
รักครั้งใหม่ หัวใจอลเวง Someone Like You 9
“เฉินหยู่ซี” หาเครื่องติดตามมาให้ “ฟางจ่านเฉิง”
ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 น. / 01.00 น. ทางช่อง NOW26
หวางอี้เจินเล่าความหลังด้วยสีหน้าเศร้าให้ฟางจ่านเฉิงกับเสิ่นเวยเหลียนฟัง
“เมื่อตอนที่ฉันยังสาวๆ เคยป่วยหนักมาก จนฉันไม่สามารถมีลูกได้ แต่ว่าฉันกับสามีน่ะรักเด็กมากๆ ทั้งคู่พวกเราก็เลยไปรับพวกเขาพี่น้องมาเลี้ยง แต่พวกคุณจะเข้าใจฉันมั้ย ฉันน่ะรู้สึกหวาดกลัวอยู่ตลอด กลัวว่าจะมีสักวันนึงพ่อแม่แท้ๆ ของพวกเขาจะมาพาตัวกลับไป คุณฟางคะฉันขอฝากคุณด้วยนะคะ ถ้าหากมีสักวันนึงที่คุณหาพ่อแม่ของเด็กสองคนนั้นเจอ คุณช่วยมาบอกฉันก่อนได้มั้ย เพราะฉันอยากจะบอกหยู่ซีด้วยตัวเอง”
“ผมเข้าใจ”
หวางอี้เจินสะอื้น “ขอบคุณมากค่ะ รบกวนคนของคุณไปส่งฉันก่อนได้มั้ย”
ฟางจ่านเฉิงให้เสิ่นเวยเหลียนบอกคนขับรถไปส่ง
“ลั่วหาน ผมทำอะไรผิดไปรึเปล่า ไม่คิดเลยว่าลั่วหานกับหยู่ซีจะเป็นฝาแฝดกันจริงๆ”
เสิ่นเวยเหลียนว่า “คิดไม่ถึงเลยว่า ยังหาพ่อแม่ของลั่วหานไม่พบแต่กลับมาเจอน้องสาวเธอแทน”
ฟางจ่านเฉิงยินดี “ถ้าหากลั่วหานรู้ล่ะก็ จะต้องดีใจแน่”
“อืม ใช่”
“เวยเหลียนลั่วหานกับหยู่ซีหน้าตาเหมือนกันจริงๆ ใช่มั้ย”
“เหมือนกันเป๊ะเลยเรื่องนี้น่ะ ใครมาพูดก็ไม่ชัดหรอกฉันว่านายมาเห็นด้วยตาตัวเองจะดีกว่า”
เซี่ยเฉียนจิ้นกับหยางอี๋หมิ่นมาหาฟางจ่านเฉิง ทั้งสองชวนเฉินหยู่ซีคุยด้วย
เซี่ยเฉียนจิ้นคุยกับเฉินหยู่ซีว่า “ฉันว่า คนเราเจอกันก็เพราะพรหมลิขิตชี้นำเธอดูสิ วันนี้เธอได้มาดูแลจ่านเฉิง นี่จะไม่นับว่าเพราะมีพรหมลิขิตร่วมกันเหรอ แต่หยู่ซีฉันอยากรู้ว่าเธอรู้สึกยังไงกับจ่านเฉิงของเรากันแน่”
เฉินหยู่ซีครุ่นคิด “บอสเหรอคะ เขาน่ะเป็นคนที่นิสัยประหลาด ข้อแม้เยอะมากอ่อนไหว อยู่ด้วยยากนะโมโหง่ายมาก คุยด้วยก็ยาก ถ้าจะให้หาคำซักคำมาบรรยายล่ะก็คงเป็น มอร์เตอร์ไซด์”
เฉินหยู่ซีอ้ำอึ้ง “เอ่อ...คือเป็นช่วงที่ปรับตัวเข้าหากัน ตอนนี้พวกเราเข้ากันได้ดีมากๆ แถมฉันยังรู้ว่าเขาช่างใส่ใจ แล้วก็ละเอียดอ่อน ที่เขาเรียกกันว่าอะไรนั่นนะ มาดแมนอ่อนโยน”
