บันเทิง

รักครั้งใหม่ หัวใจอลเวง Someone Like You 10

รักครั้งใหม่ หัวใจอลเวง Someone Like You 10

10 มิ.ย. 2559

“เฉินหยู่ซี” ดีใจมาก “ฟางจ่านเฉิง” ให้ “เสิ่นเวยเหลียน” ซื้อสายไหมมาให้


ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 น. / 01.00 น. ทางช่อง NOW26

    หวางอี้เจินทำอาหารเสร็จ ทุกคนรับประทานกันเสร็จ ก็ชื่นชมว่าอร่อยมาก ถึงเวลากลับหวางอี้เจินเชิญมาใหม่เมื่อมีโอกาส
    เฉินหยู่ซีขอลาไปหาหลี่โป๋เยี่ยน ขอให้เสิ่นเวยเหลียนไปส่งฟางจ่านเฉิงที
    ที่ห้องหลี่โป๋เยี่ยน เขากำลังนั่งดูคลิปที่ไปหาฟางจ่านเฉิน เฉินหยู่ซีก็มาเคาะห้องเรียก เขาลุกมาเปิด เฉินหยู่ซีนำอาหารมาให้ แต่เขาบอกว่าอิ่มแล้ว
    “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเอาไปแช่ไว้ แช่เก็บไว้กินวันพรุ่งนี้ เก็บไว้ในตู้เย็น ผลไม้ไว้ตรงนี้ ที่รักตอนที่คุณจะกิน เอาไปเวฟให้ร้อนก่อนแล้วค่อยกินนะ บางอย่างเก็บได้ไม่นาน คุณก็รีบกินก่อนนะ  ฉันเขียนไว้ให้มั้ย คุณจะได้ไม่ลืม ต้มผักกาดจะเสียง่ายกินต้มผักกาดก่อน ที่รัก พวกเราไม่เจอกันนานเลย อาทิตย์นี้พวกเราไปดูหนังกันมั้ย ไปดูวันเสาร์หรืออาทิตย์ ฉันจะล็อควันหยุด”
    “อ่อ งั้นก็วันอาทิตย์ละกัน วันเสาร์ผมไปฟิตเนส”
    “โอเค งั้นวันอาทิตย์ วันอาทิตย์ไปเดทกับที่รัก โอ้ เวลาผ่านไปไวมาก ใกล้จะถึงวันครบรอบของเราแล้วนะ”
    “เห้อ เรื่องตั้งนานมาแล้ว ทำไมจำได้แม่นขนาดนั้น”
    “ต้องจำได้สิ ไม่ใช่แค่เจอกันครั้งแรก จับมือครั้งแรก กอดกันครั้งแรก วันเกิดคุณ ให้ดอกไม้ฉันครั้งแรก เราผ่านครบรอบมาด้วยกัน ยังไงวันที่เกี่ยวข้องกับเรา ฉันต้องจำมันได้แม่นยำแน่นอน”
    สักพักก็มีโทรศัพท์มาถามหลี่โป๋เยี่ยนว่าจะประชุมเสาร์หรืออาทิตย์ เขาเลือกวันอาทิตย์ แล้วบอกเฉินหยู่ซีว่านัดครูฟิตเนสยาก เฉินหยู่ซีว่าไม่เป็นไรแล้วก็ขอตัวกลับ หลี่โป๋เยี่ยนจะมาส่งก็บอกว่าไม่ต้องให้เขากลับไปทำงานดีกว่า
    กลับถึงบ้านฟางจ่านเฉิง เฉินหยู่ซีเข้ามาฟางจ่านเฉิงก็รู้สึกได้
    “กลับมาทำไมไม่บอก ทำไม แฟนของคุณ ทำอะไรให้ไม่พอใจ”
    “เปล่าค่ะ ดีทุกอย่างเลย ดีมากเลย”
    ฟางจ่านเฉิงไม่อยากเชื่อ “งั้นเหรอ”
