
ทิศทางหนังสารคดีไทยก้าวไกลในตลาดโลก
07 มิ.ย. 2559
ทิศทางหนังสารคดีไทยก้าวไกลในตลาดโลก : สกู๊ปบันเทิง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือทะเล ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง จึงนำจุดเด่นเรื่องนี้มานำเสนอ เพื่อดึงดูดให้คนดูในและนอกประเทศหันมาดูภาพยนตร์กันมากขึ้น อย่างภาพยนตร์เรื่อง “เทริด” ผลงานการเขียนบทและกำกับโดย เอกชัย ศรีวิชัย ที่นอกจากนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมทางภาคใต้อย่างมโนราห์แล้ว ในเรื่องยังสอดแทรกสถานที่ท่องเที่ยวทางภาคใต้ไม่ว่าจะเป็น ตลาดน้ำคลองแดนที่พัทลุง แหลมสมิหลาที่ จังหวัดสงขลา หรือสถานที่พระเอกของเรื่องไปเล่นดนตรีเปิดหมวก ที่ถนนนางงาม เมืองสงขลา
ซึ่งก่อนหน้านี้มีภาพยนตร์เรื่อง “เพลงของข้าว” ผลงานการกำกับของ อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ ที่นำเสนอประเพณีทางภาคอีสานที่เกี่ยวกับข้าว รวมถึงการละเล่นหลังฤดูเก็บเกี่ยวในประเพณีบั้งไฟตะไลล้านของ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ประเพณีบุญบั้งไฟขอฝนทำนาของชาวยโสธร ประเพณีวิ่งควายหลังฤดูไถหว่านใน จ.ชลบุรี ประเพณีกวนข้าวทิพย์ของชาวสงขลา หรือการลงแขกเกี่ยวข้าว ปักดำหว่านไถในภาคเหนือและอีสาน หรือจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง “รากเรา” ผลงงานของ 2 ผู้กำกับสาวอย่าง “ป๊อป” อารียา สิริโสดา และ “นก” นิสา คงศรี นำเสนอเรื่องราวเชิงเปรียบเทียบผ่านศิลปะการแสดงในภาคต่างๆ ลึกสู่รากฐานทั้งด้านสังคม วัฒนธรรมในเมืองไทย
หลายคนอาจจะคิดว่าภาพยนตร์สารคดีส่วนใหญ่ต้องเป็นเรื่องราวของสัตว์หรือไม่ก็ต้องนำเสนอเรื่องราวของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น หนังที่บอกเล่าเรื่องราวของวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคม ฯลฯ ต่างรวมอยู่ในหมวดสารดีแทบทั้งนั้น ส่วนจะใช่หนังสารคดีหรือเปล่านั้นมันอยู่ที่วิธีการดำเนินเรื่องและบอกเล่าออกมาได้เป็นรูปธรรมมากแค่ไหน ในปีปีหนึ่งประเทศไทยผลิตภาพยนตร์สารคดีออกมาจำนวนไม่น้อย ซึ่งยังไม่รวมรายการทางโทรทัศน์ แต่กลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญน่าจะเกิดจากภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร รวมถึงช่องทางในการเผยแพร่และการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ
เมื่อไม่นานมานี้ Sunny Side of the Doc กลุ่มบริษัทจากประเทศฝรั่งเศส ผู้จัดงานซื้อขายภาพยนตร์สารคดีที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก ได้แถลงข่าวเลือกกรุงเทพฯ ประเทศไทย เป็นสถานที่จัดงาน “Asian Side of the Doc (ASD) ครั้งที่ 7” ซึ่งงานนี้เคยจัดขึ้นที่ ฮ่องกง โซล โตเกียว กัวลาลัมเปอร์ เฉินตู และ เซี่ยหมิน มาแล้ว และครั้งนี้จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปี 2016 โดยตั้งเป้าเปิดตลาดส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายภาพยนตร์สารคดีครบวงจรแห่งแรกของภูมิภาคเอเชีย โดย อีฟ ชองนู ผู้ก่อตั้ง Sunny Side of the Doc ได้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าในการแลกเปลี่ยนองก์ความรู้กับทางทวีปเอเชีย ซึ่งเขามองว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในแง่ของเรื่องราว สถานที่ และศักยภาพของผู้ผลิตภาพยนตร์ที่พร้อมจะพัฒนาให้ก้าวสู่ตลาดโลกได้
“ประเทศไทยมีคอนเทนท์ที่ดี โดยเฉพาะด้านวิถีชุมชน ความเชื่อ วัฒนธรรม ในทุกจัดหวัด ทุกภูมิภาค ที่ผู้ผลิตสามารถนำเสนอเรื่องราวมาถ่ายทอดเป็นงานสารคดีได้ บวกกับศักยภาพของบุคลากร อุปกรณ์ และเทคนิคการถ่ายทำที่มีมาตรฐาน ผลงานสารคดีของประเทศไทยสามารถสร้างความน่าสนใจต่อชาวต่างชาติได้ หากได้รับการแนะนำส่งเสริม สนับสนุนจากผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญกับตลาดต่างประเทศ มีการทำการตลาดมาช่วยแนะนำวิธีการนำเสนอ จะช่วยผู้ผลิตให้สร้างสรรค์ผลงานสารคดีได้ตรงความต้องการของตลาดโลกได้”