เซี่ยเฉียนจิ้นรู้สึกโดนใจ “ใช่แล้ว ที่เธอว่ามาไม่ผิดซักนิด ฉันถึงได้บอกว่า เธอกับคนดูแลก่อนหน้านี้ไม่เหมือนกันเลยซักนิดเดียว เธอน่ะรับรู้มองเห็นข้อดีของจ่านเฉิงได้ชัดเจนจริงๆ เธออย่าคิดว่าปกติเขาน่ะ ภายนอกดูเย็นชา แต่ที่จริงแล้วเป็นคนอบอุ่นนะ ใครที่เป็นคนสำคัญของเขา จะยิ่งใส่ใจ”
หยางอี๋หมิ่นเสริมมาว่า “จริงนะ เขาละเอียดอ่อนจริงๆ”
ฟางจ่านเฉิงนิ่งไป “แม่ อาครับทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา”
เซี่ยเฉียนจิ้นเขิน “แหม ก็แค่พูดคุยเรื่อยเปื่อย นี่ก็อยากให้หยู่ซีเข้าใจเธอมากขึ้นนะ”
หยางอี๋หมิ่นเห็นพ้อง “ใช่แล้ว”
“ที่รัก เมื่อกี้..เนี่ย คุยกันถึงไหนแล้วนะ”
“เรื่องงาน งานของจ่านเฉิงน่ะ”
เซี่ยเฉียนจิ้นเอ่ยต่อ “อ้อ เรื่องงาน ใช่ เธอเองก็รู้จ่านเฉิงต้องบริหารห้างสรรพสินค้า เพราะฉะนั้นเขาจะจำอะไรได้แม่นมาก ตัวอย่างเช่นวันเกิดของแฟนอะไรแบบนี้ ครบรอบกี่ปี หรือว่าวันที่ตกลงคบกันเป็นแฟน ตัวเลขพวกนี้เขาไม่มีทางลืมแน่ พอพูดแบบนี้แล้วจะว่าไปเขาเนี่ยก็เป็นแฟนที่ละเอียดมากจริงๆ”
เฉินหยู่ซีงุนงง “คุณอาเซี่ยทำไมถึงพูดเรื่องพวกนี้กับหนูล่ะคะ ไม่ใช่ว่าจะจับคู่ให้หนูกับบอสหรอกนะ” เฉินหยู่ซีพูดติดตลก
เซี่ยเฉียนจิ้นอ้ำอึ้ง “เอ่อ..ชัดขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ชัดเจนมากค่ะแต่หนูน่ะมีแฟนแล้วค่ะ แถมพวกเราก็รักกันดี เอ่อคือ หนูเพิ่งคิดได้ว่ายังไม่ได้กวาดใบไม้ข้างนอก ขอตัวก่อน คุยกันตามสบายนะคะ”
ฟางจ่านเฉิงก็แปลกใจ “แม่ อาครับจะพูดเรื่องพวกนี้ทำไมกันครับ”
ทั้งสองรีบบอกว่าไม่พูดแล้ว
จากนั้นเฉินหยู่ซีก็คิดวิธีใหม่ ไปหาเครื่องติดตามมาให้ฟางจ่านเฉิงไว้ บอกว่ามีอะไรก็ให้เรียกเธอแล้วกัน บังเอิญฟางจ่านเฉิงจะอาบน้ำแล้วไปโดนเครื่องติดตาม เฉินหยู่ซีรีบมาและเห็นฟางจ่านเฉิงกำลังอาบน้ำเข้าก็ตกใจเขินอาย
“พระเจ้า นี่มันอะไรกัน ฉันตาฝาดไปรึเปล่าเนี่ย เห็นกันจะๆ เลยที่บอสเรียกฉันมาคงไม่ได้เรียกมาดูเขาอาบน้ำหรอกนะ เขาจะรู้ตัวมั้ยนะต้องทดสอบซะหน่อยแล้วลองดูดีกว่า ทำไมถึงร้อนจัง ไม่นะเฉินหยู่ซีไม่ได้เด็ดขาด ที่นี่อยู่นานไม่ได้อยู่นานไม่ได้ ไม่ได้ไม่ได้ น่าอายชะมัดเลยนี่ฉัน แอบนอกใจคุณรึเปล่าเนี่ย ฉันไม่ได้ทำอะไรนะที่รัก ที่รัก ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ บอสกดเรียกตัวฉัน ฉันนึกว่าเขามีเรื่องอะไรใครจะไปรู้ ฉัน...