    “ใช่ค่ะ เขากินของที่ฉันเอาไป จนหมดเลย ยังบ่นว่าไม่พอกิน ครั้งหน้าให้เอามามากกว่านี้ เขาบอกว่า วันหยุดนี้จะพาฉันไปเดทที่ร้านอาหารที่เคยไป รำลึกถึงสมัยก่อน เขายังบอก พูดว่า”
    “เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว ผมได้ยินแต่ความทุกข์ คุณไม่ต้องโกหกต่อหน้าผมหรอก”
    “เจ้านาย คุณมองไม่เห็นจริงๆ เหรอ”
    “ใช่ ผมมองไม่เห็น แต่ที่ผมได้ยิน คือความอวดดี”
    “แล้วทำไมคิดว่า คุณจะรู้จักฉันดีกว่าแฟนฉัน เจ้านาย คุณคิดว่าฟิสเนตสำคัญกว่าฉันมั้ย”
    “หมายความว่าไง”
    เฉินหยู่ซีเสียใจ “ตอนแรกเรานัดกันแล้ว วันอาทิตย์นี้จะไปดูหนังกัน ออฟฟิศเขาก็โทรมาว่า วันเสาร์กับวันอาทิตย์ เลือกประชุมมาหนึ่งวัน เขาเลือกวันเสาร์ได้อยู่แล้ว แต่กลับเลือกวันอาทิตย์ หรือว่าฟิตเนสสำคัญกว่าฉันงั้นหรอ ฉันให้แฟนของฉันเป็นที่หนึ่งมาตลอด แต่ว่าในใจเขา นอกจากเรื่องงาน ยังมีครูฟิตเนสอีก ฉันสู้ไม่ได้เลย”
    “ผมขอหินก้อนหนึ่ง” เฉินหยู่ซีงง “เอามา”
    ฟางจ่านเฉิงนำก้อนหินไปปาลงสระน้ำ “ได้ยินอะไรมั้ย”
    “เสียงดังต๋อม”
    “จากนั้นล่ะ”
    “หินจมลงไปในน้ำ”
    “คุณรู้มั้ย ใจของแฟนคุณ ก็เหมือนสระน้ำนี้ และความรู้สึกคุณ ก็เหมือนหินที่จมลงไปในน้ำ มีแค่เสียงดังต๋อม ทำให้น้ำเกิดคลื่นชั่วคราว แล้วจมลงสู้ก้นสระ ไม่มีอะไรเลย”
    “ไม่ใช่ซะหน่อย ก้อนหิน อยู่ในน้ำ ก็ยังอยู่ในน้ำ หล่นไปเยอะก็ยิ่งมีเยอะ ก็เหมือนกับความรู้สึก ยิ่งทุ่มเทมาก ใจของเขาก็ต้องเหนื่อยมาก นั่นมัน ก็ใช่”
    “ความรู้สึก ต้องดูแลกันทั้งสองฝ่าย คนสองคน ต้องยืนอยู่เสมอกัน ช่วยกันปรับ ช่วยกันแก้ ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่ง ทุ่มเทเหมือนหิน แต่อีกฝ่าย กลับเป็นแค่รอรับการกระทำเหมือนน้ำ”
    “ฉันเชื่อว่า แฟนของฉันก็เป็นก้อนหิน แค่ตอนนี้ เปลี่ยนเป็นน้ำชั่วคราว”
    เฉินหยู่ซีเอ่ยว่า “ถ้าตอนนี้มีขนมสายไหมก็คงดี ฉันอยากกิน”
    ฟางจ่านเฉิงตัดบท “เอาล่ะ พรุ่งนี้ผมต้องเข้าบริษัท”
    “ห๊ะ พรุ่งนี้ อาทิตย์หนึ่ง เข้าบริษัทแค่วันเดียวนี่หน่า”
    “เกิดเรื่องนิดหน่อย ผมต้องไปจัดการ” เฉินหยู่ซีทำหน้าเข้าใจ
    เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินหยู่ซีนั่งอ่านงานกับฟางจ่านเฉิงก็ตื่นเต้นที่เห็นขนมสายไหม เสิ่นเวยเหลียนยื่นให้
