนขวางไว้
“ผมรู้ว่าคุณหลอกใช้หยู่ซี ถ้าคุณไม่อยากสูญเสียเขา และทุกอย่างในตอนนี้ไป ก็จำที่ผมพูดไปให้ดี”
หลี่โป๋เยี่ยนไม่สน “หึ คุณรู้ไหม ว่าคุณกำลังเล่นอยู่กับใคร”
เสิ่นเวยเหลียนสวนว่า “ผมจะบอกให้เรื่องนึงนะ หลังจากที่ผมรู้จักกับจ่านเฉิง ผมก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
หลี่โป๋เยี่ยนแค้นใจทั้งสองมาก
ฟางจ่านเฉิงให้เสิ่นเวยเหลียนพาไปหาที่บ้านเฉินหยู่ซี ขอร้องหวางอี้เจินให้เฉินหยู่ซีกลับไปทำงาน เฉินหยู่ซีตื่นมางัวเงียแปรงฟันเดินมาเห็นฟางจ่านเฉิงก็ตกใจ เสิ่นเวยเหลียนทักเธอ เธอรีบวิ่งกลับไปห้องน้ำ
“พระเจ้าช่วย ทำไมจู่ๆ เจ้านายก็มาล่ะ มาตอนที่กำลังแปรงฟันอยู่ด้วย เฮ้อ น่าอายชะมัด ภาพลักษณ์ของฉันไม่เหลืออีกแล้ว เจ้านายตาบอดนี่นา แล้วฉันกังวลทำไม แต่ก็น่าอายอยู่ดี” เฉินหยู่ซีรีบล้างหน้าแต่งตัว
เฉินหยู่ซีนั่งหน้าจักรยานโดนที่ฟางจ่านเฉิงเป็นคนปั่นขึ้นไปบนเนินเขา
“เจ้านาย คุณยังไหวใช่ไหม เหนื่อยหรือเปล่า ให้ฉันช่วยไหมคะ”
“ไม่ต้อง คุณควบคุมทิศทางก็พอแล้ว”
ทั้งสองนั่งคุยกัน เฉินหยู่ซีว่า “เจ้านาย ทำไมคุณไม่ให้ฉันปั่นล่ะ จักรยานนี่ต้องให้สองคนร่วมแรงร่วมใจปั่นไปด้วยกัน คุณปั่นอยู่คนเดียวแบบนี้ คงเหนื่อยมาก”
“เพราะว่ารู้ไง เลยอยากเอาความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเองคนเดียว จะได้ออกแรงมากๆ ทำไมถึงอยากทำแทนคนอื่นล่ะ ทุกคนล้วนมีทางเลือกเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องใช้เวลา และความรับผิดชอบต่อทางเลือกของเรา แต่ว่าคุณไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น เรื่องทั้งหมดนั้นไม่ใช่ความรับผิดชอบของคุณ กลับมาทำงานเถอะ”
“เจ้านาย ฉันกังวลว่า”
“กังวล ว่าจะทำให้ฉันทุกข์ใจใช่ไหม”
“คุณรู้ได้ยังไง”
“คุณไม่ทำให้ผมทุกข์ใจหรอก”
“แต่ฉันเองก็ไม่แน่ใจ แล้วคุณมั่นใจมาจากไหน ว่าฉันจะไม่ทำให้คุณทุกข์ใจ”
“คุณคิดว่า คนที่อยากจะช่วยผม เลยโดดลงทะเลไปแบบไม่คิดชีวิต ไม่มีค่าพอให้เชื่อมั่นเลยเหรอ ถ้าเพิ่มไปอีกว่า อยากจะดูแลผมตลอดเวลา ผู้ดูแลคนนี้เลยไปนอนที่กำแพงทั้งคืน นั่นก็เพียงพอแล้วใช่ไหมล่ะ”
“แต่ว่า”
ฟางจ่านเฉิงสวน “หยู่ซี ผมต้องการคุณ”
(จบตอน11)