ฉันมองแค่แวบเดียวนะก็ได้ ไม่ใช่แวบเดียวแต่หลายแวบเลยล่ะ แต่ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ คุณอย่าโกรธเลยนะคะอย่าโกรธฉันเลยนะ ที่รักเวลาไปเข้าฟิตเนสกล้ามเนี่ย น่าจะฟิตเปรี๊ยะกว่าบอสอีกนะ คงจะอร่อยน่าดูเลยเฉินหยู่ซี ยัยคนลามกมัวแต่คิดบ้าบออะไรอยู่”
ที่โบสถ์ เซี่ยเฟยเฟยเข้าห้องสารภาพบาป ด้วยความรีบร้อนจึงพูดว่า
“ขอพระเป็นเจ้าโปรดดลใจให้เจ้าสำนึกอย่างแท้จริง รับผิดอย่างซื่อสัตย์”
เฉินหยู่อันซึ่งอยู่ในห้องบาทหลวงเอ่ยว่า “คุณครับ ประโยคนี้ควรให้ผมพูดไม่ใช่เหรอ”
เซี่ยเฟยเฟยหงุดหงิด “ช่างมันเถอะน่า ฉันรีบน่ะ ตอนนี้บ้านฉันถูกนังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์บังตาเอาไว้ ผู้หญิงคนนั้นหน้าไหว้หลังหลอก เข้ามาซื้อใจทุกคน พ่อฉันเห็นเธอเพอร์เฟ็คไปหมด คิดจะจับคู่ให้เธอกับพี่ชายฉัน มันเลวร้ายมากที่แม้แต่แม่ก็ไม่คัดค้าน อยากขอให้พระเจ้าช่วยฉันจัดการผู้หญิงคนนั้นด้วย” เซี่ยเฟยเฟยวิงวอน
เฉินหยู่อันตกใจ “จัดการ ขออภัยรู้มั้ยห้องสารภาพบาปมีไว้ทำไม”
“ฉันกำลังสารภาพอยู่นี่ไงล่ะ เอาน่า ฉันไม่สนหรอกเอาเป็นว่าขอให้ผู้หญิงคนนั้นรีบๆ ไปซะให้พ้น แบบนี้ฉันกับพี่ชายถึงมีโอกาสอยู่ด้วยกัน”
เฉินหยู่อันงุนงง “แต่พวกคุณเป็นพี่น้องกันหนิ”
เซี่ยเฟยเฟยดึงดัน “ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันซักหน่อย ไม่งั้นต้องให้พ่อแม่หย่ากันยังไงพวกท่านก็อายุมากแล้ว ไม่เห็นต้องมีทะเบียนสมรส”
“คุณครับผมว่าคุณสงบสติอารมณ์ก่อนดีกว่า”
“ก็ได้ ฉันน่ะพูดแรงเกินไปหน่อย แต่นั่นเป็นเพราะว่าฉันรักพี่ชายมากจริงๆ นะฉันจะทำยังไงดี”
“นี่อาจเป็นบททดสอบจากพระเจ้าที่อยากให้คุณปล่อยวาง”
เซี่ยเฟยเฟยมั่นใจ “ความรักที่มั่นคงงดงาม จะต้องผ่านการทดสอบได้”
“ผมไม่ได้หมายถึงแบบนั้น”
“ฉันกับพี่ชายจะต้องได้อยู่ด้วยกันจะต้อง... โอ๊ยย”
เฉินหยู่อันตกใจ “คุณครับ เป็นอะไรไปเป็นยังไงบ้าง คุณครับ คุณเป็นไงบ้าง นี่คุณเป็นอะไรมั้ย เป็นยังไงบ้าง คุณครับ คุณครับ ยังอยู่รึเปล่าคุณครับ”
เฉินหยู่อันรีบเข้ามาดูเซี่เฟยเฟย เธอจึงเห็นเขาชัดเจน “ที่แท้ก็คุณนี่เอง”
เซี่ยเฟยเฟยโกรธ “มิน่าล่ะถึงได้รู้ว่าฉันแพ้ขนหมา”
“คุณเฟยเฟยครับ ฟังที่ผมพูดก่อน”