    “ว้าว ขนมสายไหม ทำไมถึงมีล่ะ”
    เสิ่นเวยเหลียนว่า “ถามเจ้านายคุณ เขาบอกให้ผมไปซื้อไอ้นี้ตั้งแต่เช้า”
    เฉินหยู่ซีอึ้ง “เจ้านาย”
    ฟางจ่านเฉิงว่า “เห็นว่านอนดึก คิดว่าคงมีประโยชน์”
    “มี มีประโยชน์แน่นอน เดี๋ยวนี้สายไหมหาซื้อยากมาก ตลาดนัดหายากมากเลยนะ ขอบคุณเจ้านาย” เฉินหยู่ซีปลื้มฟางจ่านเฉิงมาก
    เสิ่นเวยเหลียนทำเสียง “เอ้ยๆๆ นี่ผมไปซื้อนะ”
    เฉินหยู่ซีนึกได้ “อ้อ ใช่”
    เสิ่นเวยเหลียนว่า “ทั้งสอง ยังไงผมก็เป็นกรรมการบริษัทนะครับ พวกคุณทำให้ผมเป็น เด็กส่งของ”
    เฉินหยู่ซีทำเสียงหวาน “ขอบคุณพี่เวยเหลียน แบ่งกันค่ะ”
    ฟางจ่านเฉิงตัดบท “เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว เธอมีห้านาที”
    เฉินหยู่ซีงง “ค่ะ”
    เสิ่นเวยเหลียนว่า “เฉินหยู่ซี ตอนประมาณสิบโมง จ่านเฉิงมีปะชุมกับฝ่ายการตลาด คุณเตรียมตัวด้วย”
    “ค่ะ”
    “งั้น ผมกลับไปทำงานก่อน”
    “ขอบคุณพี่เวยเหลียน”
    “ไม่ต้อง”
    ฟางจ่านเฉิงถามย้ำ “เหลือกี่นาที” เฉินหยู่ซีอึ้น “ผมถามว่าเหลือกี่นาที”
    “คุณจับเวลาจริงเหรอ”
    “แน่นอน”
    “ยังเหลือห้านาที”
    “ได้ งั้นห้านาที”
    “อื้ม ให้ใช้มาสคอตเป็นศูนย์กลางของ DM วิสัยทัศน์สำคัญของ DP รวมทั้งแนวคิดหลักของงาน นอกนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสินค้า รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ขวดน้ำ กระเป๋าทันสมัย กลุ่มแก้วจาน”
    ฟางจ่านเฉิงนั่งฟังรายงานจากที่เฉินหยู่ซีอ่านให้ฟัง เฉินหยู่ซีอดถามไม่ได้ว่า
    “เจ้านาย คุณทนได้ยังไง”
    “อะไร”
    “ฟังรายงานเยอะแยะ ประชุมอีก ไม่มีปัญหาเลย จำได้หมดมั้ย จริงๆ ไม่เป็นไรนะคุณจะลืมสักเรื่องสองเรื่อง ก็ไม่ขายหน้าหรอก”
    “ต้องมีเทคนิค ตอนฟังรายงานก็จับจุดสำคัญ จำได้เร็ว”
    “คุณบอกว่าฟังจบก็ท่องได้เลยเหรอ ไม่ตกหล่นสักคำเลยนะ”
    “แน่นอนว่าไม่ตกหล่น”
    “โว้ พระเจ้า สุดยอดไปเลย เจ้านายฉันนับถือคุณเลย”
    “ผมก็แค่ทำงานของผม”
    “ดังนั้น ห้างนี้ก็มีความสำคัญกับคุณสิคะ”
    ฟางจ่านเฉิงคิดถึงตอนที่ตัวเองเสียเหลียงลั่วหานไปใหม่ๆ แล้วไม่ยอมทำงานเลย เสิ่นเวยเหลียนต้องมาอ้อนวอนขอร้องให้ช่วย