สมประสงค์ โขมพัตร ที่ปรึกษาด้านการบริหารการจัดงานในครั้งนี้กล่าวว่า “ประเทศไทยผลิตบุคลากรด้านนิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชนด้านถ่ายทำภาพยนตร์ในปีหนึ่งมีจำนวนไม่น้อย แต่เมื่อจบการศึกษาแล้วคนเหล่านั้นไปอยู่ไหน มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศในสาขาที่เรียนมาอย่างไร อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอีกสาขาหนึ่งที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจได้ แต่ต้องใช้ทุนมหาศาล จึงเป็นอุปสรรคของคนรุ่นใหม่ ทางเลือกอีกทางหนึ่งคือ ภาพยนตร์สารคดี ซึ่งยังไม่นิยมกันในประเทศไทยมากนัก แต่จะเป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้องค์ความรู้ การสร้างสรรค์ ตลอดจนการใชัทรัพย์สินทางปัญญามาเชื่อมโยงกับรากฐานทางวัฒนธรรม นับเป็นความท้าทายของคนรุ่นใหม่ที่จะต้องผลิตสินค้าและบริการที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลก”
ก้อง ฤทธิ์ดี นักหนังสือพิมพ์ นักวิจารณ์ผู้คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์ไทย ได้กล่าวถึงกระแสภาพยนตร์สารคดีไทยว่า "หนังสารคดีเป็นหนังที่ใช้เงินทุนน้อยกว่าหนังประเภทอื่น และเล่าเรื่องทีี่มีความสำคัญในสังคมได้มากกว่า โดยทั่วไปสารคดีไทยมีทำอยู่เยอะและมีหลายเรื่องที่ทำได้ดี แต่มันอาจจะไม่ได้ถูกเผยแพร่หรือทำในระบบที่เป็นแบบอาชีพมากนั้น มีโอกาสที่เรื่องของเราจะถูกเผยแพร่ได้มากกว่านี้ถ้าเรามีช่องทาง มีตลาดระบบการโปรดิวหนังที่เป็นอาชีพ ถ้าเราไปดูในออนไลน์มันมีประโยชน์มากในการเผยแพร่หนังของเราได้ออกไปไกล การที่ผู้สร้างได้พบปะกับผู้จัดจำหน่ายก็ทำให้เราได้ประโยชน์ในการขยายตลาด สารคดีอาจจะไม่เกี่ยวกับหนังไทยปกติเพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมองว่าสารคดีน่าเบื่อ สารคดีเป็นเรื่องเฉพาะการศึกษาและความรู้ ส่วนหนึ่งอาจจะจริง แตตลาดสารคดีมันใหญ่ ต่างประเทศซื้อสารคดีฉายเป็นประจำ ในฐานะคนผลิตเรื่องที่เราอยากจะเล่าก็มีโอกาสเผยแพร่ได้มากกว่า แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวกับหนังไทย หนังสารคดีมีหลายแบบคนไทยมันเชื่อว่าสารคดีจะเกี่ยวกับสัตว์ป่าหรือธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ใช่ มันยังมีเรื่องยาเสพติด ปัญหาสังคม มันเป็นได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นหนักๆ อย่างการเมือง ชีวิตคน วัฒนธรรมมันเป็นได้ทุกเรื่องจริงๆ
อุรุพงษ์ รักษาสัตว์ เขาทำเรื่องชาวนาในภาพยนตร์เรื่อง เพลงของข้าว ก็เป็นสารคดี จริงๆ แล้วหน่วยงานรัฐก็มีส่วนช่วยอยู่บ้างแล้ว อย่างกระทรวงวัฒนธรรมก็มีกองทุนให้ แต่ถ้ารัฐจะช่วยจริงๆ ก็อยากให้ช่วยอย่าเซ็นเซอร์หนัง หากทำหนังออกมาแล้วโดนเซ็นเซอร์ก็คงจะไม่ได้ ความคิดสร้างสรรค์ต้องมาพร้อมกับเสรีภาพประมาณหนึ่ง ถ้าเป็นหนังที่เซนซิทีฟอย่างทำเรื่องการเมือง โสเภณี ยาเสพติด ฯลฯ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นการบอกเล่าเรื่องชีวิตคน และเป็นเรื่องจริง ก็อยากจะให้เปิดกว้างเพราะการเปิดกว้างจะทำให้เกิดความสร้างสรรค์และการเล่าเรื่องต่างๆ ส่วนเรื่องซัพพอร์ทเรื่องอื่นๆ ก็ทำได้ อย่างที่รัฐเกาหลีหรือสิงคโปร์ ก็ทำกัน หากรัฐสนับสนุนมันดีแน่นอนแต่เขาต้องเข้าใจว่าหนังสารคดีมันเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก หากรัฐมัวแต่ปิดหูปิดตาสังคม"
ทิศทางของหนังสารคดีไทยจะก้าวไปทางไหน ส่วนหนึ่งอาจจะต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือผู้ผลิตที่จะต้องพัฒนาทั้งเนื้อเรื่องและคุณภาพให้เทียบเท่าสากล