“มีบาทหลวงอายุน้อยแบบนี้ด้วยเหรอ”
“ที่จริงผมน่ะเป็นอาสาสมัครของโบสถ์ครับ”
เซี่ยเฟยเฟยโกรธ “แบบนี้ฉันก็เหมือนกับยืนหน้าคุณ แบบไม่ใส่อะไรเลยน่ะสิ”
“คุณเปล่าซะหน่อย”
“เฮ้ออ ฉันรู้น่าว่าตัวเองไม่ใช่ความหมายของฉัน คือฉันอยู่ตรงหน้าคุณ สารภาพความลับทุกอย่างไปหมดแล้ว ฉันยังนึกว่าตัวเองสารภาพกับคุณพ่อบาทหลวง ไม่คิดว่าจะเจอกับบาทหลวงหนุ่มที่อายุเท่าๆ กับตัวเอง”
“ผมขอโทษ”
เซี่ยเฟยเฟยรำคาญ “ตอนนี้ฉันไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น”
ด้านหว่างอี้เจินโทรมาหาเฉินหยู่ซี บอกให้เชิญฟางจ่านเฉิงไปทานอาหารที่บ้าน เฉินอยู่ซีอ้อนวอนขอร้อฟางจ่านเฉิงให้ไปกินข้าวกับแม่เธอ ฟางจ่านเฉิงยอมไป พอจะออกจากบ้านก็เจอเสิ่นเวยเหลียน เลยชวนไปด้วยกัน
พอถึงบ้านปรากฎว่าหวางเสี่ยวหลินอยู่ด้วย พอทักทายเสร็จเฉินหยู่ซีพาหวางเสี่ยวหลินหลบมาคุยกันตามลำพัง
“เฉินหยู่ซีบอสของเธอน่ะมองไม่เห็นใช่มั้ย” หวางเสี่ยวหลินถามทันทีที่อยู่กันสองคน
“ชู่ววววว อย่าไปพูดกับใครนะ”
“รู้แล้วน่ารู้แล้ว เฮ้อ บอสของเธอน่าเห็นใจจริงๆ ตาเขามองไม่เห็นแถมคู่หมั้นยังจากไปอีก”
“เฮ้ อย่าพูดถึงคู่หมั้นต่อหน้าเขาล่ะ”
“แต่ว่า.. คู่หมั้นของเขาก็จากไปตั้งนานแล้ว เขาก็ยังไม่ลืมเธอคนนั้น ยังยึดติดอยู่กับความทรงจำในอดีต เขารักผู้หญิงคนนั้นมากจริงๆ”
เฉินหยู่ซีเหม่อลอย “อื้อใช่ ทำไมความรักที่สวยงามแบบนี้ถึงไม่จบแบบมีความสุขนะ”
“นั่นสิ เฮ้อ ผู้ชายที่รักมั่นคงแบบนี้ทำไมฉันถึงหาไม่เจอสักคนนะ”
เฉินหยู่ซีล้อเลียน “ไม่มีแน่เหรอเมื่อกี้พอเธอเห็นหน้าเวยเหลียน ตางี้เป็นประกายเชียวนะ”
หวางเสี่ยวหลินร้อนรนปฏิเสธ แต่เฉินหยู่ซีเห็นและเข้าใจเพื่อน พอแม่ให้ไปซื้อซอส เธอจึงให้หวางเสี่ยวหลินไปซื้อกับเสิ่นเวยเหลียน
หวางอี้เจินบ่น “ลูกคนนี้นี่ ทำไมถึงใช้แขกไปซื้อของกับเพื่อนแกแบบนั้น”
“แม่ หนูเป็นเฒ่าจันทราอยู่ค่ะ” เฉินหยู่ซีเพ้อฝัน “ช่วยผู้ชายกับผู้หญิงคู่นึง สร้างสะพานรักต่างหาก ฮิฮิ”
“เวยเหลียนกับเสี่ยวหลินน่ะเหรอ ฮะฮะฮะ บอกให้เร็วกว่านี้สิ แม่จะได้จัดอีกโต๊ะเชิญสองคนนั้นมา”
เฉินหยู่ซีสวน “ใช่แล้วเยี่ยมเลย”
“ตกลง เอาตามนี้เลยคุยกันตามสบายเลยนะ แม่ไปทำอาหารก่อน บอสคะ นั่งรอก่อนนะคะ”