    ฟางจ่านเฉิงเอ่ยบอกเฉินหยู่ซีว่า “ผมรับปากเขา ผมรับปากเขา ผมต้องทำได้ ผมต้องทำมันให้ได้”
    “เจ้านาย คุณไม่เป็นไรนะ”
    “ไม่เป็นไร คุณเพิ่งถามผม ห้างนี้สำคัญกับผมมากมั้ย ใช่มั้ย ตอนนี้เรื่องนี้สำคัญที่สุดในชีวิตผม พักพอหรือยัง”
    “พอแล้ว พวกเราเริ่มกันได้ สินค้าเราเข้าแผนกจำหน่ายแล้ว ตอนนี้ชั้นแรกมีตู้โชว์ สินค้าถูกจัดไว้บนเค้าเตอร์ สินค้าถูกจัดแล้วเรียบร้อย ชั้นสองแผนกสินค้าสตรีวางกฎไว้เข้มงวด”
    เสิ่นเวยเหลียนตามมาได้ยินก็ชม เฉินหยู่ซีว่าลืมของขอไปเอาก่อน ฟางจ่านเฉิงว่าจะไปรอที่รถ
    เสิ่นเวยเหลียนพาฟางจ่านเฉิงไป “ไปเถอะ ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ชินกับงานนี้”
    ฟางจ่านเฉิงว่า “เขาพยายามอยู่”
    เสิ่นเวยเหลียนพาฟางจ่านเฉิงลงบันไดเลื่อนมา ทันใดนั้นเสิ่นเวยเหลียนก็ตกใจที่เห็นนักข่าวดักรอ
    “ก็ใช่ ทำไมเป็นแบบนี้” 
    ฟางจ่านเฉิงถาม “อะไร”
    “นักข่าวมาเต็มเลย”
    ฟางจ่านเฉิงรีบเตือน “ใจเย็นก่อน ไม่ต้องลน”
    นักข่าวกรูกันเข้ามาถามฟางจ่านเฉิงว่าสรุปตาบอดจริงมั้ย เสิ่นเวยเหลียนพยายามห้ามปราม
    “เอาล่ะ คำถามคุณ ขอทีละคำถามได้มั้ยครับ ใจเย็นๆ เอาล่ะ นักข่าวเฉินคุณก่อน”
    นักข่าวเฉินว่า “ครั้งที่แล้วที่บอกนักข่าว คุณอยากจะปิดว่าคุณมองไม่เห็นใช่มั้ย ไม่มีหลักฐานด้วย”
    เสิ่นเวยเหลียนแก้ “ไม่มีเรื่องแบบนี้ นักข่าวเฉิน ไปฟังมาจากไหน”
    “ผมแค่ถามรองฟางคนเดียวได้มั้ย รองฟาง บอกมานี่เท่าไหร่” 
    เฉินหยู่ซีเข้ามาเห็นก็ทำเป็นทัก “เจ้านาย ขายโต๊ะไม้สนไปยัง”
    “ทางซ้ายของคุณคือโต๊ะไม้สนหกฟุตหก”
    “เขายังมองเห็นนี่ เขายังมองเห็น ทำไมยังมองเห็น”
    “นักข่าวเฉิน คุณเหมือนเป็นผู้จัดการของพวกเรา มีอะไรอีกมั้ย”
    “ไม่มีแล้ว ก็แค่สนใจนิดหน่อย”
    “เอาล่ะ ขอบคุณนะครับ ไม่มีคำถามอื่นแล้วนะ”
    หลี่โป๋เยี่ยนแสดงตัว “แบบนั้นใครก็ทายได้”
    “ผู้ช่วยรองผู้จัดการเกาเติงนี่” นักข่าวทัก
    เสิ่นเวยเหลียนอึ้งไป “ผู้ช่วยเกาเติง”
    เฉินหยู่ซีเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเธอมองอย่างอึ้งไป
    “โชคดีจังเลย รองฟาง นักข่าวทุกท่านครับ ผมมีหลักฐานที่เขาตาบอด”