“บอสคะ ชาหมดแล้วเดี๋ยวฉันเติมให้” เฉินหยู่ซีตกใจ “ทำไมมือคุณเย็นจังเลย ดื่มชาร้อนก่อนค่ะถือเอาไว้ค่ะ ถือไว้”
“ขอบคุณ”
“แปลกชะมัดวันนี้ทำไมเฟยเทียนกู่ถึงหนาวจังเลย แป๊บนึงนะคะ ฉันไปหยิบมาให้ บอส นี่ของคุณถือไว้ค่ะ นี่เป็นกระเป๋าอุ่นพอมืออุ่นร่างกายก็จะไม่เย็นแบบนั้นแล้วล่ะ”
“ขอบคุณมาก”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ฟางจ่านเฉิงอมยิ้ม “หัวเราะอะไร”
“เคยได้ยินว่า คนที่มือเท้าเย็นเจี๊ยบ จิตใจจะละเอียดอ่อนไม่ยอมหลงรักใครง่ายๆ แต่ถ้ารักเข้าแล้วจะรักเดียวใจเดียว แถมคนแบบนี้ยัง อ่อนไหวง่าย ช่างใส่ใจมีบางครั้งที่เหมือนจะไม่คิดมาก ไม่สนใจ สิ่งรอบข้าง ที่จริงยกโทษให้อีกฝ่ายแล้ว เลยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันว่ามันแม่นเป๊ะเลยล่ะ”
“ฟังเธอพูดแบบนี้ มือเย็นเจี๊ยบดูเป็นเรื่องที่ไม่เลวเหมือนกัน”
“แน่นอนเป็นเรื่องดีเลยล่ะ นี่แสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนจริงใจ แล้วก็ละเอียดอ่อน ยังมีอีกนะคะ คนแบบนี้จะรักเพื่อนมาก พร้อมเสียสละ แถมยัง...” เฉินหยู่ซีตะลึ
ฟางจ่านเฉิงแปลกใจ “หยู่ซี เป็นอะไรไป”
เฉินหยู่ซีดีใจ “บอสคะลองดูสิคะ รู้สึกยังไงบ้างคะ”
“นี่มัน”
“หิมะค่ะหิมะขาวสวยจัง ดีจริงๆ พวกเขาจะได้พบกันอีกแล้ว”
ฟางจ่านเฉิงสงสัย “พบกันอีก ใครเหรอ”
เฉินหยู่ซีเพ้ออ่อนหวาน “คู่รักคู่หนึ่งน่ะค่ะ เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ เรื่องนึงของเฟยเทียนกู่นานมาแล้ว มีคู่รัก ที่รักกันมากคู่นึง ทั้งสองถูกครอบครัวกีดกัน บังคับให้เลิกกัน ก่อนจากกันพวกเขามาตามหาอดีตที่งดงามในเฟยเทียนกู่จมอยู่กับความคิดถึงก่อนจะจากกันอย่างเจ็บปวด แล้วในตอนนั้นหิมะก็โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า เด็กสาวประคองเกล็ดหิมะสัญญากับคนรักว่า ถึงวันที่เฟยเทียนกู่หิมะตกครั้งหน้า”
เฉินหยู่ซีเล่าอย่างรู้สึกอบอุ่น “เธอจะกลับมากลับมาหา และอยู่เคียงข้างคนที่เธอรัก หิมะสีขาวบริสุทธิ์เป็นพยาน ให้คำสัญญาของพวกเขา”
ฟางจ่านเฉิงถาม “จากนั้นล่ะ”
“จากนั้น...” เฉินหยู่ซีเศร้า “เด็กหนุ่มใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเฝ้ารอ แต่ก็ผิดหวัง แต่ในวันที่เขาจะจากโลกนี้ไปในที่สุดก็ได้เห็นเฟยเทียนกู่หิมะตกอีกครั้ง ส่วนคนรักที่เฝ้าคิดถึงก็รักษาสัญญากลับมาหาและอยู่เคียงข้างเขา เพราะฉะนั้น ต่อมาผู้คนต่างเชื่อว่าเมื่อเฟยเทียนกู่หิมะตก ก็แปลว่าเด็กสาวคนนั้น จะกลับไปอยู่เคียงข้างคนที่เธอรัก บอสคะคุณอยากไปที่ๆ พวกเขาเจอกันอีกครั้งมั้ยคะ”
เฉินหยู่ซีพาฟางจ่านเฉิงออกไปข้างนอก
“บอสคะ ถึงแล้วค่ะ ตรงหน้าคุณมีต้นไม้ใหญ่ต้นนึง ใต้ต้นไม้นี้ ก็คือที่ๆ พวกเขาเอ่ยคำสัญญากัน บอสคะ คุณรู้มั้ย ถึงเด็กหนุ่มจะได้พบคนรัก ในที่สุดแต่ฉันกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้น่ะมีเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ อยู่ด้วย”
ฟางจ่านเฉิงสงสัย “สองคนนั้นพบกันแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยังน่าเศร้า”
“มีสิคะ เด็กหนุ่มอยู่กับการรอคอยที่ไม่สิ้นสุด จมอยู่กับความขมขื่นที่สูญเสียคนรักจนลืมไปว่ายังมีครอบครัวและเพื่อนที่รักเขาเสมอ ถึงได้พลาดช่วงเวลาที่งดงาม ไปมากมาย”
“ฉันเชื่อว่าเด็กคนนั้นไม่ได้ตั้งใจความทุกข์จากการสูญเสีย คนอื่นคงไม่มีวันเข้าใจไม่มีใครรู้หรอกว่าที่สูญเสียไปนั่นไม่ใช่แค่ใครคนนึง” ฟางจ่านเฉิงเสียงสั่น “แต่มันเป็นโลกทั้งใบ เขาคงรู้สึกว่าเหมือนเวลาหยุดหมุนไปแล้ว”
ฟางจ่านเฉิงเศร้า “ถึงแม้พระอาทิตย์ยังส่องแสงเหมือนเดิมก็มองไม่เห็นอะไรทั้งนั้นไม่รู้จะเดินต่อไปยังไงทำได้แค่ปล่อยตัวเองจมอยู่ในความมืดมิดอย่างสิ้นหวัง”
เฉินหยู่ซีโน้มน้าว “แต่ฉันไม่คิดแบบนั้นฉันเชื่อว่าขอเพียงเขายอมยื่นมือออกมาจะต้องมีคนอีกมากมายพร้อมช่วยเขาพ้นจากความมืดมิดแม่ฉันบอกว่ากับคนหรือสิ่งเสียไป คนที่คอยอยู่เคียงข้างคุณสำคัญกว่ายิ่งต้องการให้คุณใส่ใจและห่วงใยพวกเขาเห็นคุณเสียใจและเจ็บปวดอยู่แบบนี้ก็จะเสียใจไปกับคุณด้วยและเจ็บมากกว่าคุณอีก”
เฉินหยู่ซีวิงวอน “บอสคะต่อให้เจ็บปวดแค่ไหนยังมีความรักอยู่เคียงข้างต่อให้โลกมืดมิดแค่ไหนก็ยังมีความรักนำทางที่สำคัญที่สุดก็คือคุณต้องยอมยื่นมืออกมาแล้วเข้าไปกอดคนที่คุณรักนะคะ”
เฉินหยู่ซีเป็นห่วง “ความหวังจากคนอื่นคงเปลี่ยนโลกของคุณไม่ได้ฉันแค่รู้สึกว่าการรอคอยคงเจ็บปวดน้อยลง ได้เข้าใกล้ความสุขมากขึ้นอีกนิดมีความสุขรึเปล่ามีแค่คุณเท่านั้นที่จะเป็นคนเลือก”
(จบตอนที่ 9)