    “หลักฐานอะไร คุณแสดงให้เราเห็นหน่อย หลักฐานอะไร แสดงให้ดูหน่อย ขอดูหลักฐานได้มั้ย คือหลักฐานอะไร หลักฐานอะไร ขอเราดูได้มั้ย”
    “ผมมีหลักฐานที่เขาตาบอด”
    “หลักฐานอะไร คุณแสดงให้เราเห็นหน่อย หลักฐานอะไร แสดงให้ดูหน่อย ขอดูหลักฐานได้มั้ย คือหลักฐานอะไร ขอเราดูได้มั้ย”
    “นี่ก็คือ” หลี่โป๋เยี่ยนกำลังจะให้ทุกคนดูคลิป วาเนสซ่าก็แสดงตัวคว้าไทม์ไดร์ฟไปก่อนที่เขาจะยื่นให้นักข่าว
    เสิ่นเวยเหลียนกระซิบบอกฟางจ่านเฉิง “วาเนสซ่ามาครับ”
    “อ้าว รองผู้จัดการเกาเติงมาทำไม” นักข่าวถาม
    หลี่โป๋เยี่ยนอึ้งเช่นกัน “รองผู้จัดการ”
    “นักข่าวทุกท่านคะ ขอโทษจริงๆ นะคะ พวกคุณก็รู้การบริหารของเกาเติงนั่นต้องแข่งขันอย่างยุติธรรม ดังนั้นขอโทษด้วยนะคะ เรื่องวันนี้คือเข้าใจผิด”
    “เข้าใจผิด ดังนั้นคุณหมายความว่ารองฟางไม่ได้ตาบอด คนของคุณปล่อยข่าวลืองั้นเหรอ”
    “ขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เป็นเพราะฉันดูแลไม่ดีเอง ทำให้เขาทำพฤติกรรมลดศักดิ์ศรีแบบนี้ ทำให้รองฟางลำบากใจ”
    “คุณมั่นใจว่ารองฟางไม่ได้ตาบอดใช่มั้ย”
    “ก่อนหน้านี้เราเจอกันหลายครั้ง ถ้าตาบอดจริง ฉันจะต้องรู้แล้ว”
    “งั้นการใส่ร้ายรองฟางครั้งนี้ คุณจะจัดการอย่างไร”
    “แน่นอนว่าพวกเราต้องขอโทษรองฟางค่ะ นอกจากนี้ ในบริษัทเราจะลงโทษคนของเรา”
    “ดูเหมือนว่าข่าวลือที่ทั้งสองบริษัทไม่ถูกกัน ทำไมถึงล้างมลทินให้เขา อธิบายได้มั้ย”
    “อธิบายหน่อยค่ะ อธิบายได้มั้ยคะ”
    “ทั้งหมดนี้คือข่าวลือ นักข่าวทุกท่านก็รู้ว่าการบริหารของเกาเติงต้องแข่งขันอย่างยุติธรรม ต้องไม่มีพฤติกรรมที่เลวร้าย”
    เมื่อกลับถึงที่ทำงาน วาเนสซ่าโกรธมาอยากต่อว่าหลี่โป๋เยี่ยนมาก
    “ทำไมคุณทำแบบนี้”
    “ผมคิดว่าคุณอยากให้ทำ”
    วาเนสซ่าอึ้ง “ฉัน”
    “ผมจำมาตลอด หลังจากที่เราแยกกันที่ห้องของฟางจ่านเฉิง สิ่งที่คุณพูด”
    “ฉันต้องทำให้เขาเสียใจ ฉันต้องทำแน่นอน ช่างเรื่องที่ฉันเคยพูด คุณก็ไม่ควรทำแบบนั้น”
    “แต่ผมมั่นใจมากว่าสิ่งที่ผมทำมีประโยชน์กับบริษัท”
    “ฉันบอกแล้วนี่ ฉันต้องแข่งอย่างยุติธรรม ไม่ใช่วิธีแบบนี้ หลี่โป๋เยี่ยน อย่าลืมว่าคุณเป็นแค่ผู้ช่วย ไม่มีอำนาจวางแผน”
    “ครับ รองผู้จัดการ”
    “วันหลังก่อนที่จะทำเรื่องอะไร ต้องบอกฉัน ไม่ใช่ทำตามใจ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับฟางจ่านเฉิง”
    “ครับ รองผู้จัดการ”
    ทางด้านฟางจ่านเฉิงถึงบ้าน แม่เขาก็โทรมาถามข่าวคราว ฟางจ่านเฉิงคุยโทรศัพท์กับแม่ พอวางสาย เสิ่นเวยเหลียนก็ระบายด้วยความโมโห
    “เห้ย แกคิดว่านักข่าวที่มาทำเรื่องนั้น เพื่อสร้างสถานการณ์หรือว่ามีหลักฐาน วาเนสซ่าเป็นคนรักแบบไหน ถึงจะโดนแกปฏิเสธรัก ก็ไม่ควรทำเรื่องแบบนี้”
    “เจ้านาย ฉันมีธุระด่วนค่ะ” เฉินหยู่ซีเข้ามาบอกแล้วรีบออกไปเลย ทั้งฟางจ่านเฉิงและเสิ่นเวยเหลียนพากันงง
    เสิ่นเวยเหลียนคุยต่อ “แกคิดว่าวาเนสซ่าจริงๆ แล้วรู้เรื่องที่แกตาบอดมั้ย”
    “รู้แน่นอน”
    “จริงหรือหลอก ทำไมคิดแบบนั้น”
    “ครั้งที่แล้วมีคนมาบอกว่าส่งของผิด เสียงของนั้น ก็คือหลี่โป๋เยี่ยน”
    “ดังนั้น พวกเขาก็รู้ พวกเขาต้องรู้แน่ๆ แล้วทำไมวาเนสซ่าต้องมาขวางเขา”
    “ฉันเชื่อว่า วาเนสซ่าต้องรีบมาที่นี่มาบอกเรา”
    เสิ่นเวยเหลียนไม่เชื่อ “วาเนสซ่ามานี่จริงๆ หรอ”
    เฉินหยู่ซีรีบตามมาหาหลี่โป๋เยี่ยนที่ห้องพักของเขา
    “หยู่ซี ทำไมจู่ๆ ก็มา”
    “วันนี้ทำไมจู่ๆ คุณถึงไปที่ห้างไจแอนท์ แล้วยังพูดกับนักข่าวแบบนั้น ทำไมทำแบบนั้นบอกมาสิ”
    “เข้ามาคุยกันข้างในสิ” หลี่โป๋เยี่ยนอ้างว่า “เพราะรองผู้จัดการผมอยากให้ทำแบบนี้”
    “รองผู้จัดการ”
    “เรื่องที่เกิดวันนี้ เป็นแผนของเขาทั้งหมด รวมทั้งนักข่าว ผมก็แค่ปฏิบัติตามคำสั่ง”
    “ตอนนั้นคุณบอกว่ามีหลักฐานที่เจ้านายฉันตาบอด”
    “นั่นของปลอม ผมไม่มีหลักฐาน แค่สร้างสถานการณ์ แค่อยากหยั่งเชิงดูเท่านั้น”
    “จริงหรอ แค่หยั่งเชิงจริงๆ เหรอ”
    “จริงแน่นอน คุณจะตื่นเต้นทำไม หรือว่าเจ้านายคุณตาบอดจริง”
    “เป็นไปไม่ได้ เจ้านายฉันปกติดี แต่ฉันจะตื่นเต้นทำไม ไม่สิ ที่รัก ถ้ารองผู้จัดการเป็นคนทำ แล้วทำไมเขาต้องมาขัดขวาง”
    “เอิ่ม อาจจะเพราะว่า เขากลัวว่าถ้าฟางจ่านเฉิงรู้ จะไม่ให้อภัยเขา”
    “หมายความว่าไง”
    “จริงๆ แล้ว รองผู้จัดการชอบเจ้านายคุณมาตลอด” เฉินหยู่ซีฟังแล้วอึ้งไป

(จบตอน10)